Bookmark and Share

หอดูดาว-แอสโตรแล็บ วิทยาการก้าวหน้าจากรากฐานอิสลาม



การสัมมนา นบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) กับการพัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในโลก



แบบอย่างนบีมูฮัมหมัดและหลักการแห่งอิสลาม นำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ โลกอาหรับสร้างหอดูดาว โรงพิมพ์อย่างแพร่หลาย เป็นรากฐานของโลกวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน 

ในการสัมมนานบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) กับการพัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในโลก ดร.วินัย ดะห์ลัน ประธานคณะกรรมการจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังได้รับเกียรติให้เป็นประธานจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ก็ได้เขียนบทความชีวิตประวัติของนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) เรื่องรอซูลลุลเลาะฮ์กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ เขียนเรื่องรอซูลุลเลาะฮ์กับโภชนาการและการแพทย์ ลงในเนชั่นสุดสัปดาห์ มาตั้งแต่เดือนกันยายน ซึ่งเวลาเขียนเรื่องเกี่ยวกับนบีมูฮัมหมัดสิ่งที่จะต้องพยายามทำให้พวกเราเข้าถึงให้ได้ คือ นบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) เป็นมนุษย์ เวลาเรามาเถียงกันเรื่องการจัดงานเมาลิดหลายคนกลัวว่า จะไปทำให้นบีเป็นเทพ เป็นการกลัวกันเกินเหตุ 

“สิ่งที่เราเห็นจากนบีมูฮัมหมัดตลอดกว่า 10 ปีแรกของการเผยแพร่อิสลาม คือ ความอดทน จนอัลเลาะฮ์ เห็น และรางวัลที่ได้รับอยู่ที่อัลกอบะห์ หลังจากภรรยาเสียชีวิต และไม่ประสบความสำเร็จที่ตออิบ ท่านได้ไปที่อัลกอบะห์ ก็คือทุ่งมีนา สมัยก่อนคนอาหรับจะไปที่อัลกอบะห์เพื่อไปไหว้เจ้า ท่านก็บอกกับคนเหล่านี้ ให้หันมานับถือพระเจ้าองค์เดียว และสิ่งที่นบีทำก็คือ เปลี่ยนคนอาหรับจากที่ด้อย ไม่เคยสร้างชาติได้มาเป็นชาติที่มีอายุธรรม มีอาณาจักรที่กว้างใหญ่ 15 ล้านตารางกิโลเมตร ถึง 2 ยุค 2 สมัย”

ดร.วินัย กล่าวว่า นบีสร้างความยิ่งใหญ่จากความพอเพียง และทำให้อิสลามยิ่งใหญ่ อัลเลาะฮ์ได้มอบอิสลามที่สมบูรณ์ให้กับเรา เป็นแนวทางง่ายๆ ไม่ยาก ทุกคนปฏิบัติได้    และสิ่งที่อิสลามจะต้องทำ รอซูลุลเลาะฮ์ ได้สร้างแนวทางไว้ คือการสร้างผู้รู้ คนไม่รู้ให้ถามผู้รู้ สังคมต้องสร้างผู้รู้ เวลาสังคมไม่มีนักวิทยาศาสตร์ ต้องสร้างนักวิทยาศาสตร์ ไม่มีแพทย์ต้องสร้างแพทย์ ไม่มีนักกฎหมายต้องสร้างนักกฎหมาย ต้องสร้างผู้รู้ให้ตอบคำถามที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่พวกเราปฏิบัติ ศาสดา ทำง่าย “ที่อัลกอบะหก์ ที่สุดก็มีคนยืนฟังท่าน คือคนที่มีจากยัษริบ ที่เรารู้จะกันในปัจจุบันว่า มาดีนะห์ หลังจากที่ท่านอพยพไปที่มาดีนะห์ ตอนอยู่มักกะห์มีน้ำ ไปแต่มาดียะห์นะไม่มี มีน้อยมาก ท่านได้นำชาวบ้านวางท่อจากภูเขา เพื่อนำน้ำลงมา เมื่อมาถึงเมืองซึ่งลึก ก็ใช้ระบบผันน้ำขึ้นมา โดยใช้กำลังอูฐ” ดร.วินัยกล่าวและว่า

มีฮาดิษ ที่อิหม่ามบุคอรี ศึกษา 700,000 ฮาดิษ และเห็นว่า ไม่เข้าเกณฑ์ที่ท่านกำหนด 500,000 กว่าฮาดิษ ซึ่งได้บันทึกไว้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อๆ มาได้ศึกษา และได้สร้างความก้าวหน้าในด้านต่างๆ การแพทย์ การเศรษฐกิจ คณิตศาสตร์ พบว่าความก้าวหน้าทางวิทยาการของอิสลาม มาจากอากีดะห์ และชารีอะห์  

“เมื่อมีอากีดะห์ก็ต้องปฏิบัติคือ ชารีอะห์ ที่ต่อมาเรามีมาตีความว่า คือกฎหมายอิสลาม แต่ความจริงคือการปฏิบัติตามหลักอิสลามทั้งหมด การปฏิบัติเช่นการละหมาด ได้นำความก้าวหน้าด้านดาราศาสตร์ ด้านการกำหนดเวลา การดูทิศ คนอาหรับได้สร้างแอสโตรแล็บ ขึ้นมา เป็นเครื่องมือสำหรับดูทิศ เวลาคนอาหรับเดินทางไปค้าขายก็จะมีเครื่องแอสโตรแล๊บบรรทุกบนหลังอูฐหนึ่งตัว เมื่อถึงเวลาละหมาด ก็จะใช้คำนวณว่ากิบลัตอยู่ทิศไหน ใช้มุมของดวงอาทิตย์คำนวณ กลางคืนใช้กล้องดูทิศดวงดาว คำนวณวันเวลา กำหนดเดือนใหม่ เยาวชนเมื่อเขจ้ามาศึกษาก็จะศึกษาเรื่องการคำนวณก่อน ทำให้มีความภูมิปัญญาสะสมต่อเนื่อง พัฒนาเป็นภูมิความรู้ด้านดาราศาสตร์” 

“สมัยก่อน ทุกเดือนจะต้องคำนวณ เดือนขึ้นวันไหน ทิศไหน สอนให้เด็กเรียนวิชาคำนวณ รู้เรื่องดาราศาสตคร์ เรียนเรื่องโค๊ดแร้งค์ แอสโตรแล็บ รู้เรื่องจักรราศีหมด แล้วพอดูเรียบร้อยแล้ว การใช้แอสโตรแล็บ โค้ชแร้งค์ ใช้โลก สิ่งแวดล้อม ท้องฟ้า เป็นห้องแล้บ คนสมัยก่อนคำนวณ และยืนยันผลด้วยการดูเดือน ซึ่งเราต้องดูเดือนและปฏิทินควบคู่กัน คำนวณแล้ว ถ้าไม่เห็นวันนี้ วันถัดไปก็เป็นวันที่ 1 เขาปฏิบัติกันมา โลกวิทยาการ ได้สร้างโลกอิสลาม” 

“หลังประสบความสำเร็จในการเผยแผ่อิสลาม แต่จักรพรรดิประเทศหรับประเทศแรกเกิดขึ้นในทะเลทราย ยังนอนเตียงเตียงถักจากเชือก ท่านนอนแบบนั้น อย่างสมถะ วันหนึ่ง ท่านอูมัร อิบนุ บินคอยต๊อบ มาเยี่ยม ท่านพักอยู่บ้านกับนางอาอิชะห์ ท่านรอซูลลุลเลาะฮ์ตื่นนอน หลังท่านเป็นลายเชือก อุมัรก็ร้องไห้ ซูลลุลเลาะฮ์ ถามว่า ร้องไห้ทำไม่ อุมัรตอบว่า วันนี้ ท่านเป็นจักรพรรดิ ท่านจะสร้างวังก็ได้ แต่ท่านนอนเตียงแบบ นี้ นบี ก็ต้องปลอบอุมัร  เห็นแล้ว ก็อดไม่ได้ จะร้องให้ สิ่งที่รอซูลุลเลาะฮ์ทำ มี อากีดะห์ และชารีอะห์ ทำตัวเอง เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต”  

ดร.วินัย กล่าวว่า ในมาดีนะห์ เมื่อดึงน้ำเข้ามาแล้ว ท่านก็สอนเรื่องน้ำที่สะอาด น้ำตากแดดที่ใช้บริโภคได้ แต่ไม่แนะนำให้เอาน้ำละหมาด การสอนแบบนี้ ในทางวิทยาศาสตร์คือการเปลี่ยนโลก คนเรามีความฉลาด เลยคิดต่อ เกิดเป็นกลุ่ม เกิดการบันทึก หลังจากนั้นไม่ถึง 100 ปี คนอาหรับได้พัฒนากระดาษ มีโรงพิมพ์กระดาษในทุกเมืองของโลกอาหรับ และการที่ต้องดูเดือน เพราะต้องกำหนดเดือนทุกเดือน ทำให้ทุกเมือง มีหอดูดาว และการมานั่งถกกันทำให้ทุกเมืองมีมหาวิทยาลัย มีวิทยาลัย อิสลาม ได้สร้างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีขึ้นมา โดยใช้หลักอากีดะห์ ง่ายๆ แต่วันนี้ เราคุยเรื่องอากีดะห์ กลายเป็นเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา

“สิ่งที่เราได้มาก คือได้รู้จักรอซูลลุลเลาะฮ์ ระหว่างที่เราซอลาหวาด เราจะทำให้ทุกคนที่ไม่ชอบการซอลาหวาด รักการซอลาหวาด ตะขิดตะขวงในการในการยกย่องนบี ได้ยกย่องนบี ได้รู้จักตัวตนของนบี ฟังเรื่องราวแล้ว ร้องไห้ น่าสงสาร เพราะว่าจะประสบความสำเร็จ อยากทิ้งอนามะห์หลายครั้ง แต่ด้วยความอดทนอย่างยิ่งสูง จึงคิดว่า ความสำคัญที่สุด คือความอดทน ถ้ามีปัญหา ต้องอดทน อิสลามได้ พัฒนาเทคโนโลยี เมื่อ 1,000 ปี มาแล้ว ก่อนตะวันตกรู้จักการบิน เรามีมุสลิมมัวร์ ที่สเปน ทดลองการบิน กระโดดจากหอคอยสูงเท่าตึก 4-5 ชั้นจนหลังหัก รักษา 3 เดือน เมื่อหายก็บินใหม่ แม้จะไปไม่ได้ไกลมาก แต่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นวิทยาศาสตร์”

“โลกมุสลิมได้สร้างวิทยาการหลายอย่าง เจิ้งเหอะ ชาวจีนจากคุณหมิง ด้วยความยากจนจึงสมัครเป็นขันที แต่ก็ได้สร้างความยิ่งใหญ่ เป็นแม่ทัพเรือนำเรือ 500 ลำ เดินทางรอบโลก ได้รับการยอมรับว่า เป็นคนแรกที่ค้นพบทวีปอเมริกา ได้สร้างอู่ต่อเรือ ซึ่งปัจจุบันยังมีอยู่ 3 แห่ง ซึ่งหากไปที่พิพิธภัณฑ์เจิ้งเหอ จะมีรูป คุณกวิน ประธานกอจ.เชียงใหม่ เป็นลูกหลานเจิ้งเหอ รุ่นที่ 17 ด้วย ในโลกนี้ มีมุสลิมเกือบ 2,000 ล้านคน เป็นคนอาหรับเพียง 15% มุสลิมที่ไม่ใช่อาหรับ 85% อิสลามจึงไม่ใช่อาหรับ ไม่ใช่อินเดีย แต่มีทุกเชื้อชาติ นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งโลกวิทยาเป็นยุคๆ ละ 50 ปี 

ในยุคที่อิสลามรุ่งเรืองพบว่า มีจำนวนนักวิทยาศาสตร์มากกว่าตะวันตก และหลากหลายพันธุ์มากกว่า” ดร.วินัย กล่าวในที่สุด ด้าน ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นบีได้พัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่องที่มีความสำคัญในความยิ่งใหญ่ของนบี คือ ใช้เวลา 23 ปี เปลี่ยนสังคมแบบถอนรากถอนโคน จากสังคมอาหรับที่เต็มไปด้วยป่าเถื่อนไม่มีการศึกษา สังคมสกปรก เป็นสังคมมุสลิมที่ได้รับการยอมรับ เป็นอารยธรรมอิสลาม มีแนววิถีการดำเนินชีวิตแบบอิสลาม ถ้าเราไปดูในเอกสารงานวิจัย เอกสารวิชาการ อิสลามจะเห็นความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง คำถามว่าวันนี้ เรามีนักวิทยาศาสตร์น้อยกว่าตะวัน 11 เท่า เงินลงทุนวิจัยพัฒนาสังคมมุสลิม น้อยกว่าตะวันตก 25 เท่า การเผยแพร่ความรู้ ประยุกต์ความรู้ มีใช้ประโยชน์มีน้อย จากสถิติปี 1980 - 2000 เกาลีมีสิ่งประดิษฐ์ที่จดลิขสิทธิ์ 16,3028 ชิ้น ในขณะที่โลกอาหรับมีเพียง 370 ชิ้น และได้อ่านเจอในหนังสือพิมพ์ เฉพาะบริษัทซัมซุง ของเกาหลี มีการว่าจ้างนักวิทยาศาสตร์มาทำงาน 16,000 คน ที่คิดค้นสิ่งใหม่ๆ แอฟใหม่ๆ เราจึงต้องใช้ชีวิตอย่างรู้เท่าทัน ไม่นั้นก็จะตามเทคโนโลยีตลอด 

“มรดกที่เป็นต้นทุนสำคัญที่นบียึดเป็นแนวปฏิบัติหลังได้วะยูห์ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีคือ เรื่องการเคารพ การใส่ใจ กับให้ความสำคัญกับการสังเกต ซึ่งถือว่าสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ การสังเกตนำมาซึ่งข้อสรุป เหตุผล เมื่อก่อนบอกว่า โลกแบน แต่เดี๋ยวนี้บอกว่า โลกกลม สะท้อนว่า วิทยาศาสตร์เปลี่ยนแปลงตลอด เมื่อมีทฤษฎีใหม่ๆ ขึ้นมา ก็ลบทฤษฎีเก่าทิ้งในยุคนั้น มีการเปลี่ยนมุมมองโลกอาหรับอย่างถอนรักถอนโคน” 

ดร.สุชาติ กล่าวว่า  ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์แยกออกไม่เกี่ยวกับศาสนา ที่ถูกมองเป็นความเชื่อ เป็นสิ่งเร้นลับ แต่ในโลกมุสลิม อิสลามที่พัฒนากว้างไกลมาไม่ใช่วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ที่โยงเฉพาะภูมิปัญญามนุษย์ แต่โยงกับความยิ่งใหญ่ของอัลเลาะฮ์ กุรอ่าน พูดให้เรามอง จงคิด พิจารณา ที่สำคัญคือ ความเป็นสากลในการแสวงหาความรู้ เปิดกว้างรับความรู้ให้มาก ไม่ว่าจากคนศาสนาใดก็ตาม รวมทั้ง วิทยาศาสตร์ เพื่อนำมาต่อยอดสะสมความรู้ เราต้องรู้เข้าใจสิ่งเดิมๆ เพื่อต่อยอดสิ่งใหม่ตลอดเวลา นบีไม่ได้รับความรู้จากพี่น้องมุสลิมเท่านั้น หลังสงครามนบีได้ส่งเสริมให้มีการไถ่เชลยศึกด้วยวิชาความรู้ที่มีอยู่ ไม่ว่า เปอร์เชีย จีน กรีซ  ตัวอย่าง การพัฒนาวิทยาศาสตร์ ความรู้ล้วนมาจากอัลเลาะฮ์ทั้งสิ้น 

“ด้วยความที่อิสลามไม่มีนักบวช การมีนักบวชคือการผูกขาดความรู้ แต่มุสลิมทุกคนเท่าเทียมกันมีสติปัญญา แสวงหาความรู้เท่าเทียมกัน เราใกล้ชิดกับอัลเลาะฮ์ยิ่งกว่าเส้นเลือดสื่อสารกับอัลเลาะฮ์ได้ตลอดเวลา ทำให้ความรู้เป็นของทุกคน วิทยาศาสตร์จึงกระจายมากมาย สมัยก่อนมัสยิดเป็นแหล่งความรู้ จะมีครูนักถกกับลูกศิษย์เป็นกลุ่มๆ ใครสนใจเรื่องคณิตศาสตร์ก็ไปอยู่กลุ่มคณิตศาสตร์ หลายสาขา ไม่ใช่เฉพาะกุรอ่านและฮาดิษ” ดร.สุชาติ กล่าว และว่า “อิสลามให้เสรีภาพ ด้วยความมีหน้าที่รับผิดชอบต่ออัลเลาะฮ์ การที่เราเป็นผู้แสวงหาความรู้ อัลเลาะฮ์ให้สัญญาว่า จะตอบแทนในสิ่งที่เราทำ การศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”  

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนมีนาคม 2558
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 945 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 79 + 93 =
ความคิดเห็น :