Bookmark and Share

จากปฏิบัติการหนองจิก-มายอ ความรุนแรง สร้างเงื่อนไขเพิ่ม

จากปฏิบัติการหนองจิก-มายอ
ความรุนแรง สร้างเงื่อนไขเพิ่ม

การปราบปรามกลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นไปด้วยความรุนแรง ตั้งแต่เหตุการณ์ “หนองจิก” ที่ใช้รถหุ้มเกราะพังบ้านของชาวบ้าน จนเหตุการณ์ล่าสุดที่ “มายอ” ในโรงเรียนสอนศาสนา มีการระดมยิงอย่างดุเดือดรุนแรง มีคำถามว่าเจ้าหน้าที่รัฐ ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่

เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานมา 11 ปี และดูเหมือนว่า สถานการณ์ยังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งจากฝ่ายขบวนการและจากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีการก่อเหตุรวม 14,456 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 6,207 ราย และได้รับบาดเจ็บ 11,248 ราย ในจำนวนนี้ มีการก่อเหตุด้วยอาวุธปืนยิง 8,027 เหตุการณ์ระเบิด 3,022 เหตุการณ์วางเพลิง 1,647 เหตุการณ์ฆ่าทารุณ 102 เหตุการณ์ ชิงอาวุธ 172 เหตุการณ์ทำร้าย 339 เหตุการณ์ ประท้วง 65 ครั้ง ก่อกวน 3,315 ครั้ง ปะทะ 258 ครั้ง และอื่นๆ 22 เหตุการณ์ รวม 16,969 เหตุการณ์ รวมคดี 9,755 คดี แยกเป็นคดีรู้ตัวผู้กระทำผิด 2,264 คดี (23.21%) ไม่รู้ตัว ผู้กระทำผิด 7,491 คดี (76.79%) ผลคำพิพากษาคดีความมั่นคง รวม 702 คดี จำเลย 1,493 คน พิพากษาลงโทษ 272 คดี (38.75%) จำเลย 453 คน ยกฟ้อง 430 คดี (61.25%) จำเลย 1,040 คน

ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงระบุว่า เครือข่ายกลุ่มก่อความไม่สงบที่พิสูจน์ได้ประมาณ 11,000 คน แยกเป็น อูลามา 315 คน แกนนำสั่งการ 208 คน อาร์เคเค 2,314 คน แนวร่วม 6,075 คน แกนนำอื่น 1,123 คน ใช้งบประมาณรวม 234,067 ล้านบาท

ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดไม่รวมการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีความรุนแรงไม่แพ้ฝ่ายขบวนการก่อความไม่สงบ ทั้งการข่มขู่คุกคาม การตรวจค้น การจับกุม และการเข้าปิดล้อมจับกุม โดยเฉพาะ 2-3 เหตุการณ์ในช่วงปลายปี 2557 และต้นปี 2558 โดยในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังกันทั้งทหาร ทหารพราน ตำรวจและฝ่ายปกครอง ได้นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นที่บ้านโคกโหนด อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี หลังจากสืบทราบว่ามีผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุสร้างความไม่สงบประมาณ 7 คน มีการปิดล้อมตั้งแต่ตอนตี 5 มีการส่งผู้ใหญ่บ้านเจรจายาวนาน 3 ชั่วโมง แต่ผู้ที่อยู่ภายในบ้านออกมามอบตัวบางส่วน ที่เหลือไม่ยอมออกมา เจ้าหน้าที่จึงได้ปฏิบัติการโจมตี เริ่มตั้งแต่การยิงแก๊สน้ำตา อาวุธหนัก อาวุธสงคราม และจบลงด้วยการนำรถหุ้มเกราะทะลวงเข้าไปภายในบ้าน สามารถวิสามัญฆาตกรรมได้ 2 คน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นคนร้ายที่มีหมายจับจำนวนหลายคดี

ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2547 ที่มีการใช้อาวุธหนักถล่มเข้าใส่มัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี ที่คนร้ายหลบเข้าไป จนผู้ที่อยู่ภายในเสียชีวิตทั้งหมดทั้งที่เป็นคนร้ายและไม่ใช่คนร้าย เหตุการณ์ที่หนองจิกน่าจะเป็นปฏิบัติการรุนแรงน้อยกว่าไม่มากนัก แต่ที่ไม่เป็นข่าวใหญ่เพราะเป็นพื้นที่ห่างไกล และเป็นบ้านชาวบ้านที่ไม่สามารถแสดงปฏิกริยาอะไรได้เลย หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ไปซ่อมแซมบ้านและทาสีใหม่ แต่ความรู้สึกของชาวบ้านไม่อาจรับรู้ได้

ล่าสุดปฏิบัติการที่ "มายอ" ในวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2558 ตั้งแต่เวลาประมาณ 03.00 น. เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังหลายฝ่ายทั้งอาวุธหนักและอาวุธเบา ได้เข้าปิดล้อมโรงเรียนยุวอิสลามวิทยา บ้านน้ำใส ต.ลุโบะยิไร อ.มายอ จ.ปัตตานี ผ่านไป 5 ชั่วโมง จนเวลา 08.00 น. ได้ยินเสียงปืนภายในโรงเรียนดังสนั่นหวั่นไหว ท่ามกลางชาวบ้านที่สนใจมาดูเหตุการณ์หลายร้อยคน หลังสิ้นเสียงปืนพบว่า มีผู้เสียชีวิต 3 คน ถูกจับกุม 2 คน

ปฏิบัติการที่มายอนับว่าส่งผลกระทบต่อชาวบ้านและคนในพื้นที่อย่างสูง จากภาพข่าวที่มีการนำมาเผยแพร่ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ระดมยิงเขาใส่ในโรงเรียนอย่างดุเดือดยาวนานในต่างกับการระดมยิงในสนามรบ ที่สำคัญสถานที่ๆ ยิงเข้าไปเป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่ถือว่า ผูกพันกับชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง ภายหลังเหตุการณ์สงบชาวบ้านหลายร้อยคนได้แห่ศพผู้เสียชีวิตด้วยเสียง "อัลลอฮฺ ฮูอักบัร"ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ สะท้อนให้เห็นภาพของ 2 ความรู้สึกได้ชัดเจน ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและคนนอกพื้นที่มองว่า "ผู้ก่อเหตุเป็นคนร้าย" แต่อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นคนในพื้นที่มองว่า "เป็นฮีโร่" เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่อำนาจรัฐที่ถืออาวุธปืนยากจะเข้าใจ และเป็นต้นเหตุของปัญหาที่ลุกลามบานปลายมากว่า 100 ปี

ที่สำคัญชาวบ้านฝังศพของทั้ง 3 คน โดยไม่อาบน้ำศพ เหมือนศพทั่วๆ ไป สะท้อนความรู้สึกของชาวบ้านได้อย่างลึกซึ้ง

นอกจากนี้ ยังมีภาพเหตุการณ์ของผู้ที่ถูกยิงคนหนึ่ง ภาพหนึ่งเสียชีวิตด้วยท่านอนคว่ำ แต่อีกภาพหนึ่งนอนหงายมีปืนอยู่บนลำตัวมีคำถามอย่างครึกโครมว่า ปืนมาจากไหน...ไม่มีคำตอบ

ภายหลังเกิดเหตุ เป็นไปตามฟอร์ม พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์/โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ออกมาแถลงว่า คนร้ายทั้งหมดเป็นคนที่มีหมายจับจำนวนมาก โดยแสดงรายละเอียดของการก่อเหตุของแต่ละคน รวมถึงได้ยึดอาวุธปืนได้ 5 กระบอก ก่อนการระดมยิงฝ่ายผู้ก่อเหตุได้ขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ก่อน จำเป็นต้องดำเนินการ แต่ไม่ได้ชี้แจงว่า ปฏิบัติการดังกล่าวรุนแรงเกินหรือไม่ ตามคลิปที่เห็นกันทั่วไป

หากย้อนไปดูสถิติของเหตุการณ์และการจับกุมคนร้ายพบว่ากว่า 66% ศาลสั่งยก ฟ้องเพราะหลักฐานไม่ชัดเจน ทำให้ชาวบ้านเห็นว่า ข้อมูลของเจ้าหน้าที่เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน

ตลอด 11 ปีที่ผ่านมาฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงพยายามอธิบายว่า เหตุความรุนแรงลดลงและการแก้ปัญหาเดินมาถูกทาง แต่ตามสถิติจะพบว่าความรุนแรงเพิ่มขึ้น และผู้ร่วมขบวนการเพิ่มจากไม่กี่คนเป็นนับหมื่นคนกระจายอยู่ในทุกภาคส่วน ทำไมสถานการณ์ จึงบานปลายได้ขนาดนี้ ขณะที่ใช้งบประมาณมากถึง 230,00 ล้านบาท นั่นเพราะเจ้าหน้าที่ "ไม่เข้าใจ" ปัญหาอย่างแท้จริง และกลับซ้ำเติมปัญหาให้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน

ภาพข่าวที่เผยแพร่ออกไปหากไปติดตามอ่านโซเชียล ตามเว็บเพจจะเห็นความรู้สึกของคนในพื้นที่ที่สะท้อนออกมาถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน เป็นสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงไม่ควรมองข้าม จะต้องนำมาวิเคราะห์ให้ละเอียด หากต้องการที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ยกเว้นว่าไม่ต้องการจะแก้ปัญหาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สิ่งที่ฝ่ายรัฐทุกระดับเอ่ยอ้างในการแก้ปัญหาในภาคใต้คือ การใช้แนวทางพระราช ดำริ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา แต่สิ่งที่หน่วยความมั่นคงเข้าไปนั้น ไม่ได้ไป "เข้าใจ" ชาวบ้าน แต่ไปทำให้ชาวบ้าน "เข้าใจ" ตัวเองมากกว่า จะเข้าใจได้อย่างไรบางคนหลักการอิสลามยังไม่รู้แม้แต่นิดเดียว และกระทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเชื่อของชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายการศึกษา และฝ่ายอื่นๆ

เมื่อ "ไม่เข้าใจ" ก็ย่อม "เข้าไม่ถึง" ชาวบ้าน และเมื่อเข้าไม่ถึงการพัฒนาก็ไม่ตรงจุด ไม่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน เพียงแค่ไปเข้าใจชาวบ้านและทำตามที่ชาวบ้านต้องการเท่านั้น ไม่ต้องไปเจรจากับใครที่ไหน ชาวบ้านก็รักและพร้อมจะตอบสนอง

 

จะทำกันหรือเปล่าเท่านั้นเอง

หมายเหตุ : ข้อมูลจากนิตยสาร M TODAY ฉบับประจำเดือนมกราคม 2558

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 778 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 53 + 70 =
ความคิดเห็น :