Bookmark and Share

ชนิดา เจ๊ะหมัด & Family ความสำเร็จของครอบครัวมุสลิม



จากแม่ค้าเขียงเนื้อในตลาดสด “ชนิดา เจ๊ะหมัด” ได้พัฒนาธุรกิจไปสู่ผู้ส่งเนื้อ-อาหารแปรรูปรายใหญ่ วันละเกือบ 10 ตัน ขยายเป็นร้าน “ชาบูสายพาน” นิดาชาบู  เจ้าแรกของมุสลิม 

ฮัจยะห์ชนิดา เจ๊ะหมัด หรือคอดีเยาะห์ เป็นชาวฉะเชิงเทรา เป็นครอบครัวมุสลิมครอบครัวใหญ่ มีพี่น้อง 12 คน ที่มีความรักและเข้าใจกันในครอบครัวเป็นอย่างดี ในวัย 16 ปี เธอออกมาขายเนื้อในตลาดแฮปปี้แลนด์ บางกะปิ ถัดจากนั้นอีกปี ก็แต่งงานกับฮัจยีสุรัตน์ (การีม) ทองเลม็ด ชาว จ.สุราษฎร์ธานี และช่วยกันทำมาหากินด้วยการขายเนื้อในตลาดแฮปปี้แลนด์ 

“จากขายวันละประมาณ 8-9 กิโลกรัม อัลเลาฮะให้ริสกี กิจการ
ได้ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย จนต้องเปิดโรงงานแปรรูป ปัจจุบันขายส่งวันละ 8 ตัน ในนามบริษัท แฮปปี้แลนด์ มีทซัพพลาย ส่วนใหญ่ส่งให้สยามแมคโครในแบรนด์ นิดาบีฟ” ฮัจยะห์ชนิดา เล่าถึงที่มาของธุรกิจส่งเนื้อ 

ฮัจยะห์ชนิดากล่าวว่า การที่กิจการค้าขายเนื้อพัฒนาจากเขียงเนื้อในตลาดไปสู่เป็นส่งรายใหญ่ มาจากการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ บริการสม่ำเสมอ ซึ่งจะต้องมีการวางแผนสต็อกอย่างดีไม่ให้สินค้ามีปัญหาในการส่ง จะต้องมองตลาดออกว่า ช่วงไหนจะต้องสต็อกสินค้าจำนวนเท่าไหร่ลูกค้าสั่งสินค้าไม่เคยมีปัญหา ลูกค้าก็ไว้ใจสั่งสินค้าจากเราตลอด ซึ่งการทำสต็อกจะต้องใช้ทุนมหาศาล ซึ่งอัลเลาะฮ์ให้ที่สามารถทำได้โดยไม่มีหนี้สิน  
ระหว่างที่ทำงานอย่างมุมานะ ฮัจยะห์ชนิดา ยังแบ่งเวลาไปเรียนหนังสือ โดยเรียนจนจบระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทร์เกษม 

“ขายเนื้อตั้งแต่เช้าถึงเย็น วันเสาร์-อาทิตย์ ขอสามีไปเรียนหนังสือ เรียนบ้างหยุดบ้าง ช่วงเวลาที่มีงานเยอะก็ดร๊อปไว้ ใช้เวลาเรียนปริญญาตรี 
8-9 ปี แต่ก็จบเกียรตินิยม จากนั้นได้หยุดพักไป 3 ปี ก็ขอสามีไปเรียนปริญญาโทต่อ ลูกก็ฝากให้เมาะห์ (แม่) และพี่ๆ น้องๆ ช่วยเลี้ยง สามีก็บอกว่า ถ้าเป็นไมเกรนอย่าบ่นนะ มันเป็นความสุขที่ได้เรียนอยากพัฒนาตัวเองจนจบปริญญาโท ด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ซึ่งก็ได้เอามาใช้ประโยชน์ในการบริหารธุรกิจ” เธอกล่าว

ฮัจยะห์ชนิดากล่าวถึงการขยายกิจการว่า การขยายกิจการด้วยสะสมทุนจากกำไร สะสมมาเรื่อยๆ ค่อยๆ ขยาย ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างเกื้อหนุนให้ประสบความสำเร็จ 
“อัลเลาะฮ์ให้ได้ลูกดี ไม่เอาของพ่อแม่ไปใช้สุรุ่ยสุร่าย ให้แม่บริหารคนเดียว สามารถวางแผนธุรกิจได้ เราทำอะไรลูกก็เชื่อฟัง ทำให้สามารถ เอาเงินทุนมาต่อยอดได้ ทำมาตั้งแต่อายุ 16 ปี เรียนด้วย ต้องบอกว่า เหนื่อยมาก ไม่มีเวลาส่วนตัว เพราะแต่งงานตั้งแต่อายุ 17 ปี มีเวลาให้ครอบครัวอย่างเดียว มีลูกคนโตก็ต้องเลี้ยง ส่งแม่เลี้ยง ให้พี่ๆ น้องๆ ช่วยดูแล ซึ่งก็โชคดีที่พี่น้อง 12 คนรักกันดี มีอะไรก็ช่วยกันทำ อย่างน้องสาวก็เอามาเรียนหนังสือ เรียนจบก็ให้ช่วยดูร้าน ตัวเองก็ไปเรียนต่อ” เธอกล่าว 

เธอกล่าวต่อว่า จากตลาดสดแฮปปี้แลนด์เมื่อมีออเดอร์เข้ามามากขึ้น จึงมาสร้างโรงงานที่ถนนราษฎร์อุทิศ 32 เขตมีนบุรี ผลิตได้วันละ 10 กว่าตัน เมื่อปี 2543 แต่ส่งวันละ 8 ตันเหลือกำลังผลิตอยู่เล็กน้อย ออเดอร์ส่วนใหญ่ส่งให้ห้างสยามแมคโคร ร้านอาหารใหญ่ โรงแรม ส่งทั่วประเทศ จนถึงสุไหงโกลก มีลูกค้ารับไปส่งต่อไปมาเลเซีย โดยใส่แบรนด์ของเขา ซึ่งการส่งออกไปต่างประเทศมีความยุ่งยาก จึงส่งเพียง
ในประเทศ แต่ก็มีเอกสารใบอนุญาตครบที่จะส่งต่อไปยังต่างประเทศได้ ทั้ง ฮาลาล, GMP, อย. ใบอนุญาตการขนส่งหรือเคลื่อนย้ายมีครบ เป็นโรงงานที่มีมาตรฐาน



“สินค้าที่ผลิตในโรงงานมีหลายชนิด ตั้งแต่เนื้อสด เนื้อสไลด์ เนื้อแปรรูป เนื้อชาบู เนื้อบด เนื้อชิ้นใหญ่ ผลิตตามความต้องการของลูกค้า อย่างเนื้อสเต็ก เนื้อพริกไทยดำ ก็จะหมักให้เรียบร้อย ลูกค้าสามารถนำไปปรุงสุกได้เลย ส่วนสินค้าแปรรูป ผลิตในนามบริษัท นิดา โปรเซ่นฟูดส์ อาทิ ลูกชิ้นเนื้อ ลูกชิ้นไก่ แหนมเนื้อ แหนมไก่ ไส้กรอกเนื้อ ไส้กรอกไก่ ไส้กรอกอีสาน ไส้กรอดวุ้นเส้น แฟรงเนื้อ แฟรงไก่ ไส้อั่ว ตอนนี้กำลังเปิดแผนกใหม่ ผลิตขนมจีบ ซาลาเปา สินค้าทั้งหมดวางจำหน่ายที่ “นิดา ชาบู” คู้ขวา และวางที่ร้านค้าอื่นแล้วประมาณ 9  แห่ง”  

นับว่าเป็นนักธุรกิจมุสลิมอีกคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จสูง จากความมานะพยายามของฮัจยะห์ชนิดา และจากการสนับสนุนเป็นอย่างดีของสามี ลูกๆ และครอบครัว และจากความสำเร็จดังกล่าว 
ฮัจยะห์ชนิดา ได้ขยายไลน์ธุรกิจไปสู่ธุรกิจร้านอาหาร โดยเปิดร้านชาบูสายพานแห่งแรกของมุสลิม ย้านคู้ขวา เขตมีนบุรี  

“ขายเนื้อมา 32 ปี ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง เห็นว่าตัวเองอายุเยอะแล้ว ก็มองธุรกิจให้ลูกๆ ตอนแรกคิดจะเปิดร้านสเต็ก แต่พอนั่งรถดูเห็นร้านสเต็กเต็มไปหมด การแข่งขันสูง ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้ทุนคืน ที่สำคัญเมื่อเราสร้างแล้วจะปรับเปลี่ยนยาก จึงชวนสามีไปซีคอนสแควร์ ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ลูกๆ ก็แซวว่า ไปสวีทกัน 2 คน แต่เราไปดูร้านชาบู ไปนั่งดูเปรียบเทียบร้านชาบูแบบมีสายพานกับไม่มีสายพาน สามีบอกว่า แบบมีสายพานดีกว่า จึงตัดสินใจเปิดร้านชาบูแบบมีสายพาน เป็นธุรกิจที่มุสลิมยังไม่มี” ฮัจยะห์ชนิดา กล่าว

หลังจากตัดสินใจเปิดร้านชาบูแบบสายพาน จึงได้ลงมือก่อสร้างใช้เวลา 6 เดือนการก่อสร้างจึงเสร็จ เปิดให้บริการเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างความตื่นเต้นให้กับสังคมมุสลิมอย่างยิ่ง แห่ไปอุดหนุนจนแน่นร้าน 
“ร้านนิดาชาบู ใช้เงินลงทุนประมาณ 12 ล้านบาท มี 45 โต๊ะ รองรับลูกค้าได้ประมาณ 200 คน เปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00 - 21.00 น. มีอาหารนับ 100 ชนิดให้บริการ ทั้งเนื้อ ไก่ กุ้งสด ปลา หมึก อาหารแปรรูปเกือบทุกชนิด ผักอีกหลากหลาย ในราคาเพียง 259 บาท เป็นโปรโมชั่นจนถึงสิ้นปีนี้ มีลูกสาวกับลูกชายดูแล” 

“ลูกก็ถามว่า ราคา 259 จะได้กำไรหรือ คนอื่นขาย 300-400 ต่อหัว ก็บอกว่าไม่เป็นไร อัลเลาะฮ์ให้เรามาเราก็ตอบแทนสังคม ดีที่ดินเป็นของเราเอง ไม่ต้องเช่า ทำให้สามารถขายได้ในราคาต่ำได้ เป็นหน้าตาของมุสลิมที่มีธุรกิจชาบู พอร้านออกมาก็มีความสุข” เธอกล่าว 

“กับร้านชาบู กำไรผลตอบแทนไม่ได้คิด เราคาดหวังว่ามุสลิมได้มีทางเลือก นึกถึงตัวเรา เวลาเราไปห้างได้แต่ชะโงกดู เขาทานกัน เราทานไม่ได้ เห็นแล้วไม่เคยไม่เอามาเป็นการบ้าน ทุกเรื่องเอากลับมาคิดพิจารณาแล้วถามตัวว่า เราทำได้ไหม ถ้าทำได้ เราทำเลยทันที กำไรไม่ต้องพูดถึง” เธอกล่าว 
ฮัจยะห์ชนิดา กล่าวว่า การตัดสินใจทำก็เพื่อแสดงให้เห็นว่ามุสลิมทำได้ เป็นความภาคภูมิใจที่เราเกิดมาเป็นมุสลิม ไม่ทำอะไรให้ใครดูถูก ก่อนตายอยากจะทำอะไรเพื่อสังคม พยายามสอนลูก เวลาทำอะไรให้คิดถึงสังคมมุสลิม อย่างลูกคนเล็กได้ส่งไปเรียนอังกฤษ ก็บอกว่า ต้องรักษาความเป็นมุสลิม อย่าทำตัวให้ใครดูถูกว่า ไปอยู่ไหนแล้วทำตัวเละเทะ ทำให้ภาคภูมิใจ กลับมาแล้วมาสร้างประโยชน์ให้สังคมมุสลิมให้มากที่สุด ฮัจยะห์ชนิดา เจ๊ะสัน แต่งงานกับฮัจยีสุรัตน์ หรือการีม ทองเลม็ด มีลูกด้วยกัน 3 คน มีฟาตีมะห์ เจ๊ะหมัด เป็นลูกสาวคนโต ลูกชายคนรอง ชนาธิป (ฮาซัน) ทองเลม็ด และลูกสาวคนสุดท้อง พิชญา (ญามีละห์) ทองเลม็ด เป็นครอบครัวที่ช่วยสนับสนุนส่งเสริมการทำธุรกิจของ
ฮัจยะห์ชนิดา เป็นอย่างดี โดยฮัจยะห์มาเรียม ทองเลม็ด ผู้เป็นมารดา คอยดูแลลูกๆ จนเติบใหญ่ สามีช่วยดูแลกิจการ เป็นที่ปรึกษา เป็นนักวางแผน เป็นกำลังสำคัญ ส่วนลูกๆ ลูกสาวคนโตกับลูกชาย ช่วยกันดูแลร้านชาบู ที่กำลังเป็นที่นิยมของมุสลิมอยู่ในเวลานี้ 

ฮัจยะห์ชนิดา ครอบครัวเจ๊ะหมัด และทองเลม็ด นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของสังคมมุสลิมที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความมุมานะ จนประสบความสำเร็จ และยึดมั่น
ในตามหลักการอิสลามอย่างเคร่งครัด เมื่อประสบความสำเร็จแล้วก็ตอบแทนสังคม ช่วยสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับสังคมมุสลิม

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2558
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 874 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 95 + 44 =
ความคิดเห็น :