Bookmark and Share

แฉบริษัทนำเข้า อินทผาลัมมุสลิมรายใหญ่ของไทยนำเข้าอินทผาลัมจากอิสราเอล


แฉบริษัทนำเข้า อินทผาลัมมุสลิมรายใหญ่ของไทยนำเข้าอินทผาลัมจากอิสราเอล

ตามที่ประเทศอิสราเอลได้กระทำรุนแรงต่อพี่น้องมุสลิมปาเลสไตน์จนเสียชีวอตบาดเจ็บจำนวนมาก โดยเฉพาะการถล่มเมือปี 2557 กาซ่าในปาเลสไตน์กลายเป็นซากปรักหักพัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของได้มีภาคประชาชนของหลายประเทศทุกศาสนา รวมทั้งประเทศไทย ได้ตั้งกลุ่มBDS Movement Thailand หรือการรณรงค์คว่ำบาตรอิสราเอลแห่งประเทศไทย โดยได้รวบรวมข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับิสราเอลในทุกๆด้าน ทั้งด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม โดยในด้านเศรษฐกิจ มีข้อมูลที่่น่าสนใจ ระบุว่า  ในเวบไซด์http://www.bdsthailand.org ว่า 

ในแง่เศรษฐกิจ ข้อตกลงทวิภาคีทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและอิสราเอลได้มีส่วนช่วย เสริมสร้างการพัฒนาทางการค้าและธุรกิจอย่างมาก โดยมูลค่าการค้าร่วมระหว่าง สองประเทศนี้มากถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีพ.ศ. 2555 จากเพียง 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีพ.ศ. 2528 แม้รายงานจะไม่พบข้อมูลของบริษัทไทยที่ลงทุนในอิสราเอลอย่างเป็นทางการ แต่พบว่าบริษัทของอิสราเอลจำนวนมากมาลงทุนในประเทศไทย หรือมีธุรกิจส่งออกมาประเทศไทยในส่วนของเทคโนโลยีการเกษตรและสารเคมี ไอทีและการสื่อสารโทรคมนาคม วิทยาศาสตร์ อสังหาริมทรัพย์ เครื่องประดับ เครื่องสำอางค์และอื่นๆ  บริษัทเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับภาคทหารของอิสราเอล ถือว่ามีส่วนรู้เห็นในการที่อิสราเอลละเมิดกฎหมายระหว่างต่างประเทศ และละเมิดสิทธิ มนุษยชน และช่วยสนับสนุนในการขยายถิ่นฐานทีผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในเขต เวสก์แบงก์และกรุงเยรูซาเล็มตะวันออก ตัวอย่างเช่น (1) ชา Adanim ซึ่งมีขายอยู่ใน ร้านกาแฟ Au Bon Pain ทั่วประเทศไทย ผลิตจากสมุนไพรในบริเวณหุบเขาจอร์แดน ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอล (2) อินทผาลัมยี่ห้อ Medjoul ซึ่งมีขายอยู่ในร้าน Tops Supermarket ทั่วประเทศไทยเช่นกัน มีการปลูกในถิ่นฐานที่ผิด กฎหมายของชาวอิสราเอลและใช้น้ำของชาวปาเลสไตน์ (3) เครื่องสำอางยี่ห้อ Jericho ซึ่งมีขายอยู่ในห้างสรรพสินค้าหลายแห่งทั่วประเทศไทย ผลิตจากแร่ธาตุในทะเลเดดซีที่อยู่ในเขตเวสก์แบงก์ (4) เสื้อผ้ายี่ห้อ Fox และ Castro ที่มีขายในร้านค้ากว่า 100 แห่งทั่วประเทศไทย ก็มีร้านค้าจำนวนมากตั้งอยู่ในบริเวณ ถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลด้วย

นอกจากนี้ไทยและอิสราเอลยังร่วมมือกันในด้านวิทยาศาสตร์ วิชาการ และการฝึกอบรม ผ่านทางสถาบันต่างๆของอิสราเอลและของไทย โดยสถาบันการศึกษาของอิสราเอลได้เลือก ปฏิบัติต่อชาวอิสราเอลเชื้อสายอาหรับ และมีส่วนในการยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ อย่างผิดกฎหมาย หรือมีการเชื่อมโยงกับกองกำลังอิสราเอล ดังที่ Omar Barghouti ได้เขียนไว้ว่า สถาบันการศึกษาของอิสราเอลได้สนับสนุนการจัดตั้งหน่วยสืบราชการลับ ของอิสราเอลด้วย “…งานวิจัยเกี่ยวกับประชากร ภูมิศาสตร์ อุทกวิทยา และจิตวิทยา – ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงแก่การตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอล” ความร่วมมือกับสถาบันของ อิสราเอลมักจะนำไปสู่การยอมให้อิสราเอลกระทำการต่างๆอย่างผิดกฎหมายไปโดยปริยาย ยกตัวอย่าง เช่น (1) ศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติด้านการเกษตรในเขตอราวาของอิสราเอล (AICAT) ซึ่งฝึกอบรมนักศึกษาไทยจำนวน 155 คนเกี่ยวกับความรู้และทักษะทางการเกษตร โดยสถาบันอราวา (Arava Institute) ซึ่งบริหาร AICAT มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับ กองทุนแห่งชาติยิว (JNF) ซึ่งกว้านซื้อที่ดินหลายแห่งในปาเลสไตน์ เพื่อจัดตั้งและขยาย ถิ่นฐานต่างๆของอิสราเอล (2) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มีข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไฮฟา (ผ่านโครงการและทุนการศึกษาต่างๆ) ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับกองกำลังอิสราเอลที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ (3) สำนักงาน พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สวทช) ได้เริ่มต้นความร่วมมือกับ สถาบันเทคโนโลยี Technion และมหาวิทยาลัย Ben Gurion แห่งเนเกฟ (Negev) ซึ่งทั้งสองสถาบันมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับการยึดครองปาเลสไตน์อย่างผิดกฎหมาย และการปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวปาเลสไตน์

รายงานของโครงการรณรงค์คว่ำบาตรอิสราเอลแห่งประเทศไทยที่จัดทำขึ้นในปีพ.ศ. 2558 ได้เสนอข้อแนะนำสำหรับรัฐบาลไทย บริษัทหลายๆแห่ง ผู้บริโภค และมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยบางมาตรการสามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อจำกัด ลด หรือหยุด ความร่วมมือกับอิสราเอล ถ้าหากประเทศไทยสามารถทำได้จะเป็นการหยุดสนับสนุน ความอยุติธรรมที่เกิดกับชาวปาเลสไตน์ได้และจะนำไปสู่การสร้างแรงกดดันให้อิสราเอล เคารพกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย โครงการรณรงค์คว่ำบาตรอิสราเอล (BDS) ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกจะยังคงตรวจสอบอย่างละเอียดถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ ระหว่างอิสราเอลกับประเทศไทย และจะทำการรณรงค์เพื่อหยุดความสัมพันธ์เหล่านั้น จนกว่าอิสราเอลจะเคารพสิทธิมนุษยชนของชาวปาเลสไตน์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายความถึงสิทธิในการกลับสู่บ้านและที่ดินของชาวปาเลสไตน์ และปฎิบัติตามกฎหมาย ระหว่างประเทศตามที่โครงการรณรงค์คว่ำบาตรอิสราเอลได้เรียกร้องไว้เมื่อปีพ.ศ. 2548

มันถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องพิจารณาการถือหางให้ถูกข้าง หลังจากนานาประเทศ โลกตะวันตกเลือกที่จะแยกตัวจากอิสราเอลมากขึ้น และให้อิสราเอลกลายเป็นรัฐนอกคอก โดยไทยจะต้องใช้แนวทางที่ถูกต้องมากดดันให้อิสราเอลรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดด้วยกฎหมายของตัวเอง และจะต้องมีการกำหนดบทลงโทษแก่อิสราเอล

ดังนั้นโครงการรณรงค์คว่ำบาตรอิสราเอลแห่งประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้คนไทยและสถาบันการศึกษาของไทยมาร่วมกันรณรงค์คว่ำบาตรอิสราเอลด้วยกัน

ข้อมูลที่น่าสนใจนอกจากรายงานดังกล่าว พบว่า บริษัทที่นำเข้าอินทผาลัมรายใหญ่ของไทยซึ่งเป็นบริษัทมุสลิม นำเข้าจากประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็นบริษัทที่มีร้านขายอินทผาลัมตามห้าวใหญ่ๆ และอยู่ในแวดวงการเผยแพร่ศาสนาและต่อต้านอิสราเอลด้วย ภายหลังที่มีข่าวออกไปมีความพยายามนำสติกเกอร์สีขาวมาปิดทับคำว่า อิสราเอล เพื่อกลบเกลื่อนและลดกระแสต่อต้าน

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 3865 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 63 + 54 =
ความคิดเห็น :