Bookmark and Share

สมมติฐานแห่งเหตุเหยียบกันที่มีนา “ใครจริงใครเท็จ”



มีข้อสมมติฐานหลายอย่างกรณี เหตุการณ์เหยีบบกันจนเสียชีวิต 717 คนที่ทุ่งมีนา ระหว่างพิธีขว้างเสาหิน สมมติฐานมาทั้งจากฝ่ายที่สนับสนุนอิหร่านและฝ่ายที่สนับสนุนซาอูดิอาระเบีย ต่างฝ่ายต่างฟันธงว่า สาเหตุมาจากฝ่ายตรงกันข้าม โดยอ้างสมมติฐานที่ตัวเองเชื่อเป็นหลัก ขาดการไตร่ตรองในข้อเท็จจริง 

• ฝ่ายอิหร่าน
ท่าทีของอิหร่านอย่างเป็นทางการ ยังไม่ได้ฟันธง ในเหตุการณ์ว่า เป็นอย่างไร มีเพียงผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่ออกมาแสดงความเสียใจต่อญาติผู้เสียชีวิตและแสดงท่าทีให้ซาอุฯในฐานะผู้จัดการฮัจย์ให้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของข้อเรียกร้อง แต่รัฐบาลอิหร่าน ยังไม่ได้ “ฟันธง” ว่าสาเหตุมาจากซาอุฯ เพียงแต่บอกว่าเป็นการจัดการที่ผิดพลาดและจะต้องขอโทษ

การตั้งสมมติฐานโจมตีซาอุฯ มาจาก... 
1. การระบุว่า สาเหตุมาจากสะพานล่ม เดลินิวส์ สื่อของไทยนำเสนอข่าวนี้ เพียงไม่นานหลังเกิดเหตุการณ์ โดยไม่ได้อ้างอิงแหล่งที่มา อ้างเพียงว่า สำนักข่าวต่างประเทศ จึงไม่สามารถเสาะหาต้นตอได้ แต่ฝ่ายสนับสนุนซาอุฯ ได้ฟันธงว่า เป็น การปล่อยข่าวของฝ่ายสนับสนุนอิหร่าน โดยไม่ได้อ้างอิงแหล่งที่มาเมื่อมีการตรวจสอบพบว่า สะพานล่มไม่เป็นความจริง ข้อสมมติฐานนี้จึงตกไป แต่การกล่าวหาว่า อิหร่านเป็นฝ่ายสร้างข่าวเพื่อทำลายซาอุฯ ยังดำเนินต่อไป

2. เหตุจากอิหร่านสร้างสถานการณ์เพื่อทำลาย ซาอุฯ เป็นข้อกล่าวหาแรกๆ ที่ฝ่ายสนับสนุนซาอุฯ กล่าวหาฝ่ายอิหร่าน โดยที่ยังไม่มีข้อมูลมาสนับสนุน เพียงแต่อ้างเหตุผลว่าอิหร่านเป็นคู่อาฆาต ต้อง การทำลายซาอุฯ ทุกวิถีทาง สมมติฐานนี้มองแบบด้านลบสุดขั้ว เพราะหากอิหร่านทำแบบนั้นเท่ากับ ฆ่าคนของตัวเองมากกว่า 100 คน ฝ่ายสนับสนุนซาอุฯ อาจเชื่อสมมติฐานนี้ แต่ฝ่ายสนับสนุนอิหร่าน ย่อมเห็นว่าไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน 

3. เหตุจากอิหร่านสร้างสถานการณ์จากฮุจยาต อิหร่าน 300 คนเดินสวนทาง เป็นข้อมูลจากสื่อภาษาอาหรับ ไม่ได้บอกว่า เป็นสื่อไหนไม่มีรายชื่อสื่อและมีเพียงสื่อ โดยการอ้างเจ้าหน้าที่ฮัจย์ของอิหร่านว่ามีฮุจยาตอิหร่าน 300 คน เดินสวนทางกลับเข้ามาหลังจากขว้างหินข้อสมมติฐานนี้ แรกที่มีการนำเสนอเข้ามาก็เป็นข้อมูลที่หลายคนเชื่อ โดยเฉพาะฝ่ายสนับสนุนซาอุฯ แต่เมื่อมีเสียงย้อนถามว่า เจ้าหน้าที่คือใครระดับไหน ก็ไม่สามารถเสาะมาได้ ข้อสมมติฐานนี้เท่ากับเป็นการโยนความผิดให้กับคนตาย หากดูจากคลิปที่มีการ “พังหรือเปิด” ประตู ไม่เห็นภาพการเดินสวนกัน และหากมีการเดินสวนกันจริง 300 คนกับคนเป็นหมื่นๆ คนจะสวนเข้ามาได้อย่างไร ถ้าสวนมาก็จะมีคนตายและเจ็บไม่ถึง 1,500 คน เพราะเดินสวนแค่ 300 คน ยังมีคำถามด้วยว่า ทำไมต้องเป็น “อิหร่าน” เดินสวนทางและเป็นต้นเหตุของการเหยีบกัน เพราะในจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นปากีสถานกว่า 200 คน อิหร่าน 131 คน อียิปต์ โมร็อคโค เสียชีวิตรองลงมา 

• ฝ่ายซาอุดิอาระเบีย
หลังเกิดเหตุการณ์ ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนและมีการระบุว่า มีฮุจยาต ต่อมาบอกว่าเป็นอิหร่านที่ไม่ฟังเจ้าหน้าที่ นำไปสู่การเกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว แต่ผลการสอบสวนยังไม่ออกมา 

1. ซาอุฯ บริหารจัดการผิดพลาด มีการปิดกั้นประตู ทำให้มีการ “พัง” ประตู และคนจำนวนมากออกมาทางประตูนั้นจำนวนมากอย่างแออัดยัดเยียดและนำไปสู่การสูญเสียชีวิต เป็นการสมมติฐานจากคลิปที่เผยแพร่ แต่ยังไม่มีการยืนยันในข้อเท็จจริงของเหตุผลว่า ฮุจยาตทำไมต้องเดินไปตามทางประตูที่ปิด และทำไมประตูถึงเปิด มีการพังประตูหรือมีคนเปิด เพราะภาพด้านหนึ่งในฮุจยาตอีกด้านหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ข้อสมมติฐานนี้ มีคลิปสนับสนุน แต่ยังไม่อาจบอกได้ว่าเป็นการผิดพลาดของฝ่ายจัดการฮัจย์หรือฮุจยาต ข้อสมมติฐานนี้มีข้อเท็จจริงจากคลิปสนับสนุน และไม่มีฝ่ายใดปฏิเสธคลิปนี้ ซึ่งจะต้องรอข้อเท็จจริงว่าจาการสอบสวนที่กษัตริย์ซัลมานตั้งบุตรชายของตัวเองเป็นประธานสอบซึ่งสุดท้ายเมื่อผลสรุปออกมาก็จะเป็นปัญหาไม่ได้รับการยอมรับจากอีกฝ่ายและมีข้อเรียกร้องให้คนกลางเข้าไปตรวจสอบตามมา 

2. ขบวนเจ้าชายเป็นต้นเหตุ ข้อสมมติฐานนี้มาจากสื่อของเลบานอนในเช้าวันที่ 2 หลังเกิดเหตุการณ์ ไม่สามารถตรวจค้นได้ว่า สื่อเลบานอน เป็นซุนหนี่, ชีอะห์ หรือคริสเตียน เพราะในประเทศนี้ มี 3 กลุ่มที่มีปริมาณใกล้เคียงกัน แต่ฝ่ายสนับสนุนซาอุฯ ในไทยฟันธงว่า เป็นชีอะห์ที่ต้องการทำลายซาอุฯ มีการเผยแพร่คลิปขบวนเจ้าชาย ซึ่งมีการตรวจสอบต่อมาว่า เป็นขบวนเมื่อ 2012 และมีข้อมูลจากฝ่ายสนับสนุนซาอุฯ ว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าชาย ซึ่งเป็นรมว.กลาโหม ไม่ได้ไปทำฮัจย์ติดภารกิจส่ง รมว.กลาโหมมาเลเซียกลับประเทศ มีรูปภาพยืนยันที่สนามบิน รวมทั้งมีการระบุว่า ระดับเชื้อพระวงส์และวีไอพีมีชั้นใต้ดินรองรับ ไม่จำเป็นต้องออกมาเบียดเสียดผู้คน แต่ยังไม่มีการปฏิเสธอย่างชัดเจนจากเจ้าชายที่ถูกพาดพิง 

3. คำตอบสุดท้าย “อยู่เหนือมนุษย์ควบคุม” รัฐมนตรีของซาอุฯ พูดล่าสุด โยนให้เป็นความ “ประสงค์ของอัลเลาะฮ์” ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีมุสลิมคนไหนเถียง รวมถึงมุสลิมในประเทศไทยที่สนับสนุนซาอุฯ ก็จะพูดแบบนี้เพื่อลดเสียงวิจารณ์ จริงแท้แน่นอนว่า อัลเลาะฮ์ “เป็นผู้กำหนดสภาวะ” หรือ “กำหนดกฎเกณฑ์” เป็นผู้กำหนดความดีความชั่ว แต่ปัจจัยที่เกิดกับมนุษย์ ส่วนหนึ่งมาจากน้ำมือมนุษย์ ดังกุรอ่านที่ว่า “ความเสื่อมได้ประจักษ์ชัดทั้งบนบกและในทะเลเพราะสิ่งที่มือของมนุษย์ได้พากเพียรไว้” หรืออายะห์หนึ่ง “อัลลอฮฺ จะให้เกิด (เหตุอันใด) ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำขวนขวายของ ตัว/คน/องค์กรณ์/นั้นๆ ได้แสวงหา หรือพยายามกับมัน”อายะห์ทั้ง 2 ที่ยกมาแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดสภาพแวดล้อม จาก
สิ่งที่อัลเลาะฮ์ได้สร้าง เช่นเดียวกัน “เหตุการณ์เหยียบกัน” มาจากเหตุและผลในสิ่งที่มนุษย์ได้กระทำไว้ ไม่เช่นนั้น เราก็คงไม่ต้องสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก “ฆ่ากันตาย” ที่เป็นประสงค์ของพระองค์ การออกมาพูดของระดับรัฐมนตรีของซาอุดิอาระเบีย เพื่อหวังสยบเสียงวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น ข้อสมมติฐานนี้เป็นจริงว่าเป็นกำหนดจาก อัลเลาะฮ์ แต่เหตุและปัจจัยมาจากไหนจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปัดสิ่งที่ควรจะรับผิดชอบ ข้อสมมติฐานที่นำมาเสนอกันตามที่กล่าวมา ส่วนหนึ่งมีเจตนาทางการเมืองที่จะกุข่าวใส่ร้ายกันทั้งฝ่ายสนับสนุนอิหร่านและฝ่ายสนับสนุนซาอุฯ ข้อเท็จจริงอยู่ที่ผลการสอบสวน เมื่อถึงเวลาจะยอมรับกันหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นหนังม้วนยาว ที่จะส่งผลกระทบต่อหลายๆ อย่าง 

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนกันยายน 2558
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 852 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 10 + 69 =
ความคิดเห็น :