Bookmark and Share

กรณีทำร้ายอุซตาด กระแสรุนแรง ส่งผลกระทบกว้าง


เมื่อปลายปี 2557 ต่อเนื่องถึงปีใหม่ 2558 ได้เกิดเหตุครอบครัวหนึ่งได้เข้าไปในโรงเรียนสอนศาสนาและทำร้ายครู เป็นประเด็น “ครึกโครม” ข้ามปี เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนว่าคนมุสลิมใน 3 จังหวัดการยอมรับ “อุซตาด” สูง และไม่นิยมความรุนแรง ส่งผลให้ครอบครัวผู้ก่อเหตุอยู่ด้วยความยากลำบาก เหตุการณ์เกิดขึ้น ในวันที่ 28 ธันวาคม 2557 ลำดับเหตุการณ์ ดังนี้

วันเสาร์ที่ 27 ธ.ค. 58

เวลาประมาณ 09.00 น. มีนักเรียนคนหนึ่งมาโรงเรียนสาย โดยไม่มีบัตรอนุญาต พร้อมกับนักเรียนอีกหลายคนแต่คนอื่นมีใบอนุญาต อุซตาดมะรอบี ไม่อนุญาตให้นักเรียนคนดังกล่าวเขาโรงเรียน เธอจึงเดินทางกลับ

เวลาประมาณ 11.00 น. นักเรียนคนดังกล่าวได้กลับมาอีกครั้ง ขับรถมอเตอร์ไซค์เข้ามา เมื่อเห็นอุซตาดจึงขับรถพุ่งเข้าหา อุซตาด หลบพร้อมกับเอาเท้าขวางล้อหน้าไว้ รถไม่สามารถเข้าไปได้ อุซตาดเล่าว่า ได้ยินเสียงเด็ก พูดว่า "เอาเท้าร้ายๆ มึงออกไป" (เมะกากีบูโระมึงตูเบะฆี) อุซตาดไม่อนุญาตให้เข้าโรงเรียน พูดทำนองให้กลับบ้าน "เรียนอะไรเหลือครึ่งวันแล้ว" หลังจากนั้นนักเรียนพูดทำนองอาฆาตไว้ว่า "มึงค่อยเจอดีแน่"

ในจังหวะที่เด็กนักเรียนขับรถจักรยานยนตร์เข้าไป อุซตาดถือไม้อยู่ได้ฟาดไม้ลงกระโปรงนักเรียน ซึ่งทราบว่ามีรอยช้ำ 2 รอย (อุซตาดยืนยันว่าตีเพียงครั้งเดียว)

วันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 57

เป็นวันหยุดของอุซตาดมะรอบี

ผู้ปกครองของนักเรียนได้เดินทางมาที่โรงเรียน ประกอบด้วย แม่ พี่ของเด็กนักเรียน4 คน เป็นผู้ชาย 2 คน ผู้หญิง 2 คน (ครอบครัวนี้มีลูก 7 คน เรียนหนังสือที่โรงเรียนพัฒนาวิทยา ยะลา 2 คน นักเรียนผู้หญิงคนที่มีปัญหาเรียนชั้น ม.6 มีน้องชายอีกคนเรียนชั้น ม.4 ) เมื่อไปถึงแม่กับพี่สาว 2 คน ได้เข้าไปพูดคุยกับ มูเดร์ (ผอ.) ณ ห้องมูเดร์ชั้นบน พูดในทำนองว่า จะพบอุซตาดคนนี้ให้ได้ เพื่อให้เรื่องจบมูเดร์อธิบายว่าวันนี้วันหยุดของเขาค่อยมาพบพรุ่งนี้ แต่ฝ่ายผู้ปกครองไม่ยอม มูเดร์จึงให้อุซตาดอีกคนโทรหาอุซตาดให้มาที่โรงเรียน

อุซตาดมะรอบี เดินทางมาถึงโรงเรียน เมื่อรถจักรยานยนต์จอดกำลังจะดึงขาตั้งจอดรถและถอดหมวกกันน็อคหน้าอาคาร 1 รู้สึกศรีษะถูกตีที่ศรีษะ ตีแบบไม่ยั้ง ทั้งหมวกฟาดด้วย ใบหน้าและศีรษะ พยายามหลบ แล้วหลบไปได้หลังอาคาร

ขณะอุซตาดหนีหลบไปอยู่หลังอาคาร 1 ขณะที่ห้องมูเดร์ พี่ทั้งสองอยู่กับมูเดร์ได้ยินเสียงหวีดร้อง จึงลงมาดูและสวนทางกับอุซตาด แต่ไม่รู้จัก มูเดร์ให้อุซตาดหลบอยู่ในห้องมูเดร์

ระหว่างนั้นพี่ชาย 2 คนที่ตามอุซตาดมะรอบี เจอกับอุซตาดซาเฮาะ ถือมือถือเข้าใจว่าถ่ายเหตุการณ์นั้นอยู่ด้วย จึงชุลมุนทำร้ายและจับอุซตาดซาเฮาะไม่ให้ถ่าย ช่วงนั้นนักเรียนพักสั้นช่วงเช้า ชาย 2 คน ทำท่าจะรุมผู้กระทำต่ออุซตาดด้วย มีคนได้ยินเสียงชายหนึ่งใน 2 คนพูดถึงอาวุธปีนอยู่ไหน เข้าใจว่ามีปืนอยู่ด้วย (แต่มูเดร์ไม่ยืนยัน ไม่ได้เห็น ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น) นักเรียนได้ยิน (หรือเห็นอาวุธปืนหรือไม่ ไม่ทราบ) จึงกรูถอยออก

จากนั้นไม่นานได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย เดินทางมาถึงโรงเรียน และเชิญผู้เกี่ยวข้องไปโรงพัก ลงบันทึกประจำวันปรับคนละ 500 บาท (อุซตาดมะรอบี 500 บาท ฝ่ายผู้ปกครอง 5 คนๆ ละ 500 บาท รวม 2,500 บาท ปรับข้อหาทะเลาะวิวาท) ซึ่งเป็นการตั้งข้อกล่าวหาที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น

 

วันจันทร์ที่ 29 ธ.ค.57

ทางโรงเรียนทำหนังสือรายงานแจ้งเหตุเพื่อทราบถึงผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชน จังหวัดยะลา

ขณะเดียวได้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย วิพากษ์วิจารณ์ครอบครัวของเด็กนักเรียนหญิงอย่างรุนแรงต่อพฤติกรรมที่ทำกับอุซดาด ซึ่งเป็นคนสั่งสอนให้ความรู้ เฉพาะในเพจ Mtoday มีคนเข้ามาติดตาม หลายหมื่นคน ซึ่งตั้งแต่วัน 30 ธ.ค. 57 - 2 ม.ค.58 กระแสการวิพากษ์วิจารณ์เป็นไปด้วยความรุนแรง ทั้งมีการเปิดคลิปและภาพถ่าย (สามารถ ติดตามได้ทางเพจ Mtoday)

 

วันเสาร์ที่ 3 ม.ค. 2558

1) สมาคมสมาคมครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และคณะครูเข้าเยี่ยมอุซตาดมะรอบี ที่บ้านพักบันนังบูโย และมีครูเดินทางไปเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง มารอออกแถลงการณ์ในนามเครือข่ายปกป้องสิทธิ์และศักดิ์ศรี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่าเหตุการณ์ทำร้ายอุซตาดและชักปืนมาข่มขู่และการใช้วาจาที่หยาบคาย ได้สร้างความสลดหดหู่แก่ครู อาจารย์และบรรดานักเรียน เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยได้เรียกร้องให้

1. มีการดำเนินคดีกับคนที่ทำร้ายครู

2.ดำเนินคดีกับคนที่นำอาวุธปืนเข้าไปในสถานศึกษา

3. ต้องดูและและเยียวยาอุซตาดทั้ง 2 คน

4. มีมาตรการลงโทษและอบรมนักเรียนให้มีผลจริงจัง

5.ให้ย้ายนักเรียนออกจากสถานศึกษาทันที

มีการประชุมคณะกรรมการโรงเรียนและประชุมคณะครูที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมรับทราบข้อมูลในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และรับทราบว่าผู้ปกครองได้แจ้งให้ทราบว่านักเรียนได้ขอลาออกจากโรงเรียน เร่งรัดให้มีการดำเนิน คดีเพื่อเกียรติ ศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของโรงเรียน โดยผู้อำนวยการโรงเรียนรับข้อเสนอไว้ และจะดำเนินการตามแนวทางที่เหมาะสมให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ทั้งคณะครู อุซตาด ผู้ปกครอง ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ด้วย

กระแสกดดันที่ค่อนข้างรุนแรง รับทราบถึงนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ได้สั่งการให้มีการดำเนินคดีในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

"หลังจากสอบสวนปรากฏว่าเป็นเรื่องที่สร้างผลกระทบต่อความรู้สึกของบุคลากรทางการศึกษาและมีพยานหลักฐานชัดเจนจึงได้กำชับให้พนักงานสอบสวนเร่งทำสำนวนให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 7 ม.ค.2558 โดยได้สั่งการให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย" เลขาธิการศอ.บต. กล่าว และว่า ส่วนนักเรียนทราบว่ามีแนวโน้มขอลาออกจากโรงเรียนด้วยเหตุผลโรคประจำตัวแล้ว อย่างไรก็ตาม จะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปเยี่ยมครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเพื่อทำความเข้าใจและสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก

เลขาธิการศอ.บต. กล่าว และว่า ส่วนนักเรียนทราบว่ามีแนวโน้มขอลาออกจากโรงเรียนด้วยเหตุผลโรคประจำตัวแล้ว อย่างไรก็ตาม จะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปเยี่ยมครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเพื่อทำความเข้าใจและสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก

แม้ทางเลขาธิการ ศอ.บต.กำชับให้ สภ. เมืองยะลา ดำเนินคดีด้วยความรวดเร็วแต่จน ถึงวันที่ 9 มกราคม เจ้าหน้าที่ก็ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ และยังส่งข้อความไปยังเว็บเพจที่นำเสนอเรื่องนี้ ให้ถอดข้อความอ้างว่า กระทบต่อรูปคดี โดยฝ่ายสอบสวนสถานีตำรวจ ภูธรยะลา ได้ส่งข้อความมายัง Mtoday เมื่อ 11 January เวลา 18:23 น. ระบุว่า

 

เรียนท่านผู้ควบคุมดูแล เพจ mtoday เนื่องด้วยทางเพจของท่านได้โพสต์ข่าว กรณีผู้ปกครองทำร้ายอุซตาด ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างการสอบสวน และตอนนี้ได้มีการแชร์และมีการคอมเม้นต์ข้อความซึ่งอาจเกิดความเสียหายแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่าย

ดังนั้นเพื่อลดกระแสสังคมและให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย จึงเรียนมายังท่านเพื่อโปรดลบโพสดังกล่าวออกไปก่อน ส่วนทางคดีคืบหน้าอย่างไรจะเเจ้งให้ท่านทราบอีกครั้ง

 

อีกด้านหนึ่ง ปฏิกิริยาของชาวบ้านต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างจะรุนแรง กระแสสังคมได้กดดันครอบครัวของนักเรียนหญิงคนดังกล่าวจนได้รับผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ประจำวันและการประกอบอาชีพ โดยมีรายงานว่า บิดาที่ขายเสื้อผ้า ณ ตลาดแห่งหนึ่ง ต้องเลิกกิจการชั่วคราว มารดาซึ่งมีอาชีพส่งไก่ขายในตลาด ก็ไม่ได้ไปส่งไก่ในตลาดสดตลอดช่วงเวลาที่เกิดเรื่อง ส่วนพี่สาวที่เป็นพยาบาลก็ลางานยาวไม่ไปทำงาน พี่ชายทั้งสองก็เก็บตัวเงียบอยู่ที่บ้าน นอกจากนี้บิดาตอนที่ไปละหมาดที่มัสยิดก็ไม่มีใครพูดคุยด้วยนัก

นับเป็นกระแสสังคมที่ค่อนข้างรุนแรงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าคน 3 จังหวัดไม่นิยมความรุนแรง และให้ความเคารพต่ออุซตาดสูง การกระทำต่ออุซตาดเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องดำเนินคดีอย่างเป็นกลางและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 992 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 33 + 34 =
ความคิดเห็น :