Bookmark and Share

ละติจูดที่ 6 หนังเพื่อสร้างความเข้าใจในแผ่นดินภาคใต้



“ละติจูดที่ 6” เป็นหนังที่จะมาสร้างความเข้าใจ ของคนไทยต่ออิสลามและต่อมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงเมื่อ 10 ปี่ที่ผ่านมา มี “ปีเตอร์” เป็นนักแสดงนำที่ภาพลักษณ์ที่เปี่ยมล้นไปด้วย “รอยยิ้มและมิตรภาพ” ด้วยความหวังว่า จะคลี่คลายความขัดแย้งและความเข้าใจผิดลงได้  ในขณะที่ความขัดแย้งในสังคมมุสลิมในความแตกต่างด้านความเชื่อ นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ พยายามสร้างความเป็นเอกภาพ หนึ่งในนั้น มี “อ.ชาฟีอี นภากร” แห่งศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย

สังคมมุสลิมไทย มีปัญหาความขัดแย้ง “เชิงซ้อน” ในกลุ่มคนมุสลิมเอง มีปัญหาความแตกต่างด้านความเชื่อ “ซุนหนี่-ชีอะห์-วาฮาบีย์” ที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในเกือบทุกวงสนทนา ด้วยบางคนได้ยึดมั่นในความเชื่อของตัวเองและบีบบังคับให้คนอื่นต้องเชื่อตาม ปฏิบัติตาม ในขณะที่ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกมองข้ามจากสังคมมุสลิมโดยส่วนใหญ่ ละติจูดที่ 6 จึงดูเหมือนว่า จะมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์

อาจารย์ชาฟีอี นภากร อิหม่ามประจำมัสยิดศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ครูใหญ่โรงเรียนผู้ใหญ่ธรรมอิสลาม เป็นนักการศาสนาที่มีความพยายามอย่างยิ่งยวดที่ต้องการให้มุสลิมในประเทศไทย รวมถึงมุสลิมทั่วโลกมีความเป็นเอกภาพลดความขัดแย้งในความเชื่อที่แตกต่างกัน ในการอ่านคุตบะห์เกือบทุกวันศุกร์อ.ชาฟีอี พยายามเน้นย้ำ ให้มุสลิมทุกส่วน คณะเก่า คณะใหม่ ซุนหนี่ วาฮาบีย์ หรือ ชีอะห์ เลิกขัดแย้งกัน หันมาสร้าง ความร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์สังคมมุสลิม

“มุสลิมทะเลาะกัน อย่างซาอุฯ กับเยเมน ต้องให้กาเฟร คนนอกศาสนามาตัดสิน ต้องไปคุยกันที่เจนีวายุโรป แทนที่เราจะเจรจากันเอง ใช้หลักการอิสลามเจรจา ให้กุรอ่านเป็นทางนำในการปฏิบัติ เป็นเรื่องน่าอายที่มุสลิมทะเลาะกันต้องให้คนหน้าวัดมายุติศึกยุติปัญหา” อ.ชาฟีอี กล่าวในคุตบะห์วันศุกร์และว่า อย่างกรณีกลุ่มไอเอส ใครเป็นคนสร้างขึ้นมา ยึดอีรักมาเป็นปีๆ แล้ว แม้ตะวันตกบอกว่า ได้โจมตีแล้วโจมตีอีก แต่ก็ยังอยู่ แล้ววันนี้ก็หางโผล่ออกมาว่า จะขอไปตั้งฐานทัพในอิรัก

“สิ่งที่พูดอยากให้เห็นว่า คนไทยอย่าแตกแยก พี่น้องมุสลิมอย่าลืม ให้ยึดมั่นในหลักการอิสลาม และอย่ารุนแรง เพราะรอซูลุลเลาะฮ์ ไม่เคยตัดสินใครแบบรุนแรง กอดอก ไม่กอดอก เรื่องเล็ก บิสมิลละหฮ์ไม่บิสมิลละฮ์ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่บางคนก็ทำเป็นเรื่องใหญ่ ต้องแบ่งสุเหร่า ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งเหล่านี้ พวกกาเฟรพวกศัตรูของอัลเลาะฮ์นำมาเป็นประโยชน์ เพื่อให้เราทิ่มแทงกัน แล้วพวกเขาได้รับความสำเร็จ เราไปบอกอาหรับไม่ได้ แต่เราคนไทยจะต้องเข้าใจกัน ไม่เอาวัฒนธรรมสิ่งเล็กๆ มาเป็นประเด็นใหญ่ คณะเก่า คณะใหม่ ชีอะห์ สุนหนี่ 
สิ่งเหล่านี้ไม่มีในอิสลาม อิสลามสอนให้เป็นมุห์มิน ถ้าไม่ใช่ก็เป็นกาเฟร เป็นมุชริก เป็นมูนาฟิก ชื่ออื่นไม่มี อิหม่ามโน่นอิหม่ามนี้ พิจารณาเถอะ ศาสนาไม่ได้สอนเลย แต่สอนว่า ให้ยึดมั่นในเส้นทางของอัลเลาะฮ์ อย่าแตกแยก ทีวีก็มีเยอะ พูดในอัลกุรอ่าน พูดฮาดิษ ซึ่งคนเรียนสูงก็จริง แต่คนที่ยึดมั่นใตอัลเลาะฮ์และคำสอนของรอซูลุลเลาะฮฺ เขาจะทำอะไรด้วยความรอบคอบ” อาจารย์ชาฟีอี กล่าว ในคุตบะห์ และว่า อย่านำปัญหาเล็กน้อยมาทิ่มแทงพี่น้องมุสลิมเพราะจะเกิดความเสียหาย 

อาจารย์ชาฟีอี พยายามเน้นย้ำให้มุสลิมในแนวทางที่ถูกต้องของอิสลามตามที่อัลเลาะฮ์บอก และรอซูลุลเลาะฮ์นำมาเผยแพร่ 

“จิตใจของเขายังไม่มีอิหม่านจนกว่า
จะคล้อยตามสิ่งที่รอซูลุลเลาะฮฺสอน ต้องเอาตัวบทเป็นตัวตั้ง และจิตใจต้องโน้มน้าวไปทางนั้น บางคนถึงกับบอกว่า ดุนยานี้ สำหรับคนกาเฟร คิดไปสารพัด จนอยู่ในโลกดุนยาลำบาก ซึ่งมีหลักของการอยู่ร่วมกันในสังคมแต่ไม่ได้พิจารณากัน ไม่เข้าใจในเรื่องสังคม นบีไม่ได้สอนจนขยับตัวไม่ได้เลยในการเป็นมุสลิม ในเดือนรอมฎอน เป็นโอกาสให้พวกเราได้มานั่งคุยกัน ในเรื่องต่างๆ เรื่องของศาสนา เรื่องของทำมาหากิน เรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของความสามัคคี มาใกล้ชิดกัน มาศึกษาด้วยกัน”

อาจารย์ชาฟีอีกล่าวว่าที่มุสลิมในประเทศ ไทยขัดแย้งกันมากมาจากปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งความจริงแล้วคำสอนของอิสลามก็คือ ท่านอย่าตายจนกว่าจะเป็นมุสลิม มีเพียงอย่างเดียว ไม่มีกลุ่มไหน คณะไหน เป็นการบ่งบอกถึงความสำคัญ อัลเลาะฮ์สั่งเราว่า อย่าแตกแยกกัน นบีก็บอกว่า อุมัรจะมี 73 จำพวก แต่มีพวกเดียวเท่านั้นที่รอด ตัวจำนวนไม่สำคัญ แต่แสดงให้เห็นว่ามุสลิมแตกแยกกันมาก มีกลุ่มเดียวที่ได้รับการยอมรับ คือกลุ่มที่เดินตามแนวทางของท่านและซอฮาบัร 

“สาเหตุที่มีการรบกันมาจากเรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องศาสนา แต่นำศาสนามาจูงใจว่า เป็นญิฮาด ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์ ซึ่งเรื่องการเมืองก็เป็นแต่ละฝ่ายก็คิดไม่เหมือนกัน แต่ศาสนามีเพียง 1 เดียว ห้ามแตกแยก ให้มีความเป็นพี่น้องกัน ห้ามแบ่งแยกผิวสี 
จะเห็นว่าอิสลามให้การยอมรับทุกสีผิว มีความเป็นพี่น้องกันทั้งหมด อย่างที่ซาอุฯ-เยนเมนรบกัน แต่จะเจรจาต้องไปเจนีวาหรือกรณีปาเลสไตน์ อาหรับไม่มีปัญญาแล้วก็ต้องไปหาอเมริกา ซึ่งแน่นอนว่ายิวก็ได้รับการปกป้อง ปาเลสไตน์ถูกทำเหมือนหมูเหมือนหมา โลกไม่ได้เหลียวแลเลย การโหมโรงเรื่องชีอะห์-สุนหนี่ให้ขัดแย้งกัน คนที่ได้ประโยชน์คือยุโรปกับอเมริกา พวกนี้เวลาประชุมกัน ไม่ได้ประชุมเพื่อแก้ปัญหาแต่ประชุมเพื่อแบ่งเค้กกัน ขายอาวุธกัน” อาจารย์ ชาฟีอี กล่าวและว่า ความขัดแย้งที่รุนแรงเพราะการเมือง และเมื่อมีสื่อทีวีก็ยิ่งอยากแสดงบทบาท โดยใช้แนวทางการเผยแพร่ศาสนาว่าจะต้องแตกหัก แตกต่างจากแนวทางของรอซูลุลเลาะฮ์ที่เน้นการรอมชอมประณีประนอม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องปรับปรุง ตนเองก็พยายามที่จะให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องก็คงช่วยได้บ้าง

เสียงเรียกร้องเชิญชวนของอาจารย์ชาฟีอี ต้องการให้มีความเป็นเอกภาพในกลุ่มมุสลิม  เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในหมู่มุสลิมด้วยกัน แต่ในสังคมมุสลิมยังมีอีกปัญหาหนึ่ง คือ ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กว่า 10 ปี ที่มีเหตุการณ์รุนแรง ได้ทำลายภาพลักษณ์ที่ดีงามของสังคมมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แทบหมด ต้องรื้อฟื้น สร้างสรรค์กันใหม่ของหลายคนหลายกลุ่มสร้างภาพลักษณ์ที่ดีงามอย่างที่เคยเป็นกลับคืนมา 

ละติจูดที่ 6 ภาพยนตร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ ที่ผู้สร้าง 
ผู้กำกับและผู้สนับสนุนต้องการให้เกิดความเข้าใจถึงสภาพที่แท้จริงในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ “เจมส์” ธนดล นวลสุทธิ์ ผู้กำกับหนังละติจูดที่ 6 มีแนวคิดทำหนังแนวฟีลกู้ด (ภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกที่ดี) ของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ในแง่มุมของความรัก ความผูกพัน น้ำใจ และเรื่องราวดีๆ ของผู้คนที่นั่น ด้วยความเชื่อและศรัทธาว่า บ้านเกิดเมืองนอนที่เขาใช้ชีวิตมาตั้งแต่เกิด จะกลับมาสงบสุขดังเดิม ผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ 

“เจมส์” ธนดล กล่าวว่า  หนังละติดจูดที่ 6 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยหนังจะพูดถึงชีวิตของคนที่นั่น เล่าผ่านมุมมองของคนกรุงเทพฯ ที่มีโอกาสได้เดินทางไปทำงานที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้ไปเจอกับผู้คนที่นั่น เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักชาวมุสลิม คือนางเอก มีความรักความผูกพันกับคนกรุงเทพฯ พูดง่ายๆ มันเป็นหนังรัก 
โดยการคัดเลือกนักแสดงได้ ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล เป็นนักแสดงนำ ซึ่งส่วนตัวเขาคิดว่า ปีเตอร์มีความสดมากกับหนัง เพราะยังไม่ค่อยมีผลงานเกี่ยวกับภาพยนตร์เท่าไหร่ อีกทั้งปีเตอร์ มีคาแรกเตอร์ตรงกับในหนังมากเขาเป็นนักดนตรี ที่เข้าใจเป็นอย่างดีถึงความรู้สึกของนักดนตรี

ส่วนนางเอกคือ “โบว์ลิ่ง” ปริศนา กัมพูสิริ เป็นนางเอกใหม่ มารับบทเป็นสาวมุสลิม ที่มีความรักกับคนกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมี “เม้าส์” ณัฐชา จันทพันธ์ “ภีม” ภาคิน จิกิตศิลปิน ฯลฯ ซึ่งนักแสดงทุกคนตรงกับคาแรกเตอร์ ที่เราวางไว้ตั้งแต่แรกทั้งหมด

“การถ่ายทำกว่า 80% ทีมงานได้ยกไปถ่ายทำกันที่ จ.ปัตตานี ตอนที่ยกกองไปถ่ายทำ ทางกองถ่ายไม่ได้เจอกับเหตุการณ์อะไรแต่จะมีบริเวณพื้นที่รอบๆ บ้าง ไม่ได้ส่งผลกระทบ อะไรกับกองถ่าย ที่ตัดสินใจลงไปถ่ายทำที่ปัตตานี จากการได้ลงไปดูพื้นที่เห็นโลเกชั่น แล้วรู้สึกว่ายังมีโลเกชั่นสวยๆ ที่ยังไม่มีคน
ได้ไปและรู้สึกว่ามันปลอดภัย ในหนังได้สื่อถึงความรู้สึกของคนในพื้นที่ว่า ทุกอย่างจะกลับมาปลอดภัยเหมือนเดิมได้ เราจึงไม่อยากหลอกตัวเองและคนดู ที่จะไปถ่ายทำในสถานที่อื่น แต่อ้างว่าเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้” เจมส์กล่าว

อย่างไรก็ดีผู้กำกับเล่าอีกว่า ต้องใช้เวลา
ในการหานักแสดงหลายเดือนมาก เพราะนักแสดงหลายคนถึงกับถอดใจและรู้สึกกลัวความไม่ปลอดภัย ที่ต้องลงไปถ่ายทำในพื้นที่ จ.ปัตตานี จริงๆ แต่นักแสดงที่ตกปากรับคำมาเล่น จนถ่ายทำเสร็จเรียบร้อยนั้นกลับไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย

“ข้อคิดของหนังมาจากโจทย์คือ ขอให้มีศรัทธาและมีความเชื่อ ถ้ามีความเชื่อ ทุกอย่างจะเป็นไปได้อย่างผู้คนที่นั่น ยังมีอีกหลายคนที่เขายังใช้ชีวิตอยู่ ทำไมถึงยังใช้ชีวิตที่นั่นอยู่ได้ มันแสดงให้เห็นว่า เรื่องราวดีๆ ยังมีอยู่ เราอยากให้คนเปิดใจกับหนัง 
คนอาจจะคิดว่า พอเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับภาคใต้ อาจจะฟังดูซีเรียส แต่อยากให้เปิดใจไปลองดู แล้วจะเห็นอะไรอีกเยอะ”

ด้านปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล พระเอก “ละติจูดที่ 6” กล่าวว่า ถือว่าเป็นหนังเรื่องแรกของเขา บทบาทที่ได้รับ ได้เล่นเป็นพนักงานธนาคารที่ถูกส่งตัวไปดูเรื่องระบบใหม่ของทางธนาคารที่ภาคใต้ โดยเนื้อหาของหนังจะเล่าผ่านสายตาของเขาในฐานะของคนกรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อไปถึงภาคใต้จะมีความรู้สึกระแวง เพราะได้เห็นข่าวทางโทรทัศน์ ทำให้เหมือนเป็นภาพติดตา

“หนังเรื่องนี้จะเล่าถึงผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ภาคใต้ แล้วก็จะมีเรื่องของความรัก ระหว่างคนไทย-พุทธ และไทย-มุสลิม กองทัพบกให้การสนับสนุนเพราะต้องการคลี่คลายสถานการณ์ภาคใต้ เพราะว่าธุรกิจที่ภาคใต้ตอนนี้คนไม่กล้าลงไปเที่ยว คนที่อยู่ในท้องถิ่นก็เริ่มรู้สึกกลัวไปด้วย ทำให้เกิดมีการโยกย้าย จริงๆ แล้วภาคใต้ยังมีความเป็นธรรมชาติที่สวยมาก มีทะเล มีป่า ซึ่งหนังเรื่องนี้จะทำให้คนเห็นว่า ภาคใต้มีสถานที่สวยงามอย่างนี้อยู่”

ปีเตอร์ กล่าวว่า บรรยายกาศระหว่าง
การถ่ายทำ มีแต่เรื่องที่สนุกสนาน และไม่มีสถานการณ์อะไรที่ดูเป็นอันตราย ทว่ากลับรู้สึกตื่นเต้นมากกว่า แล้วที่น่าประทับใจ คือ คนท้องถิ่นที่นั่นน่ารักมาก เหมือนกับว่าเขาเริ่มจะเหงากัน เพราะไม่มีคนมาเที่ยวนานแล้ว ทุกคนที่นั่นมีความสุขกันดี แต่ก็มีการระวังตัว อย่างเช่น ตอนกลางคืนจะไม่มีใครออกไปไหน “ผมเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี ตัวหนังก็น่ารัก มีการให้ข้อคิดที่ว่า ในที่สุดแล้วเราก็เป็นคนไทยด้วยกันทุกคน ผมว่าผู้ชมจะได้เปิดตา เปิดใจกันมากขึ้นกับสถานการณ์ภาคใต้ และหนังจะบอกว่าท้ายที่สุดแล้วเราก็เป็นมนุษย์เหมือนกันทุกคน สามารถอยู่ด้วยถ้ามีการพูดคุยกันได้” ปีเตอร์กล่าวสรุป

การลงพื้นที่ไปถ่ายทำภาพยนตร์ละติจูด ทีมงานใช้เวลา 2 ปี ในการวางแผนงานเลือก
โลเกชั่น  เขียนบทและแก้ไขบทให้ตรงกับความเป็นจริงในพื้นที่ ไม่ขัดแย้งกับหลักศาสนาและความรู้สึกของคนในพื้นที่

“มีการแก้ไขบทเยอะมาก เสร็จแล้ว
ก็ไปให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานีดู เมื่อเขาผ่านจึงถ่ายทำ แต่เมื่อถ่ายทำออกมาแล้ว ก็ต้องมาแก้ไขอีก ก็ต้องมาถ่ายซ่อมอีก ซึ่งต้นทุนสูงมาก ซ่อมฉากหนึ่ง ใช้ทุนประมาณ 500,000 บาท แต่เราก็ต้องทำ กองถ่ายที่ยกลงไปก็เป็นกองใหญ่ หนังของเราเป็นหนังฟอร์มใหญ่ เพราะคิดว่า เมื่อสร้างแล้ว ก็ต้องทำให้ดีที่สุด” ปนัดดา รักษาแก้ว ผู้อำนวยการบริษัท ยูซีไอ มีเดีย ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้าง กล่าว  

เธอกล่าวว่า สิ่งที่เราสัมผัสในการลงพื้นที่ คือ ความเป็นมิตรของชาวบ้าน พวกเขามาดูการถ่ายทำทุกวัน 3-4 วันแรก อาจจะมองตากันด้วยความหวาดระแวงของทั้ง 2 ฝ่าย 
ฝ่ายเราก็ระแวง ชาวบ้านก็คงระแวงว่า เราจะมาอะไรกันแน่ เมื่อรู้เป้าหมายว่า เรามีทำเพื่อ3 จังหวัด ชาวบ้านก็เข้าใจ หลังจากนั้นก็กลายเป็นมาแฟนคลับอย่างเหนียวแน่น นำอาหาร ขนมมาให้กองถ่าย ทุกคนก็ชอบ ขนมบางอย่างก็ไม่เคยเห็น อร่อยด้วย

“เราถ่ายวันนี้ เขาก็มาถามว่า พรุ่งนี้จะไปถ่ายที่ไหน เราก็ไม่กล้าบอก ก็บอกว่า ยังไม่รู้เลย แต่พอตอนเช้าก็มีชาวบ้านมารอหน้าโรงแรม มีรถกระบะขนของกิน ขนมมา กลายเป็นแฟนคลับที่ไปไหนไปด้วย” ปนัดดา กล่าวว่า และการลงพื้นที่ 3 จังหวัด ทำให้มุมมอง
เปลี่ยนไป เห็นสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่สวยงามจำนวนมาก เพราะก็พยายามนำสิ่งที่สวยงามมาถ่ายทอด เพื่อให้คนได้เห็น และอยากไปสัมผัสในสถานที่จริง

ความรู้สึกของผู้อำนวยการสร้างได้เปลี่ยนแปลงไปหลังลงพื้นที่ถ่ายทำรายการ เช่นเดียวกับดาราหลายคนที่มีความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปเหมือนกัน 

ต๊อบ สหัสชัย ชุมรุม ซึ่งแสดงเป็นโต๊ะอิหม่าม เป็นครูฮัซซัน พ่อของนางเอก กล่าวว่า “ตัดสินใจไม่นานที่รับแสดงหนังเรื่องนี้ ที่บ้านคัดค้าน แต่ก็ยืนยันที่จะแสดงและลงพื้นที่ไปถ่ายทำในภาคใต้ ซึ่งอย่างที่เราทราบจากข่าวว่า ภาคใต้มีความรุนแรง ไปแรกๆ ก็กลัวๆ อยู่เหมือนกัน แต่อยู่ซักพักก็เห็นว่าไม่มีอะไร ชาวบ้านน่ารักมาก เป็นมิตรกับกองถ่ายมาก เอาขนม เอาของกินมาให้ บางอย่างเราก็เคยเห็นที่กรุงเทพฯ แต่ก็อร่อยมาก ได้ลงพื้นที่ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไป ไม่มีความรุนแรงอย่างที่เราเข้าใจกัน ชาวบ้านทุกคนเป็นมิตรมาก ถ่ายทำโดยไม่มีอะไรกดดันเลย” เขากล่าวและว่า สิ่งที่กดดันก็เป็นเรื่องของบทที่ได้รับเป็นโต๊ะอีหม่าม ซึ่งเราก็ต้องแสดงให้สมบทบาท ก็กดดันว่า เราจะทำอะไรไม่ถูกหรือไม่มากกว่าอย่างอื่นไม่กดดันอะไร

เช่นเดียวกับ ภีมส์–ภาคิน บวรศิริลักษณ์ นักแสดงนำรุ่นเยาวชน ซึ่งรับบทเป็นกอเซ็ม นักกีฬาเทควนโด กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ตัดสินใจด้วยตัวเองแสดงหนัง ละติจูดที่ 6 ทางบ้านไม่มีปัญหาอะไร

“ส่วนตัวอยากไปเที่ยวภาคใต้ เพราะมีหลายอย่างที่น่าสนใจ ก็เป็นโอกาสที่จะได้ลงไปภาคใต้ ซึ่งลงไปตอนแรกก็กลัวๆ บ้าง จากที่เราดูจากข่าว มีความรุนแรง แต่พอลงไปจริงก็ไม่มีความรุนแรงอะไร ใช้ชีวิตเหมือนปกติ และชาวบ้านก็น่ารักมาก ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง เห็นว่า ภาคใต้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เรารู้สึก” ภีมส์ กล่าว 

ความรู้สึกที่เปลี่ยนของนักแสดง เป็นเป้าหมายหลักของหนังที่ต้องการเปลี่ยนมุมมองของคนไทยทั้งประเทศให้เข้าใจพื้นที่ภาคใต้ว่า เป็นพื้นที่ๆ ไม่ใช่มีความรุนแรง แต่มีความรัก ความศรัทธา และความดีงาม ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายการสนับสนุนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ในการให้การสนับสนุนสร้างหนังละติจูดที่ 6 

“กอ.รมน.ต้องการเสริมสร้างความเข้าใจว่า ในพื้นที่เป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดี หรือเลวร้าย เป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้เราต้องมาแก้ปัญหากัน ที่ผ่านมา ก็ได้ประชาสัมพันธ์ผ่านวิทยุ โทรทัศน์ สารคดี แต่ก็ยังไม่อิน แต่ถ่ายผ่านภาพยนตร์คนได้ไปนั่งในโรง 2 ชั่วโมงก็ทำให้คนเข้าใจได้ และการผ่านนักแสดงในการนำเสนอภาพบวก ซึ่งมีผู้ติดตามเยอะก็จะสร้างความเข้าใจได้ง่าย” พล.ต.นักรบ บุญบังทอง รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติ 5 (ศปป.5 กอ.รมน.) กล่าว และว่า สิ่งที่ให้โจทย์กับผู้สร้างไปก็คือจะต้องนำเสนอสิ่งที่เป็นวัฒนธรรม 
หรือสิ่งที่เป็นความภูมิใจของเขา อาทิ วังเก่า วังยะหริ่ง มัสยิดกลางปัตตานี ซึ่งเป็นสิ่งที่เอาโชว์สร้างความภูมิใจให้กับประเทศไทย 

“คิดว่า อย่างน้อยๆ มองในสิ่งที่ดี เสนอสิ่งที่ดี ผ่านความดีงาม ความรัก ความเอื้อเฟื้อ เอาใจใส่กันระหว่างต่างเผ่าพันธุ์ ทำให้เราเข้าใจว่า ความรุนแรงมันเป็นส่วนที่เล็กน้อย ในความเป็นจริง ถ้าสังเกตดูในการเข้าไปถ่ายทำ ในอาทิตย์ 2 อาทิตย์แรก 
เราใช้กำลังของกอ.รมน.เข้าไปรักษาความปลอดภัย แต่หลังจากนั้นคนในพื้นที่เขาดูแลกันเองเลย เขาก็อยากให้คนภาคอื่นเห็นว่า ภาคใต้มีอะไร อยากจะโชว์อยากจะอะไร เพราะมีเยอะ อยากให้เกิดความเข้าใจกัน เป็นไปตามเป้าหมายของเราที่ต้องการใช้เป็นสื่อในการแก้ปัญหาภาคใต้ในเรื่องของความเข้าใจว่า ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมในประเทศไทย เราอยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่ว่าต่างวัฒนธรรม ต่างชนชาติ ต่างศาสนาจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ ซึ่งเราสื่อให้เห็นเลยว่า อัตลักษณ์ที่ดี ที่สวยงามของคนมุสลิมมันเป็นอย่างไร คนนอกพื้นที่อาจจะมองคนมุสลิมแบบไหนก็ตาม แต่ถ้าได้ดูหนังเรื่องนี้จะเห็นความดีงาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลักศาสนา เรื่องวัฒนธรรม ชนชาติ เรื่องของศรัทธาเป็นสิ่งที่ดีและสวยงามมาก” พล.ต.นักรบ กล่าว 

เขากล่าวว่า มีการแก้บทหนังหลายครั้ง และได้เอาไปให้คณะกรรมการอิสลามฯ ผู้รู้ และคนในพื้นที่ดูว่าการดำเนินเรื่องผิดหรือไม่ ซึ่งเรากลัวมาก เราต้องการสร้างให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมจริงๆ 
 

“สิ่งที่จะแก้ได้มากคือ ทำให้สังคมเข้าใจ ให้เกียรติกันและกัน เคารพในศักดิ์ศรีกันและกัน ทำให้อยู่ด้วยกันได้” พล.ต.นักรบ กล่าว 

ละติจูดที่ 6 จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่
จะเสริมสร้างความเข้าใจของคนนอกพื้นที่ต่อคนมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นสิ่งดีงามของกันและกัน ซึ่งจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสงบ สันติอย่างแท้จริง 

ภาพยนตร์          : “ละติจูดที่ 6”
                  ฉาย 23 กรกฎาคม 2558 นี้ ทุกโรงภาพยนตร์
ผลิตโดย          : บริษัท ยูซีไอ มีเดีย จำกัด
อำนวยการสร้างโดย :     ปนัดดา รักษาแก้ว
กำกับโดย          : เจมส์ ธนดล นวลสุทธิ์
แสดงโดย          : ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล (ปีเตอร์), ปริศนา กัมพูสิริ (โบลิ่ง), สหัสชัย ชุมรุม (สต๊อป), ณัฐชา จันทพันธ์ (เม้าส์), 
 วิรพร จิรเวชสุนทรกุล (มายด์), ภาคิน บวรศิริลักษณ์ (ภีม), พันจ่าอากาศเอก วีรยุทธิ์ นานช้า (บ่าววี), ชินารดี อนุพงษ์ภิชาติ (น้องใยไหม)  

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2558
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 961 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 8 + 87 =
ความคิดเห็น :