Bookmark and Share

สสม.ผลักดัน วันอีด-คริสตมาส เป็นวันหยุดราชการ



สสม.ผลักดันวันสำคัญทางศาสนาคริสต์-อิสลาม ให้เป็นวันหยุดราชการ ชี้เป็นการยอมรับความแตกต่างและยอมรับคุณค่าของกันและกัน

มูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย (สสม.) จัดสัมมนาในหัวข้อ “ให้วันหยุดที่สำคัญทางศาสนาเป็นวันหยุดราชการ” เพื่อผลักดันวันอีดิ้ลฟิตรีและวันอีดิ้ลอัฏฮาและวันคริสต์มาส เป็นวันหยุดราชการ โดยมีนางชนัญญา จาตชนบท รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษากรุงเทพ มหานคร เป็นตัวแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานคร มารับฟังความคิดเห็น โดย ดร.อิศรา ศานติศาสน์ ประธาน สสม. ได้ส่งมอบข้อเสนอเชิงนโยบาย ให้วันหยุดที่สำคัญทางศาสนาเป็นวันหยุดราชการ ผ่านรองผู้อำนวยการสำนักการศึกษาไปยังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยขอให้กรุงเทพฯนำร่องในการหยุดราชการเริ่มต้นจากสถานศึกษาเป็นลำดับแรก ซึ่งรองอำนวยการสำนักการศึกษาตอบรับที่จะนำไปพิจารณานำเสนอต่อไป

ในการเสวนาหัวข้อ “การให้คุณค่าวันสำคัญทางศาสนากับวันหยุดราชการ” มีการสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจทั้งมุมมองจากทางพุทธ มุสลิมและคริสต์ โดยพระวินย์สิริวัฒโน กล่าวว่า วันหยุดสำคัญของชาวพุทธ อาทิ 
วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา หรือวันอาสาฬหบูชา เป็นวันหยุดที่ไม่ได้เพิ่งเกิดวัน 2 วัน หรือ 40-50 ปี อย่างวันอาสาฬหบูชา ในประวัติศาสตร์มีความเป็นมาตั้ง  700 ปี ตั้งแต่สุโขทัย เริ่มมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ไทยจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ของวันหยุดต่าง ก็จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการส่งเสริมวันหยุด ในประเทศไทยได้

“จริงๆ เรื่องวันหยุดประเด็นสำคัญไม่เท่ากับพฤติกรรมของคน
ในวันหยุด แม้แต่ชาวพุทธเองถึงวันหยุด วิสาขบูชา วันมาฆบูชา เราเข้าใจเนื้อหาสาระแค่ไหน เรารู้ว่า หยุดทำอะไรบ้าง เมื่อก่อนราชการกำหนดวันหยุดในวันพระ ฆราวาสก็จะไปถือศีล 8 ถือ 10 ปฏิบัติธรรม เป็นพิเศษ ซึ่งที่มีจริงแล้ววันพระมีทุกๆ 7 วัน ซึ่งศาสนาอื่น คริสต์ อิสลามก็มี” พระวันย์ สิริวัฒโน กล่าวและว่า สิ่งที่น่าสนใจคือการศึกษาพฤติกรรมว่าวันหยุดทำอะไรกันบ้างไม่ใช่สนใจแค่เปลือกนอก อย่างสงกรานต์ก็เข้าใจกันว่าเป็นการสาดน้ำกัน ถ้าดูชาวพุทธก็ไม่แน่ว่าจะเข้าในเนื้อหาสาระที่แท้จริงคืออะไร หรือวันวาเลนไทน์เป็นความรักจับคู่กันแค่นั้นหรือเปล่า อย่างอีสเตอร์ก็ที่เคยเห็นเขาใช้เป็นโอกาสมาทำงานอาสาสมัคร หากเข้าใจเนื้อหาสาระของวันหยุดก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและตัวเอง และเป็นสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน 

พระวินย์ สิริวัฒโน ยังกล่าวว่า วันหยุดกับวันหยุดราชการ ไม่เหมือนกัน วันหยุดราชการ ไม่ใช่เรื่องของศาสนาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของบ้านเมืองด้วย ประเทศไทยชาวพุทธ เป็นประชากรส่วนใหญ่ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ ชาวพุทธมีความอิสระ เปิดกวางเรียนรู้ศาสนาอื่น อย่างวาเลนไทน์ก็รับวัฒนธรรมมา เราได้ เรียนรู้การให้ แต่ไม่ใช่วันหยุดราชการ แต่เป็นวันที่นำวัฒนธรรมมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน
วันหยุดของชาวพุทธเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เราไม่ได้หยุดวันเสาร์ - อาทิตย์ วันหยุดเราหยุดวันพระกับวันโกณ เป็นวันหยุดราชการเดิมของไทย เป็นวันที่ได้พบปะครอบครัว ได้ปฏิบัติธรรม  แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นวันเสาร์ - อาทิตย์ ก็มองว่า วันเสาร์ - อาทิตย์ เป็นวันของคริสต์หรือเปล่า อย่างที่เรียนว่า วันหยุดราชการไม่ใช่เรื่องศาสนาอย่างเดียวแต่เป็นเรื่องของบ้านเมือง และเรื่องเศรษฐกิจที่เราเน้นหลังมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ฉบับที่ 1 เป็นต้นมา เป็นการหยุดที่สอดคล้องกับสากล เป็นการทำงานเชิงเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกเป็นเหตุผลว่ารัฐบาลเปลี่ยนวันหยุดเป็นวันเสาร์ - อาทิตย์จึงอยากให้วันหยุดกับวันหยุดราชการให้แยกกัน 

“หากมีวันหยุดของศาสนาอื่น อย่างอิสลามหยุดวันฮารีรายอ เราจะหากิจกรรมอะไรให้ชาวพุทธทำกันดี ถ้าเป็นวันหยุดราชการ แล้วถ้าเป็นวันหยุดของชาวคริสต์ แล้วคนมุสลิมกับคนพุทธจะทำอะไรกัน เพราะข้าราชการคือข้าของบ้านเมืองไม่ใช่ ของประชาชนอย่างเดียว ถ้าเรา
ดูจำนวนวันหยุด ถ้ามองในแง่เศรษฐกิจประเทศไทยไม่ได้มีวันหยุดน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน วันหยุดเราเยอะมากและวันหยุดที่ไม่ใช่ราชการก็สามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ ในการขับเคลื่อนวันหยุด จะต้องสร้างการเรียนรู้และความเข้าใจระหว่างกัน ถ้ามีโอกาสนี้ทุกฝ่ายก็จะได้เรียนรู้กัน จะได้เรียนรู้สาระของวันหยุดของแต่ศาสนา อาตมายังเห็นว่าเยาวชนเรายังไม่เข้าใจสาระวันหยุดของศาสนิกนั้น เราต้องส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรม อย่าพูดถึงทฤษฎีมาก เด็กจะไม่เข้าใจ ต้องย่อยเป็นกิจกรรม นำไปสู่การปฏิบัติ เขาจะได้เข้าใจและมีการแบ่งปัน เรียนรู้กัน” 

ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่ ดร.อิศรา ศานติศาสน์ ได้ขับเคลื่อนให้มีการหยุดราชการ ไม่เฉพาะวันหยุดของมุสลิม แต่ทุกศาสนาถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สถาบันทางศาสนาถือเป็นสถาบันที่เก่าแก่ที่สุด ศาสนาเป็นสิ่งกำกับมนุษย์ให้อยู่ในแนวทาง เป็นสถาบันที่สร้างชาติ สร้างสังคม ปฏิวัติสังคม โดยเฉพาะมุสลิม ในประวัติอิสลาม ศาสนทูตใช้เวลา 23 ปีปฏิวัติสังคมอันป่าเถื่อนมาเป็นสังคมอารยะ ก่อนอิสลามเข้ามาสังคมอาหรับป่าเถื่อนแทบทุกด้านเด็ก ทารกหญิงถูกฝังทั้งเป็น

“เมื่อศาสนาเป็นสถาบันที่สำคัญ การที่เราจะเข้าใจคุณค่าความสำคัญทางศาสนา จำเป็นต้องเข้าใจเป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์ อิสลามบอกว่ามนุษย์เกิดมาเป็นตัวแทนพระเจ้า คนที่เป็นมุสลิมในทุกย่างก้าวจะต้องเกี่ยวโยงกับพระเจ้า แต่ไม่ใช่นั่งละหมาด ขอดุอาว์ทั้งวัน แต่การทำอิบาดะห์ (ปฏิบัติธรรม) คือ ทำทุกอย่างที่เป็นพอพระทัยของพระเจ้า การปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ การรับใช้ผู้อื่นเหมือนเป็นการรับใช้พระเจ้า เมื่อเราตายไปเราจะถูกสอบสวน พระเจ้าจะถามว่า ตอนฉันป่วยทำไมไม่มาเยี่ยม เราก็จะถามว่าพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่กว่าทั้งหลายทั้งปวง จะเจ็บปวดได้อย่างไร พระผู้เป็นเจ้าก็จะตอบกลับเรามาว่า เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า เพื่อนข้างบ้านป่วย ถ้าเจ้าไปเยี่ยมเขา ช่วยเหลือเขา เจ้าจะเห็นฉันในตัวเขา นี่คือการยึดโยงกับพระผู้เป็นเจ้าที่ถือว่า สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อมนุษย์ยึดโยงกับศาสนา การให้คุณค่าทางศาสนาจึงสำคัญ” ดร.สุชาติ กล่าว 

ดร.สุชาติกล่าวว่า ในอิสลามมีความสำคัญ อาทิ วันศุกร์เป็นวันที่มุสลิมต้องไปละหมาดร่วมกัน ฟังธรรมเพื่อนำมาปฏิบัติและบอกกล่าวครอบครัว มีวันรื่นเริง 2 วัน คือ วันอีด 
2 อีด เป็นการรื่นเริงของมุสลอมใน 1 ปี แต่การรื่นเริงอยู่บนฐานของศาสนาที่ยึดโยงกับการเคารพพระเจ้า 

“ผมมาจากภาคเหนือ เชื่อตามอิหม่าม
ฮานาฟีว่า วันอีด 2 อีด เป็นฟัรดู จำเป็นที่มุสลิมต้องละหมาดร่วมกัน ส่วนกรุงเทพฯ กับภาคใต้เชื่อตามอิหม่ามชาฟีอี ที่บอกว่าวันอีดเป็นซุนนะห์ ที่ศาสนทูตปฏิบัติไม่เคยขาดเลย มุสลิมจะต้องปฏิบัติเหมือนกันทุกอาชีพ ทุกชนชั้น ถึงวันนี้ก็ต้องไปเยี่ยมเยือน ขออภัยกัน” ดร.สุชาติกล่าวว่า และว่า “ปัญหาวันหยุดมีทั่วโลก เพราะมีมุสลิมอยู่ทั่วโลก มีเรื่องเล่าว่ามีเด็กนักเรียนตั้งใจเรียน ในชีวิตไม่เคยขาดเรียน เป็นนักเรียนที่ดี แต่ต้องมาร้องไห้ ในวันที่จะไปสอบกับวันที่ศาสนาบอกว่าสำคัญ หรือในคนทำงานวันที่ต้องทำงานกับวันที่ต้องไปเคารพพระผู้เป็นเจ้า มันทำใจลำบาก ถ้าเราเห็นคุณค่าเรื่องนี้ ควร ประกาศให้วันอีด เป็นวันหยุด” 

ดร.สุชาติกล่าวว่า สังคมไทยให้ความสำคัญกับศาสนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นองค์ศาสนูปถัมภก ให้การดูแลทุกศาสนิก และเราเป็นมุสลิมก็ปฏิบัติตามหลักศาสนาได้โดยไม่มีปัญหา เป็นพหุสังคม อยู่ร่วมกันมา
ช้านาน มุสลิมได้ร่วมสร้างชาติมาตั้งแต่อยุธยา การที่เราจะกำหนดวันสำคัญทางศาสนาเป็นวันหยุด เป็นความสำคัญที่เป็นบอกนัยถึงการเคารพในความหลากหลายแตกต่าง ทำให้ความเป็นเมือง ประเทศ มีเสน่ห์ ซึ่งไม่ใช่การเคารพมุสลิม 7-78 ล้าน แต่หมายถึงมุสลิม 1,800 ล้าน และหากกำหนดให้คริสต์มาสเป็นวันหยุด ก็หมายถึงพี่น้องชาวคริสต์อีก 2,200 คน ที่รู้ว่าเราเคารพ 

“ฮารีรายอ 2 วันยังเป็นวันที่เราได้เจอเพื่อนที่สนิทที่ได้เจอตอนเล็กๆ ปีหนึ่งได้มาเจอกันครั้งหนึ่ง” ดร.สุชาติ กล่าวและว่า “ประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิม
แต่ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ รวมทั้งมาเลเซีย ที่นิวยอร์ก นายกเทศมนตรี ได้ประกาศให้ปีการศึกษา 2015 - 2016 ให้วันอีด 2 วันเป็นวันหยุดของ โรงเรียนของรัฐทั่วนิวยอร์ก เป็นการขับเคลื่อนที่น่าสนใจ เขาบอกว่าเป็นสามัญ สำนึกที่ต้องเปลี่ยนแปลง นิวยอร์กมีมุสลิม 1 ล้าน ความหลากหลายเป็นเสน่ห์ของนิวยอร์ก และของกรุงเทพฯ ด้วย” ดร.สุชาติ กล่าว 

อาจารย์จากมหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวว่า ที่มองกันว่าการกำหนดวันหยุด จะกระทบเรื่องเศรษฐกิจ ในอังกฤษมีการวิจัยพบว่า
วันหยุด 1 วันเสียหาย 2.3 ล้านปอนด์ ทั้งปี 19 พันล้านปอนด์ ถ้าเห็นแต่เศรษฐกิจ เราก็ไม่ต้องหยุดกันเลย ในประเทศไทยเราจะเห็นว่า เราสามารถกำหนดวันหยุดโดยไม่ใช่วันสำคัญ  แต่เพื่อให้ได้หยุดติดต่อกันได้หยุดยาวจะหยุดวันอะไรก็ได้ ถ้าเราทำกับวันคริสต์มาส หรือ วันอีด จะมีคุณค่าอย่างมาก ไม่ใช่เป็นวันหยุดโดยไม่ใช่วันลา จะเกิดผลในเชิงคุณค่าของความเข้าใจกันในช่วงเวลาที่เรากำลังจะมีมุสลิม อีก 300 ล้านคนเข้ามา

ในขณะที่ ดร.สกาวรัตน์ ธรรมภิรักษ์ ตัวแทนจากคริสต์ศาสนา นิกายคาทอลิก กล่าวว่า การที่จะกำหนดให้เป็นวันสำคัญทางศาสนาเป็นวันหยุด การขับเคลื่อนของมุสลิม เป็นความเหมือนในความแตกต่าง ในการผลักดันเหมือนกัน แต่แตกต่างกันในวิธีปฏิบัติ 

“เราจะเห็นว่าทางพุทธ คริสต์ และอิสลาม การทักทายจะมีความหมายใกล้เคียงกันคือ ให้มีสันตินำไปสู่สันติสุข เราจะทำอย่างไรที่จะไปสู่สันติสุขได้ หัวใจของคาทอลิกคือ รัก และรับใช้ เราได้ร่วมพัฒนาชุมชนที่อาศัย เกิดเป็นโรงเรียนคาทอลิกในโรงเรียนก็ให้คุณค่าความสำคัญทางศาสนาทุกศาสนามีความรักอภัยทุกอย่าง ในโรงเรียนเราสอนให้เห็นคุณธรรมสากล มี 3 ศาสนา สามารถเอาพระสงฆ์ไปสอนเด็กพุทธ ต่อไปก็จะให้ความสำคัญกับมุสลิมมากขึ้น ในคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิก มีวันหยุด 15 วันใน 1 ปี แต่เราผลักดันให้หยุดวันคริสมาสต์เพียง 1 วัน” 

ปิดท้ายด้วย รศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์ ได้กล่าวว่า ส่วนตัวเป็นคนมีนบุรี ที่มีนบุรีเกือบ 100% เป็นคนอพยพ ทั้งจีนและมุสลิม ตอนเด็กได้เรียนโรงเรียนจีน ต่อมาย้ายไปโรงเรียนคริสต์ รู้สึกตัวเองแปลกประหลาดพอสมควร เพราะเป็นมุสลิมไปเรียนโรงเรียนคริสต์

“คุณตาผมเป็นนักอุตสาหกรรม เป็น เจ้าของโรงสี แต่ก่อนเป็นชาวนาในพื้นที่ทำนา เป็นคนเดียวที่เป็นมุมลิมส่วนใหญ่เป็นคนไทยพุทธ แต่คุณตาทำนาไม่ครบทุกวัน 1 เดือนต้องหยุด 6 วัน มีวันพระ 2 วัน วันศุกร์ 4 วัน คนที่สั่งให้คุณตาคือควายๆ จะคุยกันว่า ไม่ไปไถในวันศุกร์และวันพระ เป็นสิ่งที่ได้รับรู้และมีความรู้สึกว่า เป็นพื้นฐานความเข้าใจแม้มีงานต้องทำแต่หากยอมรับในความแตกต่างทางวัฒนธรรมก็อยู่ด้วยกันได้” รศ.ดร.อิสรา กล่าวและเล่าอีกว่า “คุณทวดรับราชการในสมัยนรัชกาลที่ 5 ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จมา คุณทวดกำลังละหมาด มีคนเพ็จทูลว่า ให้ประหาร ในหลวงมาไม่เลิกละหมาดมาเข้าเฝ้า ในหลวงรัชกาลที่ 5 ตรัสว่า เขากำลังกราบพระเจ้าของเขาอยู่ ฉันรอได้ อันนี้คือการยอมรับในความแตกต่าง เป็นเรื่องที่คิดว่าสังคมต้องเรียนรู้ สสม.ผลักดันมาหลายเรื่อง เรื่องบัตรทอง กองทุนซะกาตที่ยังไม่สำเร็จ แต่ถ้าเราเริ่มอย่างจริงจังก็มีโอกาสที่จะสำเร็จ ทุกคนมีส่วนร่วมในการผลักดัน แม้เป็นเรื่องเล็กๆ แต่เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทย ยอมรับในความแตกต่าง”

การผลักดันวันสำคัญของคริสต์และอิสลามนับเป็นการก้าวย่างสำคัญหากสำเร็จหมายถึงเป็นการยอมรับซึ่งกันและกัน ซึ่งแม้จะไม่สำเร็จในเร็ววัน แต่เป็นการเริ่มต้น
มีความหมาย 

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนกรกฎาคม 2558
 



   

 

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 776 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 77 + 55 =
ความคิดเห็น :