Bookmark and Share

โรฮิงญา ชะตากรรมคนไร้รัฐ บนกระแสการสร้างเกลียดชัง



โดย อับดลฆอนี 

“ฐปนีย์ เอียดศรีไชย” ตกเหยื่อของการสร้างกระแสความเกลียดชังชาวโรฮิงญาในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์แบบ ภาพลบของพี่น้องโรฮิญาถูกขุดคุ้ยออกมาต่อเนื่อง ทั้งการขุดประวัติศาสตร์ในอดีตหรือแม้แต่เรื่องเรื่องการขออาหารเพิ่ม กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีชื่อเสียง และแม้กระทั่งนายแพทย์ ทำให้ชะตากรรมของโรฮิงญา ลำบากมากขึ้น 

ในประเทศไทยไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่า ชาวโรฮิงญาอพยพเข้ามาจำนวนเท่าไหร่ แต่ได้อาศัยกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ระนอง, พังงา,  สตูล, หาดใหญ่, สงขลา ในความรับผิดชอบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมื่อ(ตม.) เมื่อมีความหนาแน่นในพื้นที่ก็จะถูกกระจายไปยังตม.พื้นที่อื่น อาทิ ประจวบคีรีขันธ์ หรือไปไกลถึงมุกดาหารก็มี ที่มีการจัดตั้งเป็นศูนย์ขนาดเล็กรองรับ มีเพียงที่จ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช และที่ระนองผู้ว่าราชการจังหวัด กำลังจัดหาสถานที่ 400 ไร่ เพื่อสร้างศูนย์พักพิงรอคอย จำนวนทั้งหมดประมาณว่า ในระดับพันคนเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม มีการกระสร้างกระแสที่เกินจริงว่า ประเทศไทยต้องรับภาระดูแลชาวโรฮิงญาจำนวนมากจนรับไม่ไหว ทำให้เกิดเป็นกระแสต่อต้านชาวโรฮิงญาว่า ทำไมไม่ช่วยคนไทยที่ยังยากจนอยู่มากก่อนช่วยชาวโรฮิงญา  ซึ่งเป็นการนำเสนอข้อมูลที่เกินเลยกว่าความเป็นจริง  ตัวเลขที่มีการนำเสนอว่า ไทยได้ดูแลชาวโรฮิงญา นับ 100,000 คนนั้น ความจริงเป็นการดูแลผู้อพยพคนกลุ่มน้อยจากพม่ากลุ่มอื่นตามแนวชายแดนและกลุ่มที่หนีภัยการเมืองจากการสลายการชุมนุมเมื่อ 1988 อาศัยอยู่ในค่ายผู้อพยพไล่เรียงจากแม่ฮ่องสอน-จ.ตาก จำนวน 9 แห่ง เป็นผู้ที่อาศัยมายาวนานมากกว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งรัฐบาลไทยไม่ได้ใช้งบประมาณในการดูแลผู้อพยพเหล่านี้ แต่เป็นเงินของ UNHCR ในเพจของพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล อดีตราช.คลัง ยืนยันในเรื่องนี้ เขาระบุว่า เป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีมา 18 สมัย ไม่เคยเห็นการตั้งงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้อพยพ 

เป็นข้อมูลที่ยืนยันว่า มีการกระสร้างข้อมูลเกินจริง เพื่อให้เกิดกระแสความชัง เป็นข้ออ้างที่จะไม่ช่วยเหลือชาวโรฮิงญาที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น

การสร้างกระแสความเกลียดชัง เกิดจากทั้งฝายความมั่นคง ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ตลอดจนหมอที่ทำหน้าที่รักษาคนไข้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงพยายามให้ข้อมูลว่า กลุ่มชาวโรฮิงญา เป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับความเดือดร้อนจริง และส่วนหนึ่งก็เป็นผู้อพยพในค่ายอพยพในบังคลาเทศที่มีประมาณ 300,000 คน 

ที่เลวร้ายที่สุด คือ ข้อมูลของ “พล.ท.นันทเดช เมฆสวรรค์” ที่ระบุในเพจของตัวส่วนหนึ่งว่า โรฮิงยาส่วนใหญ่ชอบความหัวรุนแรง เช่นเหตุการณฆ่าชาวพุทธ/ข่มขืนผู้หญิง จนเกิดจราจล/ ก่อกวนในค่ายกักกันในไทย ฯลฯ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง ถ้าพิจารณาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในยะไข่ล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ที่มีการรุมทำร้ายนักเผยแพร่อิสลามจากร่างกุ้ง จนเสียชีวิตไปจำนวนหนึ่ง และที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรงในพื้นที่ยะไข่ มาจากการที่มีการกล่าวหาว่า มุสลิมข่มขืนสตรีพม่า กลายเป็นการจลาจลวุ่นวายที่ยะไข่ผู้ที่สูญเสียคือชาวโรฮิงญา บ้านเรือนถูกเผา มัสยิดถูกทำลาย สตรีถูกข่มขืน คนจำนวนหนึ่งถูกฆ่า โดยที่อำนาจรัฐไม่ได้จัดการกับผู้กระทำความผิด จึงดูเหมือนว่า ข้อเขียนของผู้ใหญ่อดีตข้าราชการระดับสูงและเคลื่อนไหวเพื่อให้สันติ ผิดพลาดและบิดเบือนความจริงจนไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับคนระดับนี้ 

ย้อนกลับไปสู่อดีต มุสลิมยะไข่ หรืออารกันอาศัยอยู่ในพื้นที่ชาวนานหลายร้อยปี เคยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มาก่อน ต่อมาได้ตกเป็นส่วนหนึ่งของพม่า ในหนังสมเด็จพระนเรศวร ตอนล่าสุด มีฉากสมเด็จพระนเรศวรรบกับเจ้าเมืองยะไข่ที่แสดงโดยรณ ฤทธิชัย คานเขต ยืนยันถึงความมีอยู่และความสำคัญของยะไข่ และคำว่า อารกัน หมายความแผ่นดินทอง เป็นการสะท้อนภาพความสมบูรณ์ในพื้นที่ในอดีต  

สถานการณ์มาพลิกผัน เมื่ออังกฤษเข้ายึดพม่า และใช้ชาวโรฮิงญาเป็นนักรบสู้กับพม่า แต่หลังจากที่อังกฤษดีกับพม่าแล้ว ชาวโรฮิงญาได้ถูกลอยแพ จนเมื่อนายพลเนวินยึดอำนาจ ชะตากรรมชาวโรฮิงญาจึงยิ่งเลวร้าย ไม่เพียงไม่ได้รับการรับรองสิทธิ์ความเป็นพลเมือง แต่ยังถูกกดขี่ข่มเหง ถูกรังแก ถูกทำร้าย ถูกฆ่า ถูกจำกัดสิทธิ์หลายอย่าง ไม่สามารถเดินทางข้ามเขตได้ จะต้องได้รับอนุญาตก่อน ชาวโรฮิงญาจะแต่งงานกัน ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อน ก่อให้เกิดผู้อพยพจำนวนมาก จนมีการจัดตั้งค่ายผู้อพยพใกล้ชายแดนในดินแดนของบังคลาเทศใกล้ชายแดนพม่า มีผู้อพยพประมาณ 300,000 คนอาศัยอยู่ในนั้น ในขณะที่มีชาวโรฮิงญาส่วนหนึ่ง เป็นกองกำลังติดอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลพม่า แต่มีขนาดเล็กมาก ในขณะที่ส่วนหนึ่งไปร่วมรบในอัฟกานิสถานและประเทศอื่นในตะวันออกกลาง

การอพยพเกิดขึ้นหลายระลอก มีทั้งโรฮิงญาในพื้นที่ยะไข่ที่หลบหนีความรุนแรง ชาวโรฮิงญาและชาวบังคลาเทศในค่ายอพยพในบังคลาเทศที่มีความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก ซาอุดิอารเบียได้รับผู้อพยพไปแล้วประมาณ 300,000 คน และจะรับเพิ่มอีก 100,000 คน ในมาเลเซียมีอยู่ 40,000 คน สหรัฐฯ 1,000 คน รับไปเฉพาะคนที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว การอพยพได้กลายเป็นขบวนการค้ามนุษย์เป็นเครือข่ายที่ใหญ่โต มีฐานสำคัญอยู่ในประเทศไทย ล่าสุดมีการออกหมายจับแล้วกว่า 70 คน กลุ่มนี้เชื่อมโยงกับชาวโรฮิงญาที่อพยพมาก่อน เป็นผู้ประสานชาวโรฮิงญาในยะไข่ 

เมื่อชาวโรฮิงญา รุ่นแรกๆที่อพยพเข้ามาโดยเฉพาะที่อาศัยในมาเลเซีย เมื่อมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็จะชักนำญาติพี่น้องเข้ามา และได้กลายเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ที่จะต้องจ่ายเงินตลอดเส้นทาง  ตั้งแต่ก่อนขึ้นฝั่งจนถึงค่ายกักกัน ใครไม่จ่ายก็จะถูกกักตัวไว้ เมื่อถึงเส้นตายก็จะถูกฆ่าตาย จนมีการตรวจสอบและนำไปสู่การทลายเครือข่ายค้ามนุษย์ของทางการไทย 

องค์กรระหว่างประเทศชื่นชมรัฐบาลไทยในการปราบปรามขบวนการค้าโรฮิงญา แต่อีกด้านหนึ่งก็ได้กดดันให้ไทยตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวรับผู้อพยพเหล่านี้ แต่ท่าทีของไทยยังไม่ชัดเจนในการประชุมรัฐบาลมนตรีต่างประเทศ 3 ฝ่ายไทย-มาเลเซีย-อินโดนีเชีย 2 ประเทศประกาศรับชาวโรฮิงญา 7,000 คนที่ลอยลำอยู่กลางทะเล ส่วนไทยรมว.ต่างประเทศ บอกว่า จะมาศึกษาข้อกฎหมายก่อน ภาพในการแถลงจึงเห็นเพียงมาเลเซียและอินโดนีเซีย โพเดียมของไทยจึงมีแต่ธงชาติ ไม่มีคนแถลงร่วมด้วย 
กรณีของชาวโรฮิงญาจึงนำมาสู่ความขัดแย้งในสังคมไทยว่า เราจะช่วยเหลือหรือไม่อย่างไร “ฐปานีย์ เอียดศรีไชย” ที่ติดตามทำข่าวของผู้อพยพอย่างต่อเนื่อง ถูกนำมาเป็นเหยื่อของความขัดแย้งครั้งนี้  การรายงานข่าวของเธอที่อาจจะอินกับสถานการณ์จนมีอารมณ์สะเทือนใจออกอากาศ ถูกหยิบมาเป็นประเด็นโจมตี ทั้งโจมตีจากนักวิชาการนิเทศศาสตร์ และจากสังคมทั่วไป แม้กระทั่ง “หมอ” ที่หนองคายที่โพสต์กระแนะกระแหนให้ไปทำข่าวการผ่าตัดเด็กที่เป็นเคสพิเศษ ซึ่งคนระดับหมอน่าจะมีสติสัมปชัญญะมากกว่านี้ การจะไปทำข่าวที่ไหน อยู่ที่การพิจารณาว่า มีประเด็นที่น่าสนใจหรือไม่ ที่สำคัญมีการส่งข้อมูลมาถึงนักข่าวหรือไม่ กรณีการผ่าตัดเด็กนอนคว่ำหน้า อาจเป็นประเด็นข่าวได้หรือการรักษาพยาบาลคนต่างชาติตามแนวขายแดนก็เป็นประเด็นให้เป็นข่าวได้ แต่ปัญหาว่า สิ่งเหล่านี้ได้มีการสะท้อนมายังคนทำข่าวมากน้อยเพียงใด คุณหมอต้องไปถามพีอาร์ของโรงพยาบาลว่า ได้ทำหน้าที่กระจายข่าว กระจายข้อมูลมายังนักข่าวหรือไม่ 

รวมทั้ง ปัญหาความยากจนของคนไทย ที่ยังมีจำนวนมาก สร้างกระแสว่า ให้ช่วยคนไทยก่อนช่วยคนต่างชาติ

ทั้งหมดเป็นการสร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชังชาวโรฮิงญา ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากกระแสอิสลามโมโฟเบีย ที่กำลังกระจายรุนแรงไปทั่วโลกในตอนนี้ 

ชาวโรฮิงญาจึงกลายเป็นเหยื่อของความเกลียดชัง โดยถูกมองข้ามด้านมนุษยธรรมจากผู้สร้างกระแส ชะตากรรมของพวกเขาจึงถูกซ้ำเติมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนเพลงที่พวกเขาร้อง

หนีการข่มขืน มาถูกข่มขืน
หนีการไล่ฆ่า มาถูกฆ่า
หนีความเกลียดชัง มาถูกเกลียดชัง 

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2558
   

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 2030 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 43 + 87 =
ความคิดเห็น :