Bookmark and Share

แฉเหตุคึกคะนอง 5 นักศึกษาไทยถูกปากีสถานจับปืน ไม่เชื่อมโยงกลุ่มติดอาวุธ

เหตุคะนองอยากได้ปืนกลับบ้าน นักศึกษาไทย 5 คนงถูกปากีสถานจับ สถานทูตไทยประสานปากีสถานช่วยเหลือตามหลักกฎหมาย ด้านครอบครัววอนช่วยเหลือด่วน เชื่อลูกชายไม่ผิด 

กรณีเจ้าหน้าที่ปากีสถาน ได้จับกุมนักศึกษาไทย 5 คน เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 8 มิถุนายน ที่สนามบินลาฮอร์ ขณะจะเดินทางประเทศไทยด้วยสายการบินไทย โดยตรวจพบมีการแอบนำปืนซุกซ่อนยมาในกระเป๋า โดยทั้ง 5 คนมาจากคนละจังหวัด มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดสงขลา 1 คน ปัตตานี 1 คน ฉะเชิงเทรา 1 คน กระบี่ 1 คน และตรัง 1 คนนั้น ทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม โดยนักศึกษา 1 ใน 5 คนที่ถูกควบคุมตัวเป็นชาวจังหวัดปัตตานี อายุ 28 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่หมู่ 6 ตำบลดอนรัก อำเภอหนองจิก หลังจากมีข่าวนักศึกษารายนี้ถูกควบคุมตัวที่ปากีสถาน ปรากฏว่ามีตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษจำนวน 50 นายนำกำลังไปตรวจค้นบ้านตามภูมิลำเนาของนักศึกษาโดยมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านนำเข้าตรวจค้น แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ

รายงานข่าวจากสมาคมนักศึกษาไทยในปากีสถาน แจ้งว่า นักศึกษาไทยในปากีสถานพยายามเข้าไปเยี่ยมผู้ที่ถูกจับกุม และสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทราบว่า นักศึกษาคนหนึ่งต้องการนำปืนกลับประเทศไทย ด้วยความคึกคะนอง ไม่ได้เชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการก่อการร้ายใดๆ แต่ด้วยพื้นที่ๆนักศึกษาไปเรียนหนังสือ อยู่ในเมืองสะว๊าต ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของกลุ่มตอลีบันถึง 80-90% ทำให้ถูกเชื่อมโยงว่า อาจจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงไม่ได้เกี่่ยวข้องแต่อย่างใด

"เป็นความคะนองของนักศึกษาเอง ที่ต้องการนำปืนกลับไทย แต่เมื่อมาจากเมืองสะว๊าตทำให้ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นว่า เกี่ยวโยงกับกลุ่มติดอาวุธและมีแผนปฏิบัติการอะไรหรือไม่ ซึ่งคนที่เกี่ยวข้องมีเพียงคึนเดียว แต่อีก 4 คน ถูกควบคุมตัวไว้ด้วย เพื่อสอบปากคำและตรวจสอบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มไหนหรือไม่ ซึ่งทางสถานทูตไทยในปากีสถานกำลังประสานให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน" แหล่งข่าวจากนักเรียนไทยในปากีสถาน กล่าว

นักศึกษาวัย 28 ปี จากปัตตานี ต้องสงสัยว่า แอบซ่อนปืนขึ้นเครื่องบิน

ด้านมารดาของนักศึกษาจากปัตตานี บอกว่า ลูกชายเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนไปศึกษาต่อที่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จังหวัดยะลา เป็นเวลา 2 ปี ไม่ทันจบก็เข้าไปเรียนต่อที่โรงเรียนสามัคคีศาสตร์ ที่อำเภอหนองจิก กระทั่งจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็บอกลูกว่าไม่ต้องเรียนแล้ว เพราะไม่มีเงินส่งให้เรียน แต่ลูกก็พยายามจะเรียนต่อให้ได้ ไปทำงานที่มาเลเซีย 6 เดือน ได้เงินมาก็เข้าเรียนที่โรงเรียนมัรกัสยะลา จากนั้นทางโรงเรียนก็ส่งไปเรียนต่อที่มัรกัสปากีสถาน โดยให้ทางบ้านหาเงินเฉพาะค่าตั๋วเครื่องบิน ส่วนค่าใช้จ่ายทางโรงเรียนที่ปากีสถานออกให้ทั้งหมด ลูกไปเรียนกว่า 2 ปีแล้ว ครั้งนี้ติดต่อมาจะกลับบ้าน เพื่อมาร่วมถือศีลอดในเดือนรอมฎอน
มารดาของนักศึกษายืนยันว่า ลูกชายเป็นคนดี ช่วงที่จะไปเรียนปากีสถาน ชาวบ้านที่ทราบเรื่องว่าเราไม่มีเงิน ยังจัดงานดื่มน้ำชา ได้ค่าตั๋วเครื่องบินมากว่า 2 หมื่นบาท เมื่อวานพอชาวบ้านรู้ว่าเขาถูกจับดำเนินคดี ก็ช่วยกันละหมาดฮายัดทั้งหมู่บ้าน

นายเจ๊ะมาแก๊ะ สันติศาสน์วรกุล ผู้ใหญ่บ้านปะกาจีนอ หมู่ 6 ตำบลดอนรัก ซึ่งเป็นหมู่บ้านตามภูมิลำเนาในทะเบียนบ้านของนักศึกษาที่ถูกจับ เล่าว่า นักศึกษารายนี้เคยมาอยู่ในพื้นที่ปะกาจีนอจริง โดยมาอยู่กับยาย เพราะพ่อของนักศึกษาเสียชีวิต และแม่แต่งงานใหม่ แต่หลังจากยายเสียชีวิต เขาก็กลับไปอยู่กับแม่ แต่ไม่ได้ย้ายทะเบียนกลับไปด้วย

ส่วนบิดากับมารดาของนักศึกษาอีกคนที่มีภูมิลำเนาในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ บอกว่าลูกต้องการเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อทำเรื่องผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร แต่กลับถูกจับ รู้สึกเป็นห่วงลูกมาก ยืนยันว่าลูกไม่มีทางเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายแน่นอน จึงอยากวิงวอนขอให้รัฐบาลช่วยเหลือลูกชายด้วย

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 12.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลจังหวัดกระบี่ เข้าตรวจสอบที่บ้านเลขที่45/3 ม.1 ต.ห้วยน้ำขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ซึ่งเป็นบ้านของ นักศึกษาไทยที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนศาสนามัรกัสตักลิก ซาวารี  ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้สอบถามถึงการศึกษาของนักศึกษาทมี่ถูกจับ พ่อแม่ ให้ข้อมูลว่า จบโรงเรียนสอนศาสนาในจ.สงขลา จากนั้นได้กลับมาเรียนที่โรงเรียนปอเนาะบ้านหินลับ ต.คลองหิน อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ และทางโรงเรียนได้ส่งไปเรียนที่โรงเรียนในปากีสถานเป็นเวลา 2 ปีแล้ว แต่ได้มีการติดต่อกับทางบ้านมาโดยตลอด โดยวันเกิดเหตุได้ส่งไลน์กลับมาว่ากำลังจะขึ้นเครื่องกลับมาไทย เพื่อมาทำเรื่องผ่อนผันทหาร

นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า กระทรวงได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของปากีสถาน ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูต ได้ดําเนินการเพื่อขอเข้าเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือนักศึกษาทั้ง 5 คนตามกฎหมายและระเบียบของทางการปากีสถานแล้ว

"โทษทางกฎหมายในข้อหาครอบครองอาวุธปืน ทางกระทรวงขอตรวจสอบกฎหมายของปากีสถานให้ชัดเจนอีกครั้งว่า รุนแรงแค่ไหน แต่ขอย้ำว่าทางสถานทูตกำลังรอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจปากีสถานเพื่ออนุญาตให้เข้าเยี่ยมเพื่อสอบถามพูดคุยกับนักศึกษากลุ่มดังกล่าวเพื่อให้รับความเป็นธรรมอย่างดีที่สุด"

พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นักศึกษาทั้งหมดปลอดภัยและสุขภาพดีภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ปากีสถาน โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานเข้าไปดูแลพูดคุยเพื่อให้ผู้ถูกควงคุมตัวทั้งหมดเข้าใจระเบียบกฎหมาย สิทธิ์ของตนเอง ร่วมถึงการดูแลช่วยเหลือของกระทรวงการต่างประเทศไทย

"การประสานงานระหว่างทางการปากีสถานและกระทรวงการต่างประเทศของไทยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไทยเข้าไปดูแลนักศึกษาให้เกิดความสบายใจ คลายเครียดและเข้าใจสิทธิ์ของตนตามกฎหมาย โดยยึดหลักการเคารพกฎหมายของแต่ละประเทศที่กำหนดไว้ ขณะเดียวกันผู้ถูกควบคุมต้องได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมตามข้อกฎหมาย"
พลตรีสรรเสริญ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศจะติดตามความคืบหน้าของกรณีนี้อย่างใกล้ชิด และหากครอบครัวของนักศึกษาต้องการส่งข้อความความห่วงใยสามารถดำเนินการประสานผ่านกระทรวงการต่างประเทศได้ตลอดเวลา

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1070 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 49 + 17 =
ความคิดเห็น :