Bookmark and Share

ฮิญาบร้อน เผาครูวิสุทธ์ศรี ยังพงศภัทร แห่งพังงา



ความไม่เข้าใจใน “สิทธิเสรีภาพ” ในการนับถือศาสนาและการปฏิบัติ ตามหลักการศาสนาของข้าราชการระดับสูงยังมีอยู่ทั่วไป กรณีของผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหยงใน อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ที่ไม่อนุญาตให้นักเรียนคลุมฮิญาบไปโรงเรียนเป็นตัวอย่างที่สะท้อนออกมาชัดเจนว่าคำว่า เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ยังไม่อยู่ในจิตสำนึกของข้าราชการบางคน

ในการให้สัมภาษณ์ผ่าน whitenews ของครูวิสุทธ์ศรี ยังพงศภัทร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหยงใน สะท้อนความไม่เข้าใจใน “ศาสนา” กับความเป็น “ชาติ” ดูเหมือนว่า ครูวิสุทธิศรี จะเหมารวมว่า ความเป็นพุทธคือความเป็นชาติไทย ไม่ได้ตระหนักในเพลงชาติที่เปิดอยู่ทุกวันว่า “ไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ” อันหมายถึงว่า ทุกเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้รวมกันเป็นชาติไทย จึงได้มองว่าการสวมฮิญาบเป็นความแตกแยก เป็นการนำปัญหาเข้าสู่โรงเรียน และโยงไปถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

“โรงเรียนก็ให้แต่งกายตามปกติ จะมาบังคับอะไรพี่เหรอ โรงเรียนอื่นก็ไม่เห็นคลุมจะมาบังคับพี่เหรอน้อง (คนสัมภาษณ์) มีอำนาจขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมต้องแบ่งแยกเด็กพุทธเด็กอิสลาม เพราะเด็กอยู่ในโรงเรียนเหมือนกันก็ควรจะเหมือนกัน ไม่ควรจะแยกว่าฉันเป็นพุทธ คุณเป็นอิสลามมันควรขนาดนั้น แล้วเด็กพุทธจะอยู่อย่างไร มันเหมือนกับว่าสร้างความ
แตกต่าง มันดีอยู่แล้ว ทำไมต้องเปลี่ยนแปลงตามน้อง (คนสัมภาษณ์) ว่าน้องเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเหรอ ทำไมไม่ไปบอกผอ.เขตให้บังคับเลย ถ้าผอ.เขตบังคับพี่จะทำเลย (พูดแทรกกฎระเบียบมีมาตั้งแต่ปี 2551) ไม่เห็นผอ.เขตผู้บังคับบัญชาพี่จะว่าอะไรเลย เธอไปบังคับผอ.เขตให้บังคับทั้งพังงา อย่ามาบังคับพี่ซิ ทั้ง อ.ตะกั่วทุ่งก็แต่งเหมือนกันหมด อย่ามาทำให้เกิดความแตกต่าง (พูดแทรกแตกต่างก็ไม่แตกแยก) เธอรู้ได้อย่างไรว่าไม่แตกแยกในความรู้สึก” ครูวิสุทธิศรี กล่าวในการให้สัมภาษณ์

ถามว่า หมายถึงว่ามีการแต่งใส่ฮิญาบแล้ว จะทำให้เกิดปัญหาเหรอ ครูวิสุทธิศรี กล่าวว่า 
มันก็ต้องมีมาหลายอย่าง ทำไมเธอต้องแต่งแบบนี้ ทำไมฉันต้องเป็นแบบนี้ และแบบที่มันเป็นอยู่มันก็ดีอยู่แล้ว เวลาเธอกลับไปบ้านเธอก็แต่ง เธอเป็นอิสลามก็แต่งตามสบาย ไม่มีใครเขาว่า เธอออกไปเธอก็คลุมผ้า ไปเรียนศาสนาวันเสาร์อาทิตย์ เธอก็คลุมผ้า หรือเวลาเธอนอนอยู่บ้านเธอก็คลุมผ้าก็ไม่มีใครว่า แต่ในโรงเรียนในตำบลหล่อยูน ไม่มีใครเป็นแบบนั้น อำเภอตะกั่วทุ่งก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ ทั้งจังหวัดพังงาด้วยก็ไม่มีใครพูดประเด็นนี้ขึ้นมา 

“ไม่รู้ว่าเธอ (คนสัมภาษณ์) ต้องการอะไร
มีวัตถุประสงค์อะไร ถ้าไม่ได้แต่งมันเดือดร้อนมาก หรือว่า (มันเป็นบาป) บาปมากเลยเหรอ ถ้าเธอไปบังคับผอ.เขตสั่งมาได้พี่จะให้แต่ง แต่ถ้าผอ.เขตไม่สั่งมาไม่แต่ง” เธอกล่าว 

“ต้องให้เกียรติโรงเรียนด้วย จะมาบังคับโรงเรียน แล้วสงสารไม๊ว่าเด็กพุทธจะอยู่ยังงัย
นี่ขนาดเด็กพุทธไม่ได้กินหมูก็เหลือทนของเขาแล้วนะ กินแต่ไก่ของพวกเธอจะให้เราทำยังงัย จะต้องปรับตัวกับพวกเธอทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วเธอจะมาบีบบังคับอะไร เราไม่ใช่ลูกน้องเธอ ที่จะมาบีบบังคับครูหรือเด็กนักเรียนในโรงเรียน จังหวัดพังงาไม่ได้เป็นแบบนั้น จะมาบังคับให้จังหวัดพังงาเหมือนเชียงใหม่ เชียงราย หรือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เหรอ เป็นการบีบคั้นจิตใจเรามากเกินไปไหมก็เห็นชาวบ้านที่เป็นมุสลิมก็ไม่คลุมผ้ากันทุกคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มันแตกแยกมากไม่พอแล้วเหรอ จะให้ลามมาถึงจังหวัดภูเก็ตพังงาเลยเหรอ เห็นใจคนที่เป็นพุทธบ้าง คนก็อยู่กันปกติอยู่แล้ว ไม่ได้แยกพุทธแยกอิสลามต้องเห็นใจคนอื่นบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ศาสนาเราทุกศาสนาก็ดีเหมือนกัน แต่เข้ามาในรั้วโรงเรียนก็แต่งเครื่องแบบนักเรียนเหมือนกันหมดทั่วประเทศไทย มาทำแบบนี้จะทำให้เกิดความแตกแยก ทำให้พุทธเกลียดอิสลาม อิสลามเกลียดพุทธ มาโยนไฟใส่โรงเรียน” เธอกล่าว

ถามว่ามีกฎกระทรวงที่ออกมาตั้งแต่ปี 2551 มีคำสั่ง คสช. ครูวิสุทธิศรี กล่าวว่า คสช.ไม่ใช่
ผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชา คือ ผอ.เขตพื้นที่ (คำสั่งอื่น) ไม่เกี่ยวกัน ผอ.เขตคือผู้บังคับบัญชา ถ้าสั่งมาก็จะทำตาม 

ด้านนายสุรพันธ์ โกยวาณิชย์ ผู้อำนวยการเขตการศึกษาพื้นที่การประถมศึกษาพังงา กล่าวว่า การคลุมฮิญาบเนื่องจากจังหวัดพังงาอยู่เลยขึ้นมาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ขึ้นอยู่กับชุมชน หรือครอบครัวของเด็กต้องการ อย่างที่เกาะยาวเด็กอิสลาม 100% เด็กก็คลุมฮิญาบหมดเลย โรงเรียนไหนเด็กนักเรียนไม่ถึง 100% ต้องการแต่งก็ให้แต่งไม่ได้บังคับ

“เราไม่ได้บังคับให้นักเรียนแต่งและนักเรียนไม่แต่ง เราปฏิบัติตามกฎกระทรวง เราไม่ได้รังเกียจการคลุมหรือไม่คลุมตรงนั้น ถ้าชุมชน
หรือสังคมตรงนั้นต้องการแต่งก็โอเค ที่เขาว่าผมไม่ได้ว่าอะไรก็เป็นอิสระของโรงเรียนจะแต่งหรือไม่แต่งก็คุยกันในกลุ่มของโรงเรียน แต่ทางผู้อำนวยการเขตมีอำนาจสั่งได้ ต้องไปทำความเข้าใจกันใหม่ ตรงนี้อาจไม่เข้าใจกัน ซึ่งนโยบายของทางเขต ไม่ปิดกั้น อย่างเรื่องการรับเด็กไม่ว่า เป็นเด็กไทย เด็กต่างชาติ เด็กพม่าก็ต้องรับ เรื่องการแต่งกายก็ให้แต่งชุดตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการแต่งชุดนักเรียน แต่หากท้องถิ่นไหนต้องการแต่งชุดที่แตกต่าง อย่างชุดฮิญาบ ก็แต่งได้” ผู้อำนวยการเขตการศึกษาพื้นที่พังงา กล่าว 

ขณะที่นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้ออกกฎกระทรวงให้นักเรียนแต่งฮิญาบได้ทั่วประเทศ กล่าวว่า นอกจาก (ครูวิสุทธิศรี) ไม่เข้าใจในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่า ด้วยเครื่องแบบนักเรียนและนักศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2540 แล้วยังแฝงไปด้วยรู้สึกอคติต่อมุสลิม มองว่ามุสลิมเป็นตัวปัญหาทำให้คนนับถือศาสนาอื่นเดือดร้อน เช่น เอ่ยคำพูดที่ว่า นักเรียนที่นับถือพุทธไม่สามารถทานอาหารจำพวกเนื้อหมูก็มาจากนักเรียนมุสลิมเป็นต้นเหตุ แล้วยังมองไปว่า การแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามในโรงเรียนทำให้เกิดความแตกต่างและจะนำไปสู่ความแตกแยก เหมือนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

“รู้สึกไม่สบายใจและเป็นห่วงที่บุคลากรด้านการศึกษาระดับผู้อำนวยการโรงเรียน บริหารสถานการศึกษาอันเป็นสถานที่อบรมสั่งสอนกุลบุตรกุลธิดาของเราให้เป็นคนดีและเก่งของชาติในอนาคต เมื่อทัศนคติของคนระดับบริหารเป็นอย่างนี้อนาคตที่ดีของเยาวชนในชาติจะเกิดขึ้นได้อย่างไร” นายอารีเพ็ญ กล่าวและว่า “ไม่เข้าใจเกณฑ์การพิจารณาของคน
ที่จะมาบริหารสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการเขาวัดการอย่างไร คนระดับนี้อ่านระเบียบและเจตนารมณ์ของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่เข้าได้อย่างไรโดยระเบียบการแต่งกายของนักเรียนนักศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการฉบับแก้ไขครั้งที่ 2 ลงวันที่ 26 กันยายน 2540 ออกสมัยผมเป็น รมช.ศึกษาธิการ โดยให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 38” บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ.....

“คำว่าปฏิบัติตามศาสนบัญญัตินี้แหละเป็นยาหม้อใหญ่ที่ระเบียบหรือกฎหมายใดๆ จะออกมาโดยขัดกับมาตรานี้ไม่ได้ มาตรานี้เพิ่งมีครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ด้วยผลงานของกลุ่มวะห์ดะห์ที่ส่ง คุณนัจมุดดิน อูมา ไปเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540” 

สมัยเป็นรมช.กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2540 ได้แก้ไขระเบียบการแต่งกายของนักเรียนนักศึกษามุสลิมสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
อ้างมาตรา 38 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาเป็นเหตุผลในการแก้ไขระเบียบ โดยนายชิงชัย มงคลธรรม รมว.กระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรัฐ ศิลปอนันต์ ปลัดกระทรวงสมัยนั้นเห็นชอบจึงดำเนินการแก้ไข

“หากนักเรียนและนักศึกษาที่นับถือศาสนาอิสลามต้องการแต่งกายตามปกติของการแต่งเครื่องแบบของนักเรียนและนักศึกษาทั่วไปจะห้ามไม่ได้ หรือจะบังคับให้นักเรียนและนักศึกษามุสลิมแต่งเครื่องแบบตามหลักศาสนาอิสลาม
ก็ไม่ได้ ในขณะเดียวกันไม่ว่า ผอ.รร. หรือผู้ใดจะห้ามมิให้นักเรียนและนักศึกษามุสลิมแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามที่กำหนดเครื่องแบบการแต่งกายในระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ได้ อันเป็นการลิดรอนสิทธิ์และเป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลที่ปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ ดังนั้นพฤติกรรมและการกระทำของ ผอ.รร.หยงในจึงเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ อันเป็นการถือว่ากระทำผิดฝ่าฝืนคำสั่งกฎระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ในความเห็นของผมการจะร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือของผอ.รร.ผู้นี้เสียเวลาเปล่า ผมเห็นว่าน่าจะฟ้องศาลเพื่อเป็นบรรทัดฐานในกรณีต่อๆ ไป” นายอารีเพ็ญ กล่าว

กรณีเดียวกัน ก่อนความขัดแย้งเป็นไฟลามทุ่ง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน นายกมล คล้ายรอด ได้มีคำสั่งถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ให้นักเรียนคลุมฮิญาบเข้าเรียนได้และให้ส่งเสริมการแต่งกายนักเรียนตามชาติพันธุ์และวัฒนธรรม โดยในคำสั่งระบุผู้อำนวยการพื้นที่การศึกษาว่า

ช่วงนี้ทราบว่ามีข่าวประเด็นปัญหาการแต่งกายชุดนักเรียนเกิดขึ้นในบางพื้นที่ โดยเฉพาะการแต่งชุดฮิญาบว่ากระทำได้หรือไม่ ผมขอแจ้งว่าตามระเบียบการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ปี 51 ของกระทรวงศึกษาธิการสามารถกระทำได้ แต่ทั้งนี้ให้มีการหารือกันในส่วนของกรรมการสถานศึกษา และเป็นข้อตกลงร่วมกัน ถ้าชุมชนเห็นชอบ ทุกฝ่ายสบายใจก็ถือเป็นเรื่องที่ดี อย่าได้เอาความคิดของพื้นที่หนึ่งไปใช้กับอีกพื้นที่หนึ่ง

“สาระสำคัญของการจัดการศึกษาคือการให้เด็กได้มีโอกาสเข้าเรียน ส่วนการเเต่งกาย
เป็นเรื่องของการมีระเบียบวินัย หรือการแสดงสัญลักษณ์ บางสถานศึกษาต้องแต่งกายเหมาะสมตามลักษณะสาขาวิชาที่เรียนหรือ ตามวาระพิเศษก็สามารถออกแนวปฏิบัติ เป็นข้อตกลงร่วมกันในโรงเรียนได้ วันนี้สพฐ.สนับสนุนห้แต่งกายชุดพื้นเมืองหรือชุดประจำถิ่นก็ถือว่าเป็นการส่งเสริมอัตลักษณ์ของแต่ละวัฒนธรรม หรือแม้แต่กลุ่มชาติพันธุ์ ก็สามารถแต่งชุดพื้นถิ่นได้ กลุ่มที่ขาดแคลนก็มีการสนับสนุนชุดนักเรียนจากรัฐบาลหรือแม้แต่ผู้ที่ไม่พร้อมก็มาเรียนได้โดยไม่ได้ถือระเบียบการแต่งกายเป็นสำคัญ แต่เน้นเรื่องโอกาสทางการศึกษาของบุคคลมากกว่า ขอให้เขตพื้นที่ดูแลสถานศึกษาให้ดำเนินการให้เรียบร้อย ตามบริบทของแต่ละพื้นที่และตามความเห็นร่วมกันของกรรมการสถานศึกษา” นายกมล รอดคล้าย ระบุในคำสั่ง 

กรณีของผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหยงใน ได้สะท้อนถึงความไม่รู้ ไม่เข้าใจ และความมีอคติในชาติพันธุ์และศาสนาที่แตกต่าง จึงขอนำคำพูดของพระพะยอม กัลยาโน ที่พูดไว้เมื่อหลายปีก่อน จนกลายเป็นอมตะวาจาว่า เมื่อเอาคนโง่มาเป็นคุณครู ครูโง่สอนลูกศิษย์ก็โง่ด้วย

อยู่ที่ผู้บังคับบัญชาจะพิจารณาตามสมควร!

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนเมษายน 2558

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1471 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 94 + 89 =
ความคิดเห็น :