Bookmark and Share

แบงก์อิสลามฯ รอฟื้น วัดใจรัฐปฏิรูปสู่ธนาคารมวลชน

 

หลังจาก "กระเตื้อง" ขึ้นมาจากปี 2013 จนกลับมาทำกำไร แต่ในปี 2014 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยกลับมามีปัญหาอีกครั้งจากหนี้กลุ่มเดิมที่กลับมาเป็น "หนี้เสีย" นำไปสู่ภาระขาดทุน 10,000 ล้านบาท นำไปสู่การฟื้นฟูโดยการจัดตั้ง "บรรษัทบริหารสินทรัพย์" ใช้เวลา 2 ปี เพื่อกลับสู่ภารปกติอีกครั้ง

สถานการณ์ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กลับมาเลวร้ายอีกครั้งในปี 2014 หลังจากปี 2013 สามารถทำกำไรได้สำเร็จ จากปัญหาหนี้เสีย 50,000 ล้านบาทที่สะสมมาตั้งแต่รัฐบาลอภิสิทธิ์และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง "สมหมาย ภาษี" เสนอให้ยุบธนาคาร นำไปสู่การต่อต้านของมุสลิมทั่วประเทศ ความเสียหายที่เกิดจาก "ผู้บริหารธนาคารและนักการเมือง" เพียงไม่กี่คน ได้สร้างความเสียหายให้กับมุสลิมทั้งมวลจากการนำคำว่า "ธนาคารอิสลาม" ไปใช้

ไล่เรียงย้อนหลังกลับไปสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ "ธนาคารอิสลามแห่งประเทศ" ถูกนักการเมืองกเฬวรากและเครือข่ายรุมปู้ยี้ปู้ยำ เหมือนที่เคยทำกับ "บีบีซี" จนต้องปิดกิจการในที่สุด คนกลุ่มนี้ได้แสวงหาผลประโยชน์จากธนาคารด้วยการปล่อยกู้ให้เครือข่ายโดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันที่ด้อยคุณภาพหรือหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่ถึงจำนวนเงินที่กู้ สร้างความเสียหายไว้กับธนาคาร 24,000 ล้านบาท โดยตัวเลข 24,000 ล้านบาทมาจากการตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยแบงก์ชาติตรวจสอบเลื่อนงำหลายประการ ส่วนใหญ่เป็นการปล่อยกู้ในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าน้อยกว่าจำนวนการกู้เงิน เหมือนที่นักการเมือง กลุ่ม 16 เคยทำกับธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ จนต้องปิดธนาคาร พฤติกรรมเดียวกันจากคนกลุ่มเดียวกันได้เข้ามาทำลายธนาคารอิสลามฯอีกครั้ง การให้กู้ส่วนใหญ่เป็นรายใหญ่มูลค่า 1,000-3,000 ล้านบาท คนกลุ่มนี้ เมื่อกู้ไปแล้วก็ไม่จ่ายหนี้ ปล่อยให้เป็นหนี้เสียเพราะเจตนาเพียงต้องการเงินจากธนาคารเท่านั้น

เมื่อปี 2556 มาถึงยุครัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ส่งคนของตัวเองเข้ามาบริหาร ตั้งปลายปี 2555 หลังจากนั้นหนี้เสียพุ่งขึ้นเป็น 39,000 ล้านบาท แต่มีความพยายามตกแต่งบัญชี ในปลายปี 2555-ต้นปี 2556 เป็นปีที่วิกฤติของธนาคาร เนื่องจากมีคนแห่ถอนเงินฝากจำนวนมากกว่า 29,000 ล้านบาท จนต้องวิ่งหาผู้ฝากรายใหญ่มาประคับประคองสถานการณ์จนผ่านพ้นไปได้ แต่การบริหารที่ขาดความโปร่งใสพนักงานของธนาคารมากกว่า 1,400 คนได้ลงชื่อเพื่อขับไล่ผู้บริหารสูงสุด มีการออกจดหมายลูกโซ่โจมตีการทำงานหลายฉบับ จนนำไปสู่การลาออกของผู้บริหารของธนาคาร

พฤติกรรมที่มีการกล่าวหา คือ

1. การเร่งลดผลกระทบและการตกชั้นเป็นหนี้เสียของลูกค้า และมีการสั่งการให้ผู้บริหารยกเลิกกระบวนการอนุมัติและเบิกจ่ายสินเชื่อที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับของธนาคาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของลูกค้า ส่งผลให้ลูกค้าประสบปัญหาสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายคืนธนาคาร หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จึงเพิ่มจาก 24,000 ล้านบาทเป็น 39,000 ล้านบาท

2. ส่งยกเลิกการอนุมัติตามลำดับชั้นรวยอำนาจมาอยู่ที่กรรมการผู้จัดการ ทำให้กระบวนการบริหารขาดความคล่องตัว ไม่มีประสิทธิภาพ เสียหายต่อการบริหารของธนาคารและกระทบต่อลูกค้า ซึ่งเพียง 2 ประเด็น ก็ได้สร้างความเสียหายแก่ธนาคารอิสลามฯ อย่างรุนแรง

ครึ่งหลังปี 2556 หลังการเปลี่ยนผู้บริหาร มีการประคับประคองสถานการณ์จนธนาคารกลับมามีกำไรการบริหาร 800 ล้านบาท แต่หากรวมเงินทุนสำรองมีกำไร 2,700 ล้านบาท

แต่ปัญหาหนี้เสียที่สะสมมาก่อนหน้านี้ ไม่สามารถเจรจาประนอมหนี้ได้ เพราะหนี้ส่วนหนึ่งใช้หลักทรัพย์ต่ำกว่าวงเงินกู้ ผู้กู้จึงไม่เจรจา บางรายสามารถเจรจาสำเร็จ มีการจ่ายคืนหนี้เข้ามาบ้างแต่เป็นจำนวนน้อย และสุดท้ายก็กลับไปเป็นหนี้เสียอีกครั้ง ปี 2557 หนี้เสียได้เพิ่มขึ้นเป็น 50,000 ล้านบาท จนนำไปสู่สถานการณ์ที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังบอกว่าจะยุบธนาคารจนนำไปสู่การคัดค้านจากสังคมมุสลิมอย่างรุนแรง

ที่สังคมมุสลิมออกมาต่อต้าน เพราะคำว่า "ธนาคารอิสลาม"ส่งผลต่อความภาพลักษณ์ของหลักการอิสลามและสังคมมุสลิม ทำให้สังคมทั่วไปเข้าใจว่า เพราะหลักการอิสลามธนาคารจึงมีปัญหา ซึ่งโดยข้อเท็จจริงมุสลิมแทบไม่มีส่วนร่วมในการก่อปัญหาของธนาคาร มีมุสลิมใช้บริการกู้ยืมเงินจากธนาคารอิสลามเพียงระดับ 10-20% เท่านั้น ผู้กู้ส่วนใหญ่เป็นคนต่างศาสนิก ในขณะที่ผู้ฝากเงินมีจำนวนมุสลิมหลักแสนคนแต่มูลค่าเงินฝากเพียง 40% ของจำนวนเงินฝากเท่านั้น โดยธนาคารมีสินทรัพย์รวม 1.1 แสนล้านบาท

นายครรชิต สิงห์สุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลประกอบการของธนาคารอิสลามฯ ณ สิ้นปี 2557 มียอดขาดทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท เนื่องต้องกันสำรองหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่มีประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาที่เสนอไปยังคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) มี 2 ประเด็น คือ การขออนุมัติการเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง 10,000 ล้านเพิ่มจากที่ได้รับการอนุมัติแล้ว 5,000 ล้านบาท และขอตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อบริหารหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของซุปเปอร์บอร์ด

"การบริหารของธนาคารอิสลามฯ ตั้งแต่กลางปีเป็นต้นมา ไม่ได้ปล่อยสินเชื่อใหม่เลย เนื่องจากอยู่ระหว่างการรออนุมัติแผนจากกระทรวงการคลัง การปล่อยกู้ส่วนใหญ่เป็นรายย่อย อาทิ โครงการสินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับผู้มีบัตรเครดิตหลายใบ ซึ่งล่าสุดได้ลงนามข้อตกลงกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และเป็นสินเชื่อตามนโยบายของรัฐซึ่งวงเงินไม่มากนัก" นายครรชิต กล่าวและว่า หากธนาคารได้รับการอนุมัติจากซุปเปอร์บอร์ด ในปี 2558 จะสามารถแก้ปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระดับหนึ่ง ในปี 2559 ธนาคารก็จะสามารถกลับมาทำกำไรอีกครั้ง

นายครรชิต กล่าวและว่า หากธนาคารได้รับการอนุมัติจากซุปเปอร์บอร์ด ในปี 2558 จะสามารถแก้ปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระดับหนึ่ง ในปี 2559 ธนาคารก็จะสามารถกลับมาทำกำไรอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ซุปเปอร์บอร์ดได้อนุมัติเงินเพิ่มทุน 5,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลัง 2,500 ล้านบาท เงินเพิ่มทุนจากธนาคารออมสิน 2,000 ล้านบาท และเพิ่มทุนจากธนาคารกรุงไทยอีก 500 ล้านบาท ส่วนที่ขออนุมัติเพิ่มทุนอีก 10,000 ล้านกระทรวงการคลังไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ซุปเปอร์บอร์ด ต้องการให้ธนาคารฯแก้หนี้เสียให้เห็นผลภายใน 3 เดือนตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2558 และต้องการให้เร่งขยายฐานลูกค้ากลุ่มมุสลิมให้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จากปัจจุบัน 300,000 ราย เป็น 1 ล้านราย ภายในปี 60 เท่ากับ แบงก์อิสลามฯ ต้องขยายฐานลูกค้ามุสลิมให้ได้ไม่น้อยกว่า 50,000-60,000 ราย ภายใน 3 เดือนแรก ของปี 58 หลังจากนั้นกระทรวงการคลังจะประเมินอีกครั้งว่า ธนาคารได้เดินหน้าตามแผนฟื้นฟูได้สำเร็จหรือไม่

กระทรวงการคลัง เห็นว่า ธนาคาร อิสลามฯ ยังไม่สามารถแก้เรื่องหนี้ตกชั้นได้ หลังจากการตรวจสอบฐานะทางการเงิน (ดิวดิลิเจ้นท์) พบว่า ยอดหนี้เสียเพิ่มขึ้นอีก 7,000 ล้านบาท ทำให้ ณ สิ้นปี 57 ยอดหนี้เสียจะเพิ่มเป็น 50,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ของยอดสินเชื่อคงค้าง

ธนาคารอิสลามฯ เป็นปัญหาหนึ่งที่สังคมมุสลิมต้องการเข้าไปมีส่วนร่วม มีการเสนอความเห็นให้มีการแก้กฎหมายให้แปรสภาพธนาคารจากรัฐวิสาหกิจเป็นธนาคารของมวลชน โดยให้ประชาคมมุสลิมได้มีส่วนเข้าไปถือหุ้น มีส่วนในการบริหาร และการตรวจสอบการบริหาร เพราะการเป็นรัฐวิสาหกิจ สังคมมุสลิมไม่มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องได้ แต่หากเป็นธนาคารมวลชนสังคมมีโอกาสเข้าไปตรวจสอบดูแล ซึ่งในประเด็นนี้ ผู้ยริหารของธนาคารอย่างนายครรชิต เห็นด้วยหากมีการแก้กฎหมาย ให้ธนาคารเป็นของประชาชน สังคมมีโอกาสเข้ามาถือหุ้นหรือบริหาร

"การเข้ามาถือหุ้น อาจแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ นิติบุคคลที่มีความชำนาญในการเงินอิสลามก็จะมีส่วนช่วยในการนำความรู้มาถ่ายทอด ส่วนประชาชนหากมีโอกาสเข้ามาถือหุ้นก็จะมีโอกาสตรวจสอบ ซักถามผู้บริหารได้ คิดว่า เป็นเรื่องดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวง การคลัง แต่หากมีการปฏิรูปให้มีการปรับเปลี่ยนก็จะช่วยให้ธนาคารเติบโตแบบก้าวกระโดดได้" นายครรชิต กล่าว

นายครรชิต กล่าว

ธนาคารอิสลามฯ จึงนับเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาล, สปช. และสังคมมุสลิมจะต้องร่วมกันถกแถลงเพื่อให้ธนาคารแห่งนี้ เป็นธนาคารเอื้อต่อสังคมมุสลิมอย่างแท้จริงและช่วยรังสรรค์สังคมไทยด้วย

หมายเหตุ : ข้อมูลจากนิตยสาร M TODAY ฉบับประจำเดือนมกราคม 2558

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1010 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 41 + 3 =
ความคิดเห็น :