Bookmark and Share

ไอซิส โหมกระแสอิสลาโมโฟเบีย



กระแสเกลียดกลัวอิสลามกลับมาหลอกหลอนชาวโลกอีกครั้ง หลังปฏิบัติการ “วินาศกรรมปารีส” ของไอเอส มุสลิมทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป-อเมริกา มุสลิมบางคนถูกทำร้ายกลางถนน หลายคนถูกชี้หน้า และจำนวนมากใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก 
พลัน! ที่เสียงระเบิดและเสียงปืนดังกึกก้องที่ปารีสของค่ำคืนศุกร์ที่ 13 ที่นำไปสู่การสูญเสียผู้บริสุทธิ์ 131 คนบาดเจ็บอีกกว่า 300 คน แทบไม่ต้องรีรอแม้แต่วินาทีเดียว ไอเอสถูกตราว่าเป็นผู้ลงมือกระทำการที่โหดร้ายดังกล่าว และโดย
ไม่ต้องมีการสอบสวน เครื่องบินรบของฝรั่งเศสก็ทะยานจาก “ชาร์ล เดอ โกล” ถล่มซีเรียอย่างดุเดือด ไม่ใช่ไอเอสที่ได้รับผลกระทบแต่ชาวซีเรีย ลูกเด็กเล็กแดงของชาวซีเรียบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก การดับความแค้นของฝรั่งเศสได้ฝังรอยแค้น
ให้กับมุสลิมทั่วโลกอีกครั้ง กรณีของฝรั่งเศสทำไมถึงถล่มจากไอเอส ดร.ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลที่ทำให้คนทั่วโลกเข้าใจกระจ่างแจ้งว่า สังคมฝรั่งเศสได้กดขี่ ข่มเหง ไม่ให้ความเป็นธรรมกับมุสลิมในประเทศมายาวนาน เมื่อมีโอกาสคนเหล่านี้ได้กลับมาเอาคืน 

“มุสลิมจากประเทศอดีตอาณานิคมของฝรั่งเศสจำนวนหนึ่งได้ไปอาศัยในฝรั่งเศส ซึ่งเราจะเห็นว่าในฝรั่งเศสมีคนผิวสีหรือคนที่ไม่ใช่ยุโรปอาศัยอยู่จำนวนมาก นักฟุตบอลฝรั่งเศสหลายคน ถ้าไม่บอกว่าเป็นฝรั่งเศสหลายคนก็ไม่เชื่อ ซึ่งสังคม ฝรั่งเศสได้กีดกันมุสลิมเหล่านี้เหมือนเป็นพลเมืองชั้น 2 ทำให้ขาดโอกาสทางการศึกษาขาดโอกาสทางด้านเศรษฐกิจการหางานทำ ทำให้คนหนุ่มสาว ซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 ที่ 3 รู้สึกกดดัน เมื่อไอเอสชักชวน คนกลุ่มนี้ก็เห็นโอกาสที่ดีกว่า จึงหลั่งไหลไปร่วมกับไอเอส” ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ให้ข้อมูล 

รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังกล่าวว่า จะเห็นได้ว่ามีนักรบไอเอสที่ไปจากยุโรปนับหมื่นคน เมื่อเปรียบเทียบจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเพียง 400-500 คนเท่านั้น เพราะสภาพทางสังคมและแรง
ผลักดันแตกต่างกัน 

“รัฐบาลฝรั่งเศสเองก็ลดรอนสิทธิเสรีภาพของมุสลิม ห้ามนักเรียนสวมฮิญาบ ห้ามคลุมนิกอบในที่สาธารณะ ตามแนวทางของสังคมเซคคิวล่าร์ คือ การแบ่งแยกการเมืองออกจากศาสนาชัดเจน ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่มุสลิมปฏิบัติ จึงเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน จะเห็นว่าเมื่อเกิดเหตุเล็กๆ เช่น การจับกุมชายผิวดำก็จะมีปรากฏการประท้วงต่อต้าน เผารถ เกิดขึ้นหลายครั้งในฝรั่ง” ดร.ศราวุฒิ กล่าว 

จากข้อมูลของดร.ศราวุฒิ เมื่อนำไปเชื่อมโยงกับข้อมูลของผู้ก่อเหตุ ตั้งแต่กรณีการบุกยิง
กองบรรณาธิการชาลี แอบโด และเหตุการณ์ 13/11 จะพบว่าผู้เหตุล้วนมีสัญชาติฝรั่งเศส มีเพียงคนที่เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสระบุว่าเป็นผู้วางแผนเท่านั้นที่เป็นเบลเยี่ยม การก่อเหตุใหญ่ขนาดนี้หากไม่ใช่คนในประเทศที่เชี่ยวชาญเรื่องสถานที่ ตลอดจนช่องว่างช่องทางต่างๆ แล้ว ยากที่จะดำเนินการได้ง่าย ยิ่งกระทำพร้อมกันหลายจุดในปารีส กรณีของฝรั่งเศสจึงเป็น “สนิมเนื้อเกิดจากในตน” เป็นฝรั่งเศสเองที่กดขี่ข่มเหงพลเมืองของตนเองที่เป็นมุสลิม กลุ่มไอเอส เป็นเพียงคนสะกิดแผลเท่านั้น ลำพังไอเอสที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ที่อิรักและซีเรีย ยากที่จะเข้าไปปฏิบัติการในฝรั่งเศสได้ หากคนในประเทศไม่ร่วมมือด้วย และทำได้แค่เพียงผู้สนับสนุนเท่านั้น และเมื่อทำสำเร็จก็โหมประโคมว่าเป็นฝีมือของตน

อย่างไรก็ตาม วินาศกรรมที่ปารีสแม้ว่าจะมาจากแรงกดดันของพลเมืองฝรั่งเศสมุสลิม
ที่ถูกกดขี่ข่มเหง แต่ผลกระทบเกิดขึ้นกับมุสลิมทั่วโลก การเกลียดกลัวอิสลาม หรืออิสลาโมโฟเบียที่กำลังจะจางหายหลังเหตุการณ์ 9/11 ได้กลับมาเขย่าขวัญชาวโลกอีกครั้ง เพราะปฏิบัติการที่ปารีสนั้นรุนแรงที่สุดที่มีการกระทำต่อผู้บริสุทธิ์ ยกเว้นในสงครามที่ยุโรปฆ่าฟันกันเอง เรียกกันว่า เป็น 9/11 แห่งยุโรปเลยทีเดียว กระแสความเห็นอกเห็นใจฝรั่งเศสอยู่ในความรู้สึกของคนทั่วโลก ด้วยเป็นประเทศที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้คนทั่วโลกเชื่อถือเมื่อถูกกระทำย่อมได้รับการเห็นอกเห็นใจจากคนที่เชื่อถือ ทั้งๆ ที่ฝรั่งเศสได้กระทำรุนแรงต่อมุสลิมทั้งในฝรั่งเศสและในซีเรียมากมายมหาศาล แต่คนไม่พูดถึง กองกำลังไอเอสเป็นกลุ่มติดอาวุธที่แตกตัวมาจากอัลกออิดะห์หลังการสูญเสียผู้นำอย่างอุสมะห์ บินลาดิน ผสมผสานกับกลุ่มที่ใกล้ชิดซัดดัม ฮุซเซน ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นทหารของอิรักสมัยซัดดัม เมื่อสิ้นซัดดัม จึงไร้ทางไป ประจวบเหมาะกับการที่สหรัฐ อเมริกา ซาอูดิอาระเบีย และประเทศพันธมิตรจัดตั้งกองกำลังเพื่อล้มรัฐบาลซีเรียภายใต้การนำของบาซ่า อัล อัซซาด จึงได้เข้าร่วม และกลายเป็นคนป่าได้ปืน กลายเป็นกลุ่มที่ปฏิบัติการรุนแรง   มีหลักฐานที่เผยแพร่ตามสื่อบ่งชี้ว่า กลุ่มไอเอสถูกวางแผนโดยอิสราเอล และชาติมหาอำนาจ ให้ใช้แนวทางอิสลามที่ผิดเพี้ยนเพื่อหวังทำลายอิสลาม โยนให้อิสลามเป็นศาสนาแห่งความรุนแรง ซึ่งสวนทางกับคำสอนที่แท้จริงที่เน้นคำสอนเรื่องสันติและความเมตตา ตัวอย่างภาพการประชุมกันกับตัวแทนรัฐบาลสหรัฐฯ-กับแกนนำกลุ่มไอเอส เป็นต้น อาวุธที่กลุ่มไอเอสนำมาใช้สังหารฝ่ายตรงกันข้าม ยานพาหนะที่ใช้ ข้อมูลที่วาลาดิเมียร์ ปูติน นำมาพูดในที่ประชุมผู้นำ G20 ที่ตุรกี ตอกย้ำข้อมูลดังกล่าวชัดเจน รวมทั้งคลิปเครื่องบินรบรัสเซียโจมตีรถบรรทุกน้ำมันของกลุ่มไอเอส 500 คัน ยิ่งเป็นพยานหลักฐานมัดชัดเจน

ดร.อาณัส อมาตยกุล อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มไอเอสเป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่บิดเบือนคำสอนของอิสลาม คนมุสลิมมีจำนวนมากกว่า 1,600 ล้านคน คนที่ก่อเหตุที่ถือว่าเล็กน้อยมาก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ มุสลิมส่วนใหญ่เป็นคนรักสันติ รักสงบ เน้นแนวทางสันติภาพ 
อย่างไรก็ตาม การกระทำของคนเพียงน้อยนิดที่มาจากปัญหาเฉพาะกลุ่มของตัวเอง ส่งผลให้กระแสอิสลาโมโฟเบียโหมกระพือรุนแรงมากทับทวี ในอังกฤษหญิงสาวมุสลิม
ถูกทำร้ายในสถานีรถไฟ บนรถโดยสารผู้หญิงมุสลิมถูกชี้หน้าด่า ตามโซเชียลมีแต่การวิพากษ์ วิจารณ์และขยายผลการเกลียดกลัวอิสลามต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะฟื้นคืนสิ่งเดิมๆ

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2558

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1261 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 55 + 27 =
ความคิดเห็น :