Bookmark and Share

ทุ่งยางแดงโมเดล โมเดลสังหารหมู่ผู้บริสุทธ์


เหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 มี.ค.58 เวลาประมาณ 17.20 น.  เจ้าหน้าที่ ได้สนธิกำลังระหว่างฉก.ปัตตานี 25 นปพ. 431 ฉก ทพ.41 กำลังตำรวจจากสภ.ทุ่งยางแดง จนท.ฝ่ายปกครอง และ ทหารจากร้อย ร.35314 ฉก.ปัตตานี ได้เข้าปฏิบัติการตรวจสอบความผิดปกติในพื้นที่ ม.6 บ.โต๊ะชูด ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี การปฏิบัติการดังกล่าว

จากการปิดล้อมบ้านหลังหนึ่งบ้านโต๊ะชูด ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี รายงานจากฝ่ายความมั่นคงว่า มีการปะทะและมีการสังหารเยาวชน 4 ศพ และจับกุม 22 คน และอีก 5 คน ได้รับการปปล่อยตัว จับกุมปืนอาก้าได้ 3 กระบอก กระสุนปืนและปืนพกอีก 1 กระบอก โดยระบุว่า เยาวชนที่ถูกยิงเสียชีวิตและถูกจับกุม เป็นกลุ่มขบวนการ RKK ประชุมเตรียมก่อเหตุ ผู้เสียชีวิตเป็นเยาวชนในพื้นที่ทุ่งยางแดง 1 คนเป็นคนรับจ้างหรีดยาง 1 คน เป็นช่างทาสี และอีก 2 คน เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฟอตอนี
ภายหลังการสังหารหมูาทุ่งยางแดง และการจับกุมเยาวชนจำนวนมาก ได้เกิดปฏิกริยาจากชาวบ้าน ไม่ยอมรับข้อกล่าวหาของของเจ้าหนาที่ มีการรวมตัวกันที่โรงเรียนบ้านโต๊ะชูด ต.พิเทน ทุ่งยางแดง เพิ่อแสดงให้เห็นว่า เยาวชนที่เสียชีวิตและถูกจับกุม ไม่ใช่คนร้าย ไม่ใช่โจร การที่มีการนำเสนอข่าวว่า "โจรใต้"สร้างความเสียหายให้กับเยาวชน โดยคนหนึ่งเป็นคนรับจ้างกรีดยางอีกคนหนึ่งเป็นช่างทาสี โดยทั้งหมดมารวมตัวกันที่บ้านกลังก่อสร้างเพราะส่วนหนึ่งเป็นช่าง เมื่อทำงานเสร็จตกเย็นจึงล้อมวงดื่มน้ำกระท่อม ทำให้เจ้าหน้าที่ส่งสัยว่าเป็นกลุ่มขบวนการ เข้าปิดล้อมจับกุมจนนำไปสู่การสูญเสียดังกล่าว

ชาวบ้านตั้งข้อสังสัยว่า ที่รับุว่ามีการปะทะกันนั้น ตามที่เห็นในภาพและจากการสอบถามหน่วยกู้ภัย ไม่พบอาวุธปืนของคนที่ถูกยิงเสียชีวิต เท่ากับคนเหล่านี้ไม่ได้มีอาวุธปืน แต่ถูกยิงขณะมี 2 มือเปล่า เป็นการยิงผู้บริสุทธิ์ เยาวชนเหล่านี้ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ไปปิดล้อมเกิดความหวาดกลัวจึงพากันหลบหนีทำให้ถูกสงสัยว่า เป็นกลุ่มขบวนการ ซึ่งความจริงเป็นเยาวชนที่มาชุมนุมกันโดยไม่เกี่ยวกับความมั่นคง

 

 

ขณะเดียวกัน อีก 2 วันถัดมหาวิทยาลัยฟาตอนี ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า นักศึกษาที่ถูกยิงเสียชีวิต ไม่มีรายงานว่า เป็นภัยต่อความมั่นคง  โดยแถลงการณ์ระบุว่า การสนธิกำลังปิดล้อมจับกุม ส่งผลให้มีการจับกุมประชาชนจำนวน 22 คน และวิสามัญฆาตกรรม จนมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุจำนวน 4 ศพ โดยในจำนวนผู้เสียชีวิตนั้น มีนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยฟาฏอนี 2 คน คือ นายคอลิด สาแม็ง และนายมะดารี แม้เราะ โดยสื่อกระแสหลักได้มีการให้ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะว่าผู้เสียชีวิตเป็นผู้ก่อความไม่สงบระดับปฏิบัติการ (RKK) มีอาวุธและได้ทำการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งข่าวดังกล่าวเป็นเท็จและได้ส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และ ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก

มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จึงขอเสนอข้อเท็จจริง เพื่อจะได้นำไปประกอบการพิจารณาคลี่คลายปัญหาข้อขัดแย้งที่ดำเนินอยู่และมีแนวโน้มที่จะลุกลามขยายตัวต่อไป ดังต่อไปนี้
1. นักศึกษาที่เสียชีวิตทั้ง 2 คน อยู่ระหว่างการศึกษาในชั้นปีที่ 4 ประวัติการศึกษาที่ผ่านมา ไม่ปรากฏพฤติกรรมที่ส่อไปในทางเป็นภัยต่อความมั่นคงและเป็นแนวร่วม RKK แต่อย่างใด และทั้งสองคนไม่เคยมีหมายจับในคดีความมั่นคงใดๆ และมหาวิทยาลัยไม่เคยได้รับหนังสือเตือนจากฝ่ายความมั่นคงที่ระบุว่านักศึกษาทั้งสองคนมีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง
2. เพื่อร่วมกันดำรงรักษาความปรองดองสมานฉันท์ในพื้นที่ตามนโยบาย คสช.และรัฐบาล มหาวิทยาลัยฟาฎอนี ขอให้มีการตั้งกรรมการกลางขึ้นสอบสวนและแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน โดยคณะกรรมการกลางฯดังกล่าวประกอบขึ้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีผู้เแทนมหาวิทยาลัยฟาฏอนีเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการกลางฯดังกล่าวด้วย เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอันที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
 
3. ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวที่ได้ตรวจสอบแล้วอย่างเป็นกลางด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ งดการนำเสนอข่าวที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวผู้เสียหายและมหาวิทยาลัยในระหว่างที่ข้อเท็จจริงยังไม่มีการสรุป
4. ขอให้ทุกฝ่ายแสดงความจริงใจต่อการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง และยึดมั่นนโยบายพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ซึ่งเป็นที่มาของนโยบาย “ทุ่งยางแดงโมเดล” อย่างเป็นรูปธรรม
5. มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ขอยืนยันที่จะแก้ปัญหาโดยสันติวิธีที่สามารถสร้างความพึงพอใจแก่ทุกฝ่าย และเชื่อว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่มีความยุติธรรม การให้เกียรติ ความรอบคอบ ปราศจากอคติและผลประโยชน์ใดๆทับซ้อน
ด้วยความจริงและสันติภาพ
27 มีนาคม พ.ศ. 2558

เหตุการณ์สังหารหมู่ทุ่งยางแดง เป้นความผิดพลาดอีกครั้งหนึ่งของเจ้าหน้าที่ เหมือนหลายครั้งที่บ้านมา ที่มีการสังหารผู้บริสุทธิ์จำนวน 4 คน ตอกย้ำอำนาจรัฐ ไร้ความเป้นธรรม ทำร้ายชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาตลอดเวลา ทุ่งยางแดงโมเดล จึงกลายเป็นโมเดลการสังหารหมู่ ที่เป็น สิ่งตอกย้ำ ความไม่ไว้ใจอำนาจรัฐของคน 3 จังหวัด และเหุการณ์ก็เหมือนเดิม คือ เยียวยา จ่ายเงินเพื่อความเป็นธรรม แต่บาดแผลที่เจ็บลึกในใจชาวบ้าน ไม่อาจเยียวยาได้

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 6420 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 7 + 70 =
ความคิดเห็น :