Bookmark and Share

หม่ามเฟาซัน Come Back ...ศาลสั่งการปลดกระทำโดยมิชอบ

 

การปลดอิหม่ามเฟาซัน หลังปูเต๊ะ ออกจากตำแหน่งอิหม่ามประจำมัสยิดต้นสนเมื่อปี 2554 เป็นข่าวครึกโครมในสังคมมุสลิม จนนำไปสู่การฟ้องร้องไปยังศาลยุติธรรม จนในที่สุดศาลได้มีพิพากษาว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพฯ ในขณะที่ยังมี ปัญหาที่จะต้องสะสางอีกมาก โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินมัสยิดของคณะรักษาการ

คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร (กอ.กทม.) ได้มีมติเมื่วันที่ 17 กันยายน 2554 ให้นายพัฒนา(เฟาซัน) หลังปูเต๊ะ พ้นจากตำแหน่งอิหม่ามประจำมัสยิดต้นสน และมีคำสั่งให้นายวิบูลย์ มุขตารี รักษาการในตำแหน่งอิหม่ามประจำมัสยิดต้นสนแทน

คำสั่งปลดอิหม่ามเฟาซันออกจากตำแหน่งเป็นข่าวครึกโครมในสื่อมุสลิมและเป็นที่สนใจของสังคมมุสลิม เพราะอีกด้านหนึ่งนายเฟาซัน นอกจากเป็นอิหม่ามมัสยิดต้นสนแล้ว ยังเป็นดาโต๊ะปาดูกา ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์สุลต่านอิสมาแอล ปูตรา แห่งรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เป็นกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและเป็นอาจารย์สอนโรงเรียนจิตรลดา ในขณะที่ฝ่ายคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพฯ ก็เต็มไปด้วยผู้รู้และผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ นายอรุณ บุญชุม ดร.วินัย ดะห์ลัน ดร.วิศรุต เลาะวิถี นายอะหะหมัด ขามเทศทอง โดยมีเงาทะมึนของนายสมัย เจริญช่าง อดีต ส.. ประชาธิปัตย์ และรองประธานคณะกรรมการกลางฯ อยู่เบื้องหลัง

เบื้องหลังการสอบสวนอิหม่ามเฟาซันมาจากคำร้องเรียนของนายมนูญพันธ์ รัตนเจริญ ไปยังคณะกรรมการอิสลามกรุงเทพฯ จนกอท.มีคำสั่งปลดดังกล่าว

ในคำสั่งของคณะกรรมการอิสลามกรุงเทพฯ นายอรุณ บุญชม ประธานไม่ได้ลงนามเอง แต่เป็น ดร.วิศรุต เลาะวิถี รอองประธานคณะกรรมการฯเป็นผู้ลงนามแทน ระบุความผิดในหลายประเด็น ที่สำคัญ ระบุว่า มีความประพฤติในทางที่จะนำมาซึ่งความเสียหาย บกพร่องต่อหน้าที่ และกระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและประโยชน์ของมัสยิดต้นสน นายพัฒนา ไม่จัดทำบัญชีสรรพบุรุษเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการมัสยิดที่หมดวาระไปตั้งแต่ปี 2547 ได้บริหารมัสยิดเพียงคนเดียว โดยไม่มีคอเต็บ บิหลั่น และกรรมการอิสลามประจำมัสยิด ไม่สนใจดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด, ตามคำแนะนำของกระทรวงมหาดไทยและของคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร อีกทั้ง ดำเนินกิจการมัสยิดต้นสนเพียงลำพังโดยพลการ ใช้เงินของมัสยิดต่างกรรมต่างวาระ เป็นจำนวนเงินมากกว่า 10 ล้านบาท โดยไม่มีคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นผู้รับผิดชอบ

ในคำสั่งปลด ยังระบุว่า เมื่อคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพฯ ได้เชิญตัวให้ไปชี้แจงข้อเท็จจริงก็พยายามบ่ายเบี่ยง บิดพลิ้ว ไม่ยอมไปชี้แจง โดยมีพฤติกรรมในลักษณะปกปิดความผิดของตนเอง ในที่สุดคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า หากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดผลเสียต่อกิจการศาสนาอิสลามและกิจการของมัสยิดต้นสน จึงได้มีมติเอกฉันท์ ให้ถอดถอนนายพัฒนา ออกจากตำแหน่งอิหม่ามมัสยิดต้นสน ในข้อหาบกพร่องต่อหน้าที่

พร้อมกันนั้น ได้แต่งตั้งให้ นายวิบูลย์  มุขตารี รักษาการตำแหน่งอิหม่าม   นายการุญ  ฉัตรสุวรรณ รักษาการตำแหน่งคอเต็บ และนายวัชรากร  สุทธิรัตน์ รักษาการตำแหน่งบิหลั่น

นายพัฒนา ได้ต่อสู้ในหลายช่องทางยืนยันว่า ได้มีการจัดทำบัญชีรายชื่อสรรพบุรุษแล้ว มีการจัดการเลือกตั้ง คอเต็บ บิหล่าน และคณะกรรมการมัสยิดแล้ว แต่คณะกรรมการอิสลามกรุงเทพฯ ไม่ให้การรับรอง ในส่วนของการบริหารมัสยิดมีคณะกรรมการรักษาการร่วมบริหาร การใช้จ่ายเงินเป็นไปตามระเบียบมีคนลงนาม 3 คน คือ ตัวอิหม่าม เหรัญญิก และกรรมการอีกคนนึ่ง ไม่ได้ใช้จ่ายโดยพละการ และการก่อสร้างซ่อมแซมมัสยิดก็เป็นไปตามความเหมาะสม เนื่องจากตัวอาคารมัสยิดเดิมได้ก่อสร้างมานานหลายสิบปี มีปัญหาเอียง หากไม่ซ่อมแซมอาจพังถล่มลงมาได้ ซึ่งบุคคลที่เป็นเหรัญญิกคือนายวิบูลย์ มุขตารี ที่คณะกอท. แต่งตั้งเป็นรักษาการอิหม่ามนั้นเอง

หลังมีคำสั่งปลดและแต่งตั้งรักษาการ มีการแย่งชิงการทำหน้าที่ในมัสยิดต้นสนอย่างดุเดือด นายวิบูลย์ พยายามเข้ามาทำหน้าที่ในมัสยิด แต่ฝ่ายอิหม่ามเฟาซัน ยังยืนยันยังเป็นอิหม่าม คำสั่งปลดขาดความชอบธรรมบางครั้งมีการนำทหารตำรวจมารักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ในขณะที่ในด้านการเงิน นายวิบูลย์ โดยความยินยอมของธนาคาร ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขบุคคลผู้มีอำนาจลงนามถอดเงินในบัญชีของมัสยิดต้นสนมาเป็นนายวิบูลย์ และมีการเก็บเงินค่าเช่าจากที่ดินวากั๊ฟ รวมถึงเงินชดเชยค่าเวรคืนที่ดินการสร้างรถไฟฟ้า จำนวน 5 ล้านบาทจากกรุงเทพมหานคร โดยไม่ทราบตัวเลขการใช้เงินของมัสยิดตลอดเวลาเกือบ 2 ปีของการทำหน้าที่รักษาการอิหม่าม

การต่อสู้คดีนายพัฒนา ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ และในวันที่ 15 มกราคม 2556 คณะกรรมการกลางฯ ได้มีมติยืนตามคำสั่งของคณะกรรมการอิสลามกรุงเทพฯ อีกด้านหนึ่งก็ได้ยื่นขอความเป็นธรรมจากศาลยุติธรรม ให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการอิสลามกรุงเทพฯและคณะกรรมการกลางฯรวม 40 คนและเรียกค่าเสียหายจำนวน 40 ล้านบาท

อิหม่ามเฟาซัน ยื่นร้องต่อศาลว่า คำสั่งของคณะกรรมการอิสลามกรุงเทพฯและคณะกรรมการกลางฯ ไม่ถูกต้อง โดยระบุว่า คณะกรรมการอิสลามดรุงเทพฯ สิ้นสุดการดำรงตำแหน่งแล้ว จากคำวินิจฉัยของจุฬาราชมนตรีและการดำเนินการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายและหลักการศาสนาเนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาคืออิหม่ามเฟาซันไม่ได้ชี้แจงในข้อกล่าวหาทั้งหมด ซึ่งการต่อสู้ในศาลเป็นไปอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างใช้ทนายความมือดีมาไต่สวน โดยฝ่ายคณะกอท. และคณะกรรมการกลางฯใช้ทนายความถึง 6 คนทีเดียว

หลังจากไต่สวนมูลฟ้อง ไต่สวนพยานของฝ่ายต่างๆ เสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ศาลแพ่งธนบุรี จึงมีคำพิพากษาออกมา แยกรายละเอียดแต่ละประเด็น ดังนี้

1.
โจทก์(อิหม่ามเฟาซัน) มีอำนาจฟ้องหรือไม่
ในประเด็นนี้ กอท.และคณะกรรมการกลางฯ ได้นำสืบว่า อิหม่ามเฟาซันไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะเป็นการฟ้องตัวบุคคลให้รับผิดชอบเป็นการส่วนตัว แต่มติของ กอท. และคณะกรรมการกลางฯ ทำในนามนิติบุคคล และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกลางฯถือเป็นอันสิ้นสุด ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า ตามกฎหมายบริหารองค์กรศาสนาอิสลามแห่งประเทศไทย พ..2540 มาตรา 22 และ 29 กำหนดให้คณะกรรมการฯ เป็นตัวแทนของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามปรำจำกรุงเทพฯ หรือสำนักงานคณะกรรมการกลางฯ และคำสั่งให้อิหม่ามเฟาซันพ้นจากตำแหน่งไม่ได้ระบุ เป็นคำสั่งของสำนักงานกอท. บ่งชีว่า คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพฯ ได้กระทำในฐานะผู้แทนสำนักงานกอท. และสำนักงานคณะกรรมการกลางฯ เมื่อมีมติให้อิหม่ามพ้นจากตำแหน่ง อิหม่ามย่อมมีสิทธิ์ในการโต้แย้ง และกรณีที่อ้างว่า คำสั่งคณะกรรมการกลางฯ เป็นที่สุดนั้น จะต้องเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้ง 40 คน

2.
ประเด็นการสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ประเด็นการสอบสวนนี้ อิหม่ามเฟาซัน ได้ต่อสู้ในประเด็นการขาดคุณสมบัติของกอท. และการสอบสวนเป็นไปอย่างเร่งรัดฝ่ายถูกปลดไม่ได้เข้าชี้แจง ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายและหลักศาสนา ในประเด็นนี้ ศาลวินิจฉัยว่า

3.
ประเด็นการขาดคุณสมบัติกอท.นั้น แม้จุฬาราชมนตรีจะเห็นชอบตามคำวินิจฉัย(ฟัตวา)ของผู้ทรงคุณวุฒิว่า ให้ กอท.พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขาดคุณสมบัติ แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้เป็นมติของคณะกรรมการกลางฯ ที่กฎหมายกำหนดไว้ คณะกรรมการอิสลามกรุงเทพฯ จึงยังไม่พ้นจากตำแหน่ง

4.
ประเด็นการไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแก้ข้อกล่าวหา ไม่มีการสอบพยานบุคคลให้ครบถ้วนและคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งไม่มีรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงและหลักศาสนาโดยชัดแจ้ง ซึ่งขัดกับระเบียบคณะกรรมการกลางฯ ซึ่งกอท.ได้นำสืบวง่า ได้ให้โอกาสชี้แจงแล้ว โดยทำหนังสือให้มาชี้แจงถึง 3 ครั้ง แต่อิหม่ามบ่ายเบี่ยงประวิงเวลาเพื่อไม่ให้มีการสอบสวน ศาลเห็นว่า จากการตรวจดูรายงานการสอบสวนของคณะอนุกรรมการฯ พบว่า มีการนัดสอบสวนครั้งแรกวันที่ 4 กันยายน 2554 แต่อิหม่าม ได้ขอเลื่อนโดยระบุว่า ป่วย และมีใบรับรองแพทย์ยืนยัน ครั้งที่ 2 นัดหมายวันที่ 12 กันยายน 2554 แต่อิหม่ามเฟาซัน ติดบรรยายที่โรงเรียนจิตรลดา โดยมีหนังสือของโรงเรียนมายืนยัน คณะอนุกรรมการฯ

จึงเลื่อนนัดหมายเป็นวันที่
14
กันยายน 2554 และกำชับว่าห้ามเลื่อนอีก แต่ถึงวันกำหนด อิหม่ามได้มีใบรับรองแพทย์อ้างการป่วย เวียนศรีษะ บ้านหมุน เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ซึ่งอนุกรรมการไม่ให้เลื่อนอีกถือว่า โจทก์ไม่ติดใจ และสรุปความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพฯ นั้น การเลื่อนจากวันที่ 12 กันยายน เป็นวันที่ 14 กันยายน เป็นไปอย่างกระชั้นชิด และไม่ได้นำสืบว่า ทำไมการเลื่อนจึงกระชั้นชิด คณะอนุกรรมการฯ ไม่ได้สอบสวนว่า มีการป่วยจริงหรือไม่ แต่อ้างว่าไม่อนุญาตให้เลื่อนอีก ศาลเห็นว่า ความเห็นของอนุกรรมการฯให้ถอดถอนเป็นคำสั่งที่มิชอบ

เมื่ออนุกรรมการฯนำเสนอข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียวจากคำร้องเรียนของนายมนูญพันธ์ ให้กอท.มีมติ การถอดถอนจึงไม่เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกลางฯ ที่ระบุว่า สอบสวนทั้ง 2 ฝ่าย จึงทำให้มติของกอท. ไม่ชอบไปด้ว

5.
ประเด็นการลงมติของคณะกรรมการกลางฯ โดยคณะกรรมการกลางฯ ลงมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการอิสลามกรุงเทพฯ มีมติ ซึ่งในชั้นศาลมีการต่อสู้ใน 2 ประเด็น คือ มีการลงมติเลยจาก 90 วันตามที่กำหนดในระเบียบ และมีการสอบสวนอิหม่ามเฟาซัลเพิ่มเติม ซึ่งศาลเห็นว่า คณะกรรมกรรมการกลางฯ สามารถลงมติหลัง 90 วันได้ เพราะกำหนดการระยะเวลา 90 วัน เป็นการเร่งรัด ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อการลงมติของกอท. ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะการสอบสวนไม่ชอบ และการสอบสวนชั้นคณะกรรมการกลางฯก็ไม่ชอบ มติให้ถอดถอนของคณะกรรมการกลางฯ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาล มีคำพิพากษาว่า การที่โจทก์ขอให้สษลมีคำสั่งให้ดำรงตำแหน่งอิหม่ามมัสยิดต้นสนต่อไปนั้น เมื่อมติของคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพฯและคณะกรรมการกลางฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องเพิกถอนมติดังกล่าว สถานภาพของอิหม่ามเฟาซันก่อนการลงมติเป็นอย่างไรก็ยังคงเป็นเช่นนั้น คือ ยังเป็นอิหม่ามมัสยิดต้นสนอยู่เหมือนเดิม

6.
ประเด็นการเรียกค่าเสียหาย 40 ล้านบาท
อิหม่ามเฟาซัน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเรียกร้องค่าเสียหายจาก คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพฯและคณะกรรมการกลางฯ จำนวน 40 ล้านบาท หริอให้ชดใช้ค่าเสียหายคนละ 1 ล้านบาท โดยอ้างว่า เป็นการกลั่นแกล้ง ซึ่งศาลเห็นว่า มติของกอท.และคณะกรรมการกลางฯ เป็นไปตามที่ฝ่ายนิติกรเสนอ จึงไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง จึงไม่ให้บุคคลทั้ง 40 คน ชดใช้ค่าเสียหาย

สรุปคำพิพากษา คือ ให้เพิกถอนมติคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร กรณีการถอดถอนอิหม่ามเฟาซันออกจากตำแหน่ง และคำสั่งแต่งตั้งอิหม่าม คอเต็บ และบิหล่าน รักษาการ และเพิกถอนมติของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ส่งผลให้นายพัฒนา(เฟาซัน) หลังปูเต๊ะ ยังคงดำรงตำแหน่งอิหม่ามประจำมัสยิดต้นสนต่อไป

มติของกอท.และคณะกรรมการกลางฯ ในการถอดถอนอิหม่ามเฟาซัน เป็นจุดด่างดำของการทำงานขององค์กรศาสนาอิสลาม ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องผิดพลาด และการทำลายฝ่ายตรงกันข้ามโดยไม่สนใจความถูกต้องชอบธรรมทั้งในแง่กฎหมายและหลักการศาสนา ซึ่งที่ผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ในหลายกรณีแต่คู่กรณีไม่ได้ดำเนินการฟ้องร้องให้ถึงที่สุด เหมือนกรณีของอิหม่ามเฟาซัน จึงเป็นตัวอย่างของการทำหน้าที่โดยเฉพาะองค์กรศาสนาว่า ในฐานะผู้นำจะต้องมีความชอบธรรมปฏิบัติตามหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด ไม่เล่นพรรคเล่นพวก มีอารมณ์เหนือความถูกต้อง

กรณีของนายเฟาซันนั้น เมื่อคำพิพากษาให้กลับมาดำรงตำแหน่งอิหม่าม สิ่งที่อิหม่ามต้องดำเนินการก็คือ การจัดทำบัญชีรายชื่อสัปบุรุษเสนอต่อกอท. เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งคอเต็บ บิหลั่นและคณะกรรมการประจำมัสยิดต่อไป สำหรับนายวิบูลย์ มุขตารี ที่เข้าไปจัดการเรื่องเงินทองของมัสยิดต้นสน เข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขบัญชีเงินฝากให้ตัวเองมีอำนาจเบิกถอน มีการใช้อำนาจไปรับเงินค่าเวรคืนจากกทม. จำนวน 5 ล้านบาท และรับค่าเช่าที่ดินและอาคารวากั๊ปนั้น สฝ่ายอิหม่ามเฟาซันคงเข้าไปตรวจสอบว่า มีการใช้จ่ายเงินไปเท่าไรห่ และถูกต้องแค่ไหนอย่างไรและคงมีการดำเนินคดีในหลายกระทง ซึ่งเจ้าหน้าที่ธนาคารอาจติดร่างแหไปด้วย

ในฝ่ายของนายพัฒนา จะมีการอุทธรณ์ในส่วนของการเรียกค่าเสียหายจำนวน 40 ล้านบาท ในส่วนของกอท.คงยื่นอุทธรณ์ในคำพิพากษาต่อไป แม้คดียังไม่จบ แต่อิหม่ามเฟาซันยังคงอยู่ในตำแหน่งอิหม่าม ความวุ่นวายที่เคยเกิดขึ้นในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาคงยุติลง

จาก MTODAY ฉบับเดือนธันวาคม 2556

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1663 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 70 + 27 =
ความคิดเห็น :