Bookmark and Share

ดร.จรัล มะลูลีม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ อยู่ในยุคสูงสุดของอิสลาม



ศ.ดร.จรัล มะลูลีม อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนา กระบวนการสร้างยุคทองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิสลามในศตวรรษที่ 21 ในงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทยว่า คนเราจะเข้าใจคัมภีร์อัลกุรอานได้ก็ต่อเมื่อใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เท่านั้น ดังนั้นจึงเกิดการเผชิญหน้าระหว่างข้อความในพระคัมภีร์ต่างๆ กับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งความจริงเป็น food for talk คือเป็นอาหารทางความคิดอยู่เสมอ เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันไม่มีโองการใดในคัมภีร์อัลกุรอานเลย ที่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ ดังนั้นความรู้สมัยใหม่จึงทำให้เราได้เข้าใจโองการหลายโองการในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งไม่สามารถตีความมาจนกระทั่งปัจจุบัน 

อย่างไรก็ตาม ข้อความในกุรอานสอดคล้องกับข้อมูลสมัยใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ทีเดียวยกตัวอย่างเช่น ในการสร้างจักรวาลและในเรื่องของน้ำท่วมโลกนี่ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมีข้อความเชิงวิทยาศาสตร์อยู่ในคัมภีร์อัลกุรอานมากมาย ถ้าเราศึกษาดูในปัจจุบันก็จะเห็นว่าข้อความดังกล่าวนั้นท้าทายต่อการอธิบายของมนุษย์ด้วยในเวลาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะพิจารณาจากแง่มุมใดก็จะพบว่า ศาสนาและวิทยาศาสตร์นั้นถูกถือว่าเป็นพี่น้องฝาแฝดกันอยู่เสมอ เพราะว่าตั้งแต่แรกแล้วที่อิสลามสอนผู้คนให้เพาะปลูกกิจการด้านวิทยาศาสตร์ในขอบเขตต่างๆ การนำเอาคำสั่งสอนดังกล่าวก่อให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมากมายแก่วิทยาศาสตร์ ที่เกิดขึ้นในยุคสูงสุดของอารยธรรมอิสลาม 

ยุคสูงสุดที่ว่านี้ก็คือยุคก่อนสมัยการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ หรือที่เราเรียกว่ายุค เรเนสซองส์ (Renaissance) ซึ่งความจริงชาวตะวันตก
ได้รับประโยชน์จากคนมุสลิมไปเป็นจำนวนมาก ถ้าเราพิจารณาจากคัมภีร์อัลกุรอานเราจะพบว่า แนวเรื่องที่มีอยู่ในโองการต่างๆ สิ่งที่เราพบก็คือ การยกย่อง... “ปากกา”...ในฐานะที่เป็นหนทางแห่งความรู้ของมนุษย์ ซึ่งอธิบายถึงความห่วงใยของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ในการที่จะรักษาคัมภีร์อัลกุรอานไว้ โดยการเขียน ซูเราะฮ์ที่ 85 โองการที่ 21-22 กล่าวว่า... “หามิได้ นี่คือการอ่านอันประเสริฐบนแผ่นจารึกที่ถูกสงวนไว้” ดังนั้นจึงมีเรื่องสำคัญหลายเรื่องที่ได้กล่าวไว้ในลักษณะเดียวกันในอัลกุรอาน นั่นคือปรากฏการณ์บนพื้นดินปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่เกี่ยวกับมนุษย์ที่น่าสนใจของบรรดานักวิทยาศาสตร์

คำว่าโลกทั้งหลาย ร็อบบัลอาลามีน หมายถึง โลกหลายโลกนั้น ปรากฏขึ้นนับสิบๆ ครั้งใน
อัลกุรอาน ฟากฟ้าก็ถูกกล่าวถึงอยู่หลายครั้ง ไม่เฉพาะเพียงรูปของพหูพจน์ของฟากฟ้าเท่านั้น แต่หมายถึงสัญลักษณ์ของมันด้วยนั่นก็คือ เลข 7 เลข 7 ถูกใช้ในคัมภีร์อัลกุรอาน 24 ครั้ง ทั่วทั้งเล่ม ด้วยคุณสมบัติทางตัวเลขต่างๆ กันนั้น เลข 7 นี่มีความหมายถึง... “มากมาย” ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องใช้เลข 7 ก็ตาม ชาวกรีกและโรมันก็ดูเหมือนจะใช้เลข 7 แทนความหมายว่ามากมายเหมือนกัน ในอัลกุรอาน เลข 7 กล่าวถึงชั้นฟ้า “สมาวาต” ตัวมันเองก็หมายถึงฟากฟ้า ได้มีกล่าวถึงหนทาง ทั้ง 7 ของฟากฟ้าไว้ 1 ครั้ง ดังนี้ ซูเราะฮ์ ที่ 2 โองการที่ 29 “พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างทุกสิ่งในฟากฟ้าให้แก่พวกเจ้า ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรงหันไปยังท้องฟ้าและทรงสร้างฟากฟ้า ทั้ง 7 อย่างกลมกลืน พระองค์ทรงทราบถึงทุกๆ สิ่ง” ซูเราะห์ 23 โองการที่ 27 “และเราได้สร้างหนทางทั้ง 7 เอาไว้เหนือพวกเจ้าเราไม่เคยเลินเล่อในการสร้าง” สิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ซูเราะฮ์ที่ 67 โองการที่ 3 “พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างฟากฟ้าทั้ง 7 ขึ้นเหนือกันและกัน พวกเจ้าจะไม่ได้เห็นความผิดพลาดเลยในการสร้างสรรค์ของพระองค์ผู้ทรงเมตตา จงเบนสายตาออกไปดูเถิด พวกเจ้าจะสามารถแลเห็นรอยแยกใดๆ ได้หรือ”

ซูเราะฮ์ที่ 11 โองการที่ 15-16 “พวกเจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสร้างฟากฟ้าทั้ง 7 ขึ้นเหนือกันและกัน และ
ทรงทำให้ดวงจันทร์ให้แสงสว่างอยู่ในนั้น และทำให้ดวงอาทิตย์เสมือนเป็นโคม” ซูเราะฮ์ ที่ 78 โองการที่ 12-13 “เราได้สร้างฟากฟ้าที่แข็งแรงไว้ 7 ชั้น เหนือพวกเจ้าและได้วางตะเกียงที่ลุกโชนไว้ดวงหนึ่ง” ตะเกียงที่ลุกโชนก็คือดวงอาทิตย์นั่นเอง บรรดานักตัฟซีรฺ หรือนักอัตถาธิบายอัลกุรอานได้อัตถาธิบายว่า โองการทั้งหมดเหล่านี้ จำนวน 7 ที่กล่าวมานั้นมิได้หมายถึงอะไรมากไปกว่าความหลากหลาย เพราะฉะนั้นจึงมีฟ้าหลายฟ้า มีโลกหลายโลก ผู้อธิบาย อัลกุรอาน ส่วนใหญ่ที่ได้พบว่า นอกจากโลกที่เราอยู่นี้ยังมีโลกอีกหลายโลกในสากลจักรวาล เป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์  
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 821 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 43 + 75 =
ความคิดเห็น :