Bookmark and Share

ตรวจสอบต่อ กองทุนทีวีจานดำ รอวันล้มหรือไม่



กองทุน 380 ล้านบาท เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง “ต้องปักธงแดง” มีปัญหาตั้งแต่การดำเนินการ จนถึงการบริหารโครงการเกือบทุกโครงการและมีโอกาสล้มสูงเพราะขาดเงินหมุนเวียน ถูกคู่ค้าฟ้องแล้วหลายรายการ ล่าสุด เจ้าของที่ดินได้ยึดที่ดินคืนแล้ว เนื่องจากผิดสัญญาการชำระเงิน

ความเป็นมาของกองทุนกองทุน 300 ล้านบาท ก่อตั้งโดยสถานีโทรทัศน์จานดำแห่งหนึ่งใช้ความน่าเชื่อถือของความเป็น “โต๊ะครู” โน้มน้าวพี่น้องมุสลิมโดยประกาศทางสถานีโทรทัศน์ระดมเงินลงทุนในหลายกิจการหลายรายการ เบื้องต้นระดมทุน 300 ล้านบาท และต่อมาได้ขยายการระดมทุนเพิ่มอีก 300 ล้านบาท แต่มีปัญหาภายใน “โต๊ะครู” จำนวนหนึ่งเห็นว่าดำเนินการผิดหลักการศาสนา โดยนำเงินจากการระดมทุนมาจ่ายปันผล ไม่ใช่เงินจากผลประกอบการ จึงถือว่าเป็นดอกเบี้ย จึงได้ลาออกมาทำให้กองทุนระดมทุนรอบ 2 ได้เพียง 80 ล้านบาท แต่กองทุนก็ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการชักชวนผู้ร่วมทุนรายใหญ่เข้ามาเสริมสภาพคล่อง อย่างไรก็ตาม ไม่เป็นที่เปิดเผยชัดเจนว่า เงินที่ระดมได้มีจำนวนเท่าไหร่ ตัวเลขจากผู้ระดมทุนระบุว่า 380 ล้านบาท แต่บางกระแสระบุว่ามีจำนวน 680 ล้านบาท เนื่องจากไม่มีผู้ตรวจสอบบัญชีที่ถูกต้องตามกฎหมายรับรองงบดุล ผู้ระดมทุนเขียนรายละเอียดของจำนวนเงินและรายได้เอง 

ความเสี่ยงของกองทุน 
1.เป็นกองทุนที่ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย จากการควบคุมตรวจสอบจากฝ่ายที่บังคับใช้กฎหมาย คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เมื่อมีปัญหาผู้ร่วมทุนอาจไม่ได้รับเงินคืน ในขั้นต้นอาจผิดกฎหมายหลายฉบับจากการไม่จดทะเบียนกองทุนและมีการระดมทุนผ่านการโฆษณาทางสถานีโทรทัศน์ 
2.การระดมทุนเพื่อลงทุน จะต้องกำหนดมูลค่าวงเงินการลงทุน ระยะเวลาการลงทุน และธุรกิจที่จะไปลงทุนอย่างชัดเจน แต่กรณีของกองทุนทีวี ไม่มีระบุ
3.กองทุนไม่มีระบบตรวจสอบบัญชี โดยผู้ตรวจบัญชีที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย งบดุลจึงไม่อาจเชื่อถือได้
4.มีการลงทุนที่หลากหลาย ในกิจการที่กำลังมีปัญหา โดยที่ผู้บริหารกองทุนขาดความเข้าใจ จึงส่งผลให้เกิดปัญหาในเกือบทุกกิจการที่ไปลงทุน 
5.บุคคลที่ทำหน้าที่บริหารกองทุน “ถูกศาลสั่งล้มละลาย” ทำให้ในการทำธุรกรรมไม่สามารถลงชื่อของตัวเองได้ ต้องใช้ชื่อของบุคคลอื่น และชื่อของมูลนิธิมาดำเนินการ แต่เป็นบุคคลที่บริหารเงิน และมีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารเงิน การเก็บรักษาเงินทั้งหมด
6.หลายกิจการที่ลงทุนมีปัญหา ต้องยกเลิกการลงทุน เปลี่ยนแปลงการลงทุน และยักย้ายถ่ายเทที่ใช้ในการลงทุน
7.การกำหนดกิจการที่ลงทุนขาดความแน่นอน และมีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อโครงการเดิมล้มไปก็ผุดโครงการใหม่ในการลงทุน แสดงให้เห็นถึงการขาดความเป็นมืออาชีพ ขาดความเชี่ยวชาญ 
8.โอกาสที่ผู้ร่วมทุนจะได้รับเงินต้นคืนมีโอกาสน้อยมาก 

โครงการที่ลงทุนและปัญหา 
1.โครงการหมู่บ้านที่หนองจอก บนที่ดินประมาณ 91 ไร่ เปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 ด้วยความเร่งรีบ มีบ้าน 176 หลัง บ้าน 2 ชั้นขาย 4 ล้านบาท 1 ชั้น 3 ล้านบาท โดยมีโปรโมชั่นว่า มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทีวี สวนหย่อมสำหรับพักผ่อน สถานรักษาพยาบาล ร้านสะดวกซื้อที่ฮาลาล 47 นิ้วเครื่องปรับอากาศ โดยมีการนำโฉนด (อะไรไม่รู้) ใส่ตะกร้ามาโชว์ในวันเปิดงานก่อนเปิดตัวโครงการมีการขายโครงการไปแล้ว 2 ปี มีคนให้ความสนใจจองโครงการพอสมควร ทั้งเงินสดและซื้อผ่อน โดยในระยะแรก ผู้บริหารโครงการขายที่ดินเปล่าด้วย แต่ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนเป็นขายบ้านพร้อมที่ดิน 

ปัญหาและความเสี่ยงของโครงการ
1.ไม่ได้จดทะเบียนเป็นโครงการหมู่บ้านจัดสรร 
2.มีเจ้าของที่ดิน 19 ราย โดยได้จ่ายเงินให้กับเจ้าของที่ดินเพียงแค่เงินมัดจำ จำนวนเล็กน้อย เมื่อเทียบกับมูลค่าที่ดิน จำนวน 90 กว่าล้านบาท ยกตัวอย่าง ที่ดินของคุณ “นิธินันท์” และคุณพ่อ จำนวน 20 ไร่ อยู่ด้านหน้าโครงการ มูลค่าประมาณ 20 ไร่ แต่มีการจ่ายเงินในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เพียง 30 ล้านกว่าบาท เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 มีการนัดหมายกับเจ้าของที่ดินเพื่อไปตกลงกันที่สำนักงานที่ดินสาขาหนองจอก แต่ฝ่ายผู้ซื้อเบี้ยวไปพบผู้ขาย ต่อมามีการประสานเพื่อตกลงกันอีกครั้ง โดยอ้างชื่อโต๊ะครูใหญ่ แต่การเจรจาไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้ขายที่ดินรับเงื่อนไขไม่ได้ที่จะมีการผ่อนจ่ายเป็นระยะเวลา 4 ปี ทางผู้ซื้อจึงล้มเลิกการเจรจา เจ้าของที่ดินจึงขอยึดที่ดินคืน โดยดำเนินการตัดน้ำตัดไฟและล้อมรั้วที่ดิน ห้ามผู้จะซื้อที่ดินเข้าไปในที่ดิน อยู่ระหว่างการดำเนินการ เจ้าของที่ดินระบุว่าจะนำที่ดินมาจัดสรรเอง โดยร่วมกับผู้ลงทุนรายใหม่ โดยยอมที่จะสู้คดีในศาลหากฝ่ายผู้ซื้อที่ดินจะฟ้องร้องเนื่องจากผู้ซื้อที่ดินผิดสัญญาไม่จ่ายเงินตามที่ตกลงกัน 
เท่าที่รับทราบกับเจ้าของที่ดินอีก 17 ราย ก็จ่ายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 
3.ที่ดินอยู่ในระหว่างจำนองกับสหกรณ์การเกษตรหนองจอก อยู่ระหว่างการดำเนินการยึดทรัพย์ จำนวนหนี้ทั้งหมด 8 ล้านบาท แต่มีการจ่ายเงินเพียง 4.1 ล้านบาท เหลือ 3.9 ล้านบาท มีการตกลงชำระเงินในเดือนสิงหาคม 2557 แต่ไม่ได้ชำระเงินตามที่ตกลงกัน
4.มีผู้ซื้อที่ดินจำนวนหนึ่งแปลงอยู่ระหว่าง การฟ้องร้อง เพราะได้จ่ายเงินหมดแล้ว เกือบ 3 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับโอนที่ดิน ต่อมาผู้ซื้อมีความประสงค์จะขอเงินคืน แต่ยังไม่ได้รับเงินคืน 
5.การก่อสร้างโครงการมีปัญหาค้างจ่ายเงินผู้รับเหมาจำนวน 2 ราย มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท รายหนึ่งฟ้องร้องต่อศาลมีนบุรีแล้ว อีกรายอยู่ระหว่างการฟ้องร้อง 
6.โครงการนี้มีการระบุว่า มีการร่วมทุนจากนักลงทุนจากตะวันออกกลาง มูลค่า 206 ล้านบาท มีการจ่ายเงินมาแล้วบางส่วน ประมาณ 100 ล้านบาท แต่น่าสงสัยว่า เงินถูกนำไปไหน จึงไม่นำมาบริหารโครงการ ซึ่งหากนำเงินจำนวนนี้มาบริหารโครงการ จ่ายเงินให้กับเจ้าของที่ดินบางส่วน และจ่ายชำระหนี้ให้กับสหกรณ์การเกษตรหนองจอก ก็สามรถไถ่ถอนโฉนดเพื่อดำเนินโครงการต่อได้ แต่เงินไม่ถูกนำมาใช้ในการดำเนินโครงการ
7.มีเงินจากผู้สนใจโครงการ จ่ายมัดจำ จำนวนหนึ่งแต่ไม่ถูกนำมาใช้บริหารโครงการ น่าสงสัยว่าเงินถูกนำไปไหน 
8.การลงทุนในโครงการเหมือน “จับเสือมือเปล่า” จ่ายเงินเพียงเล็กน้อย เพื่อเป็นข้ออ้างในการระดมทุน ซึ่งไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้บริหารกองทุนว่ามีเจตนาอะไร 
9.โครงการน่าจะล้มไปในอีกระยะเวลาไม่นาน หากไม่จ่ายเงินที่ค้างชำระ และไม่ชำระหนี้ให้กับสหกรณ์ 
2.โรงพยาบาล มีการเปิดตัวไปหลายเดือนก่อน แต่เข้าใจว่ายังไม่ได้รับใบอนุญาต ยังไม่ผ่านโยธาและสิ่งแวดล้อม ล่าสุดได้ปิดกิจการชั่วคราว อ้างว่าเพื่อติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์
3.เรื่องการลงทุนใน “สามสมุทร” บริษัทผลิตอาหารแช่แข็ง โรงงานแห่งหนี้ เป็นหนี้ เอ็กซิมแบงก์ และกำลังจะโดนยึด กองทุนเลยเข้าไปร่วมทุน ถือหุ้น 49% แต่จะต้องจ่ายเงิน 550 ล้าน จ่ายหนี้ธนาคารประมาณ 300 ล้านบาท และจ่ายหุ้นเพิ่มให้สามสมุทรอีก 250 ล้านบาท แต่กองทุนได้จ่ายเงินเพียง 90 ล้านบาท ซึ่งทาง “สามสมุทร” ระบุว่า สัญญายังไม่สมบูรณ์เพราะจ่ายเงินยังไม่ครบตามจำนวนที่ตกลงกัน จึงยังไม่จ่ายปันผล สวนทางกัลป์ผู้บริหารกองทุนที่ระบุว่า ได้รับเงินปันผลเดือนละ 3 ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ผู้บริหารกองทุนจะต้องนำหลักฐานการโอนเงินมาแสดงว่าโกหกหรือพูดจริงขณะเดียวกันการผลิตของสามสมุทรก็มีปัญหาเรื่อง “ฮาลาล” 
4.ลงทุนในยางพารา ผู้บริหารยอมรับว่า ได้ยุติโครงการเพราะมีปัญหาผู้บริหารไปมีภรรยาน้อย จึงนำเงินไปใช้ส่วนตัว แต่มีรายงานว่า ยังค้างค่าแรงเด็กอยู่ 3 เดือน
ที่กล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารของกองทุน 380 ล้านบาท ที่เต็มไปด้วยปัญหา และความน่าสงสัย ขาดความน่าเชื่อถือจะเห็นได้ว่า โครงการมีปัญหาเกือบทุกโครงการ แต่มีการปันผลแล้ว 2 ปี เอาเงินมาจากไหน เป็น การดำเนินการที่ผิดหลักศาสนาหรือไม่ ที่มีการนำเงินจากการระดมทุนใหม่ มาจ่ายปันผล แม้ในการชี้แจงผู้บริหารจะนำเอกสารการจัดตั้งบริษัทหลายบริษัทมาแสดง ยืนยันว่าเป็น การทำธุรกิจไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ การดำเนินธุรกิจหรือแชร์ลูกโซ่ไม่ได้อยู่ที่การจัดตั้งบริษัทหรือไม่ เพราะคนที่ทำแชร์ลูกโซ่ส่วนใหญ่ก็มาในรูปบริษัทแต่อยู่ที่วิธีการการลงทุน หากจ่ายปันผลด้วยกำไรถือว่าเป็น การทำธุรกิจ แต่หากเป็นการนำเงินลงทุนใหม่ มาจ่ายปันผลก็เข้าข่ายว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ อยู่ที่ผู้บริหารกองทุนจะเคลียร์ได้มากแค่ไหน กองทุน 380 ล้านบาท อาจเดินมาจนถึง “ลมหายใจสุดท้าย” ในอีกไม่นานหากสถานการณ์ยังเป็นอยู่เหมือนปัจจุบัน ตอนนี้ผู้ลงทุนเริ่มจะมีปัญหา เห็นได้จากการเคลื่อน ไหวเรียกร้องเงินปันผลเมื่อตอนต้นปี จนโต๊ะครู บางคนอยู่ไม่ติด ต้องเอาเงินจากคนๆ หนึ่ง 18 ล้านมาช่วย จึงหายใจได้อีกเฮือกหนึ่ง แต่จะอยู่ได้นานแค่ไหนไม่อาจบอกได้ แต่คาดว่าไม่นาน เพราะมีผู้ลงทุนบางส่วนขอคืนเงินต้น เพราะครบกำหนด 1 ปี ตามที่สัญญาแต่ผู้บริหารกองทุนผัดผ่อนออกไปอีก 6 เดือน ถึงเวลานั้น จะมีเงินจ่ายหรือไม่ 

โปรดติดตามด้วยใจระทึก!  
     
หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2558
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 681 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 70 + 45 =
ความคิดเห็น :