Bookmark and Share

ไอแบงก์กลับสู่เส้นทางเดิม เน้นบริการมุสลิม-ปรับยุบสาขา



ประธานธนาคารอิสลามฯ เดินหน้าฟื้นฟูธนาคาร ตั้งเป้าลดหนี้เสียให้กลับสู่สภาพปกติ พร้อมปรับกลยุทธ์มาให้บริการสังคมมุสลิม ปรับสาขาที่ไม่จำเป็นออก ประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท พร้อมดำเนินคดีคนทำธนาคารเสียหาย มั่นใจทำได้สำเร็จ

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หลังการเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารของ นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ กำลังปรับเปลี่ยนไปสู่ทิศทางที่ควรจะเป็นในเจตนารมณ์ของการก่อตั้งธนาคารแห่งนี้ ภาคกิจหลักเพื่อให้บริการสังคมมุสลิมที่ไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกิจการที่มีดอกเบี้ยได้ การบริหารงานธนาคารอิสลามฯ หลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในยุคนายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ มีการขยายสาขาจำนวนมากถึง 130 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ “มีสาขาที่อยู่ในชุมชนมุสลิมเพียง 60 สาขา ส่วนที่เหลือเป็นสาขายนอกพื้นที่มุสลิม ก็ไม่เข้าใจว่าเขาไปเปิดเพื่ออะไร แต่นั่นก็ผ่านไปแล้ว เราต้องมาแก้ปัญหา” นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวในการแถลงข่าวที่สำนักงานใหญ่ย่านอโศก 

ข้อมูลจากประธานธนาคารระบุว่าในรอบ 5 ปี ธนาคารอิสลามฯได้เพิ่มสาขาเพิ่มจาก 60 สาขา เป็น 130 สาขา และหลายสาขาไม่มีคนไปใช้บริการ เขาได้ยกตัวอย่างสาขาเซ็นทรัลพระราม 9 และสาขาเซ็นทรัลเวิร์ล ที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า 200 ตารางเมตร ต้องเสียค่าเช่าประมาณ 800,000 บาทต่อเดือน แต่ไม่มีผู้ใช้บริการ“เปิดสาขาให้คนไปนั่งตบยุง” ประธานธนาคารฯ กล่าว ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวคิดยุบบางสาขา ปรับขนาด ซึ่งพื้นที่เซ็นทรัลเวิร์ลและเซ็นทรัลพระราม 9 จะให้ผู้ประกอบการรายอื่นมาเช่าต่อ ซึ่งการปรับสาขาทั่วประเทศจะทำให้ธนาคารสามารถประหยัดให้กับธนาคารประมาณ 100 ล้านบาท

ขณะเดียวกันก็จะปรับกลยุทธ์การให้บริการสู่ชุมชนมุสลิม นอกจากใช้สาขาของธนาคารที่ให้บริการอยู่แล้ว ก็มีแนวคิดที่จะใช้รถโมบายไปยังชุมชนมุสลิม หรือ มัสยิด เป็นต้น โดยเบื้องต้นจะให้มาเปิดบริการในทุกวันศุกร์ที่ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ก็ยังยินดีที่จะให้บริการทางการเงินแก่ศาสนิกอื่นอยู่เหมือนเดิม 

ทั้งนี้ ในสมัยนายธีรศักดิ์ ศรีวรรณยศ เน้นการบริหารธนาคารให้เติบโตเทียบเท่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป จึงเน้นขยายสาขาไปทั่วประเทศ เพื่อรองรับการกลยุทธ์ดังกล่าว โดยไม่ได้ประเมินความสำเร็จหรือล้มเหลวก่อนขยายสาขา อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าการขยายสาขาอาจมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องจากเงินเปอร์เซ็นต์จากการก่อสร้างสาขาและค่าเช่า แต่ไม่มีข้อมูลหลักฐานมายืนยันชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย คือ การปล่อยกู้ในวงเงินจำนวนมาก โดยการแทรกแซงของนักการเมือง และอาจมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับผู้บริหารในอดีต ก่อให้เกิดหนี้เสีย 45,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีกลุ่ม 16 เข้ามากำกับดูแลธนาคารและสร้างปัญหาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งตามแผนการฟื้นฟูของบอร์ดธนาคารชุดใหม่ คือการแยกหนี้เสียมาบริหาร  นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า หลังจากบอร์ดได้รับการแต่งตั้งก็พยายามเร่งแก้ปัญหาของธนาคาร โดยประการแรกคือ การสร้างความเชื่อมั่น โดยเฉพาะด้านเงินฝากที่มีความกังวลเพราะเมื่อธนาคารมีปัญหา ผู้ฝากจะแห่มาถอนเงิน แต่ที่ธนาคารอิสลามมีคนมาถอนน้อยมาก ทำให้ธนาคารสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนการแก้ปัญหาหนี้เสียคือ การจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ 

“ธนาคารได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับซูเปอร์บอร์ด โดยนำเสนอให้จัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์มาแก้ปัญหาหนี้เสียและขอเพิ่มเงินกองทุนสำรอง โดยในส่วนของหนี้เสียได้เชิญผู้ประกอบการเจรจาด้วยทุกวันซึ่งมีทั้งที่กิจการสามารถเดินต่อไปได้ และเดินต่อไปไม่ได้ ซึ่งส่วนที่เดินต่อไปไม่ได้ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนหนี้ที่ถูกจัดชั้น มีผู้ประกอบการประมาณ 60 ราย หนี้ 40,000 กว่าล้านบาท คาดว่าในเดือนมีนาคมจะเจรจาได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เงินกองทุนเพิ่มขึ้น 5,000 ล้านบาท คาดว่า ณ สิ้นปีจะเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาท” นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาหนี้เสีย 

อย่างไรก็ตาม ในการแก้ปัญหาธนาคารพยายามเจรจาให้มากที่สุด เพราะหนี้เสียส่วนหนึ่งไม่คุ้มกับสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน แต่ส่วนใหญ่หลักทรัพย์ยังคุ้มค่าอยู่ “ที่ผ่านมามีการปล่อยกู้ในหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่าจำนวนเงินที่ปล่อยกู้ ซึ่งหากมีการฟ้องดำเนินคดีสินทรัพย์ที่ได้มาก็จะไม่คุ้มค่า เราคิดว่าการกู้มีเจตนาที่ไม่จ่ายเงินคืนอยู่แล้ว ตรงนี้เป็นความเสียหายของธนาคาร ซึ่งธนาคารเป็นรัฐวิสาหกิจ เป็นทรัพย์สินของหลวง คนที่ทำให้เกิดความเสียหายจะต้องรับผิดชอบ ซึ่งธนาคารได้รับการมอบหมายจากซูเปอร์บอร์ดให้ดำเนินคดีกับผู้ที่ทำให้เสียหาย” นายชัยวัฒน์ กล่าวและว่า การดำเนินคดีกับผู้บริหารในอดีตที่สร้างความเสียหายให้กับธนาคารไม่ใช่ความต้องการที่ต้องการสร้างศัตรูหรืออะไร แต่ต้องดำเนินการตามที่มีคำสั่งมาจากซเปอร์บอร์ด จากนี้ไปคงต้องดำเนินการ

กระบวนการการฟื้นฟูธนาคารอิสลามฯ สรุปได้ การสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งปัญหาการแตกตื่นแห่ถอนเงินมีอยู่น้อย การเร่งเจรจาแก้ปัญหาหนี้เสียเพื่อฟื้นฟูธนาคารให้กลับมาเป็นปกติ อีกครั้ง และหลังจากนั้นก็จะหาพันธมิตรทางธุรกิจมาร่วมทุน ซึ่งเป็นขั้นตอนหลังจากที่ธนาคารได้แก้ปัญหาภายในเรียบร้อยแล้ว การเข้ามาของนายชัยวัฒน์เป็นการเข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงธนาคารไปสู่การบริหารแบบมืออาชีพ เพราะที่ผ่านมาธนาคารมีจุดอ่อนหลายประการ นอกจากการปล่อยกู้ที่สร้างปัญหาแล้ว การบริหารงานภายในก็ยังไม่เป็นระบบมากนัก พนักงานที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นคนใหม่ ขาดประสบการณ์ ขาดความรู้ความสามารถ จิตใจให้บริการยังไม่เข้มข้นมากนัก นายชัยวัฒน์จึงเน้นการให้ความรู้ การฝึกอบรม การสื่อสารการทำงานไปยังพนักงานเพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง นายชัยวัฒน์ ก็เน้นการพบปะกับบุคคลระดับสูง และองค์กรมุสลิม เพื่อเชื่อมสายสัมพันธ์ และให้ข้อมูลการบริหารธนาคาร เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับธนาคาร รวมถึงได้เข้าพบนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีด้วย 

“ในรอบ 11 ปี ผมเป็นประธานธนาคารฯคนแรกที่เข้าพบจุฬาราชมนตรี ซึ่งถือเป็นเกียรติ และจะเป็นส่วนช่วยในการบริหารธนาคาร ซึ่งท่านก็ให้ความเมตตาพวกเรามาก” นายชัยวัฒน์ กล่าว 

เขากล่าวว่า ธนาคารได้ปรับกลยุทธ์ใหม่ เน้นมาให้บริการสังคมมุสลิมตามแนวทางการจัดตั้งธนาคารตั้งแต่แรก ที่ผ่านมาก็ได้ประชุมทำความเข้าใจกับพนักงาน ได้เข้าพบท่านจุฬาราชมนตรี  ได้ไปพบกับสาขาที่ภาคใต้ และบรรดาผู้นำศาสนาที่จังหวัดสงขลา เพื่อทำความเข้าใจถึงการทำงานของธนาคารก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ดร.อณัส อมาตยกุล ประธานคณะที่ปรึกษาธนาคาร (ด้านศาสนา) (ประธานบอร์ดชะรีอะฮ์กล่าวให้ความเชื่อมั่นว่า การดำเนินงานของธนาคารอิสลามฯ ได้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้องตามพันธกิจของธนาคารที่ควรจะเป็นอย่างแท้จริง

ทั้งในเรื่องการให้บริการทางการเงินแก่พี่น้องมุสลิมที่ถูกต้องตามหลักศาสนา (ชะรีอะฮ์) โดยผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคารจะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะที่ปรึกษา (ด้านศาสนา) ทุกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการ ตลอดจนการสนับสนุนธุรกิจฮาลาลไทยให้พัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการและผู้บริหารของธนาคารได้ร่วมทำงานกับคณะที่ปรึกษา (ด้านศาสนา) อย่างใกล้ชิด มาโดยตลอด เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาธนาคารให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน

ขณะที่ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ได้พูดคุยกับผู้ที่มีประสบการณ์ด้านธนาคารอิสลามในต่างประเทศ บอกว่า ไม่มีประเทศไหนที่เมื่อธนาคารอิสลาม ล้มแล้ว จะกลับมาใหม่ได้อีกครั้ง จึงต้องช่วยกันไม่ให้ธนาคารอิสลามล้ม ที่ผ่านมามุสลิมไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหาร ธนาคารมีปัญหาจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งได้ส่งสัญญาณไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้เดินหน้าธนาคารอิสลามต่อไป ไม่เช่นนั้นจะเกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงในสังคมมุสลิม การฟื้นฟูธนาคารอิสลามเป็นงานหนัก

การเอาจริงเอาจังของนายชัยวัฒน์ เพียงคนเดียว คงไม่สำเร็จ ต้องอาศัยองคายพในธนาคารทั้งหมด และจากสังคมภายนอกด้วย  
 

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนมีนาคม 2558
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1278 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 96 + 53 =
ความคิดเห็น :