Bookmark and Share

พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ ‘ความท้าทายไม่ใช่งานยุทธการ แต่จะเปลี่ยนผู้เห็นต่างให้มาสู้ด้วยสันติวิธีได้อ



ผ่านไปเกือบ 2 เดือนแล้ว กับการเข้ามารับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภาย ในภาค 4 ส่วนหน้า (ผอ.รมน.ภาค 4 สน.) คนใหม่ของ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ ซึ่งเป็นทั้งลูกที่ชายแดนใต้และลูกหม้อของกองทัพภาคที่ 4 แม้ว่าในห้วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมาสามารถนับการก่อเหตุรุนแรงด้วยระเบิดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เกินกว่า 50 ลูกไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม การเข้ามารับตำแหน่งแม่ทัพใหม่ครั้งนี้ถือว่าอยู่ในช่วงเวลาที่เป็นระยะเปลี่ยนผ่านของสถานการณ์ชายแดนใต้ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการต่อสู้ด้วยอาวุธของขบวนการชาตินิยมมลายูปาตานีมาเป็นการต่อสู้ด้วยแนวทางสันติวิธี ซึ่งเริ่มนับหนึ่งจากการลงนามในฉันทามติร่วมว่าด้วยการพูดคุยเพื่อหาทางออกจากปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมาระหว่างตัวแทนขบวนการบีอาร์เอ็นที่นำโดยนายฮัสซัน ตอยิบ กับพล.ท.ภารดร พัฒนาถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในสมัยนางสาวยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกันก็เป็นระยะเปลี่ยนผ่านจากแนวทางแก้ปัญหาความไม่สงบด้วยการใช้ความรุนแรงไปปราบความรุนแรงของฝ่ายรัฐบาลด้วยเช่นกัน
ทว่าระยะเปลี่ยนผ่านนี้จะยาวนานแค่ไหนยังไม่มีใครรู้คำตอบ แต่ก็มีแนวโน้มที่ดี ด้วยเพราะรัฐบาลปัจจุบัน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ได้จัดตั้งกลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามคำสั่ง 230/2557 เรื่องการจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายภาคแดนใต้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ด้วยความรุนแรงมาเป็นการต่อสู้ด้วยสันติวิธี และเป็นการสร้างหลักประกันความต่อเนื่องและความเชื่อมั่นของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาจังหวัดชายแดน
ภาคใต้ทุกกลุ่มได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข

ขณะนี้กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังดำเนินการอยู่ โดยมีการพูดคุยอย่างเป็นทางการไปแล้ว 3 ครั้ง ระหว่างคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ฝ่ายไทยที่มีพล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นหัวหน้าคณะ กับ “มาราปาตานี” ซึ่งเป็นองค์กรร่วม
ของกลุ่มขบวนการผู้เห็นต่างจากรัฐที่มีนายอาวัง ญาบะ จากขบวนการ บีอาร์เอ็นเป็นประธาน แต่ทว่าการพูดคุยนั้นยังอยู่ในระยะการสร้างความไว้วางใจระหว่างคณะพูดคุยทั้งสองฝ่าย จากทั้งหมด 3 ระยะ โดยระยะต่อไปคือการบรรลุข้อตกลงแนวปฏิบัติที่นำไปสู่การลดการเผชิญหน้าและยุติการใช้ความรุนแรง และระยะที่สามคือการบรรลุฉันทามติของทางออกร่วมกันโดยจัดทำโรดแมป (Road Map) ร่วมกันในการหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ซึ่งก็ยังบอกไม่ได้อีกเช่นกันว่าอีกยาวนานแค่ไหน ซึ่งนั่นคือการพูดคุยในระดับแต่ความรับผิดชอบโดยตรงของ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ ในฐานะแม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. คือการขับเคลื่อนการพูดคุยในระดับพื้นที่เพื่อลดความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นและสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการพูดคุยในระดับบน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความสันติสุขหรือสันติภาพให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งก็คือคนในพื้นที่และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรงโดยตรง ซึ่งคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างว่าสู้เพื่อประชาชน แต่ประชาชนจริงต้องการสันติสุขแบบไหนและอย่างไร

ทั้งนี้ โครงสร้างการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามคำสั่ง 230/2557 นั้น ได้กำหนดให้จัดตั้งกลไกขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุย 3 ระดับ คือ 1.คณะกรรมการอำนวยการ (The Steering Committee for Peace Dialogue) เป็นคณะกรรมการระดับนโยบาย 
มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน 2.คณะพูดคุยเพื่อสันติสุข (The Peace Dialogue Panel) และ 3.คณะประสานงานระดับพื้นที่ (The Area-based Inter-agency Coordination Working Group) มี ผอ.รมน.ภาค 4 สน.รับผิดชอบนั่นเองตามคำสั่งระบุว่า คณะประสานงานระดับพื้นที่มีหน้าที่สำคัญๆ นอกจากสร้างสภาวะแวดล้อมในพื้นที่ให้เอื้อต่อกระบวนการพูดคุยในระดับบนแล้ว ยังต้องประสานงานกับภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ ทั้งส่วนราชการ นักวิชาการ สื่อมวลชนและภาคประชาสังคม เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้องเสนอแนะ ผลสะท้อนจากการพูดคุยในทุกด้าน รวมทั้งสื่อสารกับกลุ่มผู้เห็นต่างในพื้นที่เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจแม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้จัดเวทีพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ไปแล้วกว่า 100 เวที และได้นำข้อเสนอทั้งหมดเสนอไปยังระดับนโยบายและระดับคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขเพื่อเสนอต่อผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยสันติสุขฝ่ายมาเลเซียในฐานะคนกลาง คือดาโต๊ะซัมซามิน ฮาชิม เพื่อทำข้อสรุปและเสนอแนะต่อคณะพูดคุยทั้งสองฝ่ายไปแล้วถามว่าทำไมเสียงของคนระดับล่างจึงสำคัญต่อการพูดคุยเพื่อสันติสุข หากยังจำกันได้ในการพูดคุยสันติภาพระหว่างคณะพูดคุยฝ่ายไทยกับฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็นเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2556 มีการพูดถึงข้อตกลงการยุติการใช้ความรุนแรงในเดือนรอมฎอนและข้อเรียกร้องให้หยุดโจมตีเป้าหมายอ่อนแอ ซึ่งเป็นข้อเสนอของผู้นำศาสนาอิสลามและเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ผ่านเวทีดังกล่าว

แม้ว่าการพูดคุยในครั้งนั้นไม่ได้มีข้อตกลงที่ชัดเจน แต่จากสถิติที่รวบรวมโดยศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) พบว่าในช่วง 10 วันแรกของเดือนรอมฎอนในปีนั้นเกือบจะไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เลย และการหยุดหรือลดการใช้ความรุนแรงในเดือนรอมฎอนก็มีการพูดถึงอยู่ทุกปี รวมทั้งมีการลดการโจมตีเป้าหมายอ่อนลง ซึ่งมีผลต่อเนื่องมาจนทำให้ภาพรวมของเหตุรุนแรงในพื้นที่ในช่วงปี 2556 ต่อเนื่องจนถึงปี 2557 เกิดขึ้นน้อยที่สุดตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการพูดคุยส่งผลให้เกิดการลดใช้ความรุนแรงได้ ขณะเดียวกันประชาชนก็มีความหวังว่าการพูดคุยจะนำสันติสุขกลับมาได้จริง หรือแม้แต่ฝ่ายปฏิบัติการทางทหารของขบวนการส่วนหนึ่งก็อาจจะมองว่าการพูดคุยจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่รากเหง้าได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง
แต่ก็ใช้ว่าการพูดคุยระดับพื้นที่ก็จบลงแค่นั้น แต่ต้องมีเวทีหรือพื้นที่กลางที่ทุกฝ่ายสามารถพูดคุยได้อย่างปลอดภัยหรือที่เรียกว่า Safety Net ต้องมีต่อไปเพราะกระบวนการสร้างความไว้วางใจจำเป็นต้องทำอยู่ตลอดเวลาจนกว่าจะไว้ใจกัน ด้วยเหตุนี้ ทาง กอ.รมน.ภาค 4 สน. จึงตั้งศูนย์สันติวิธีขึ้นมา ภายใต้คำสั่ง 230/2557 ด้วยซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่เลขานุการคณะประสานงานระดับพื้นที่ ยังทำหน้าที่ประสานงานกับภาคส่วนต่างๆ ในเรื่องการพูดคุยระดับพื้นที่ด้วย ศนย์สันติวิธีจะเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนงานสันติวิธีที่เอื้อต่อการพูดคุยในระดับบน และถือเป็นความท้าทายของ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ ที่จะใช้พื้นที่นี้ในการเปลี่ยนการต่อสู้ที่ใช่อาวุธและความรุนแรงมาสู่แนวทางสันติวิธีหรือแนวทางทางการเมืองของกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ในพื้นที่ได้อย่างไร นอกเหนือจากงานยุทธการที่ทหารถนัด

เมื่อเป็นงานที่ต้องทำกับคนในพื้นที่โดยตรง พล.ท.วิวรรธน์ จึงพยายามเลือกคนในพื้นที่หรือรับราชการในพื้นที่มานานมาเป็นกลไกสำคัญๆ ของศูนย์สันติวิธี เพราะจะเข้าใจและรู้จักคนในพื้นที่ที่มีความต่างทั้งศาสนาและวัฒนธรรมจากคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างดี ซึ่งตัวเขาเองก็รู้จักคนในพื้นที่เยอะ รู้จักแม้กระทั่งฮัสซัน ตอยิบ ที่เคยเป็นคนบ้านใกล้กันมาก่อนเมื่อครั้งอาศัยอยู่ที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
ส่วนผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี พล.ท.วิวรรธน์ เลือก พล.ต.ชุมพล แก้วล้วน ซึ่งเดิมเป็นคน อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส และเป็นลูกหม้อของกองทัพภาคที่ 4 ด้วยเช่นกันมาเป็นผู้อำนวยการศูนย์ ส่วนกลไกสำคัญของศูนย์สันติวิธีมี 4 แผนกด้วยกัน ประกอบด้วย แผนกการพูดคุยระดับพื้นที่มีพ.อ.สมเดช โยธา ซึ่งติดตามการพูดคุยสันติสุขมาตลอดเป็นหัวหน้าแผนก แผนกประชาสังคมก็มี พ.อ.สุรเทพ หนูแก้ว เป็นหัวหน้าแผนกเดิมก็เป็นคน อ.ธารโต จ.ยะลา แผนกพาคนกลับบ้านซึ่งทำหน้าที่พาคนที่มีหมายคดีความมั่นคงหรือหวาดกลัวให้กับมาบ้าน ก็มีพ.อ.สมชาย โปณะทอง ซึ่งเป็นคนยะลาเป็นหัวหน้าแผนก นอกจากนี้ยังมีแผนกการจัดการความขัดแย้งและควบคุมอาวุธ ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างตระกูลผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

การตั้งศูนย์สันติวิธี ถือเป็นการปรับตัวอย่างหนึ่งของทหารในการหันมาใช้แนวทางการเมืองนำการทหาร เช่นเดียวกับการปรับตัวของกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะองค์กรภาคประชาสังคมและสื่อในพื้นที่ที่พยายามสร้างพื้นที่กลางที่ให้ฝ่ายต่างได้ใช้การพูดคุยและแนวทางสันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ และพยายามให้มีการพูดถึงรากเหง้าของปัญหาอย่างแท้จริงเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างถูกจุดมากขึ้น

สำหรับองค์กรภาคประชาสังคมที่มีบทบาทสำคัญและมีส่วนช่วยให้เกิดบรรยากาศที่ต้องแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยนั้น มีหลายองค์กร เช่น สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า มูลนิธิเอเชีย ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ วิทยาลัยประชาชน รวมทั้งเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ที่พัฒนาตัวเองมาจากกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงในพื้นที่ เป็นต้น แต่ถามว่าทหารเองมองภาคประชาสังคมเหล่านี้อย่างไร 
องค์กรเหล่านี้ พยายามที่จะทำงานขยายความรู้เกี่ยวกับสันติภาพไปสู่กลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ และผลักดันให้มีการพูดคุยถึงปัญหารากเหง้าที่แท้จริงในระดับคณะพูดคุยสันติสุข เพื่อให้เกิดสันติภาพในเชิงบวก ซึ่งหมายถึงกระบวนการสันติภาพที่นำไปสู่การแก้ปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งไม่ใช่เพียงแค่การหยุดใช้ความรุนแรงอย่างเดียว (สันติภาพในเชิงลบ) เพราะถ้าความรุนแรงหยุดแต่ปัญหายังอยู่ก็มีโอกาสสูงที่ความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงจะกลับมาใหม่อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ อาบูฮาฟิซ อัลฮากีม ผู้เห็นต่างจากรัฐคนหนึ่งจากขบวนการบีไอพีพี (BIPP) และเป็นหนึ่งในสมาชิกมาราปาตานี บอกว่า ในอดีตเคยมีการพูดคุยกันมาแล้วระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับขบวนการต่อสู่เพื่อปลดปล่อยปาตานี (หมายถึงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา) ครั้งนั้นคุยกันเพียงเพื่อให้ยุติการใช้ความรุนแรงถึงขั้นมีการมอบอาวุธคืนให้รัฐ ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใต้โครงการฮารับปันบารูหรือโครงการใต้ร่มเย็น แต่ไม่ได้พูดคุยถึงสาเหตุของปัญหา

“เมื่อไม่ได้คุยต้นเหตุของปัญหา ก็เท่ากับไม่ได้แก้ปัญหาอย่างแท้จริง ความรุนแรงก็จะกลับมาใหม่ ซึ่งก็กลับมาใหม่ด้วยจริงๆ โดยนักรบรุ่นใหม่ในเวลาไม่ถึง 30 ปี ดังนั้นการพูดคุยในตอนนี้ครั้งนี้ ถ้ายังคุยเหมือนเดิมอาจยุติความรุนแรงได้ แต่มันก็จะกลับมาอีกโดยนักรบรุ่นใหม่รุ่นต่อไป เพราะปัญหายังไม่ได้แก้”

นั่นจึงเป็นโจทย์สำคัญ ที่ไม่ใช่เพียงแค่แม่ทัพภาคที่ 4 เท่านั้น แต่รวมถึงภาคส่วนต่างๆ ที่ต้องร่วมกันสร้างสันติสุขหรือสันติภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่ให้ได้แม้ต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหนก็ตาม

ทำความรู้จัก 
พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์

พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาค 4 คนใหม่เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 16 นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 27 เกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2499 เป็นบุตรของนายเปล่ง และนางจันทร์ฉาย ปฐมภาคย์ สมรสกับนางศรีกฤษ ปฐมภาคย์ มีบุตรด้วยกัน 2 คน 

เมื่อสำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2523 ได้เลือกรับราชการในเหล่าทหารราบ ในตำแหน่งผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 5 จังหวัดปัตตานี 
กว่า 30 ปีที่มีส่วนร่วมแก้ปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ทั้งงานด้านความมั่นคง งานด้านการพัฒนา และงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเท เสียสละ เขาเคยนำกำลังเข้าปราบปรามขบวนการโจรก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) และขบวนการโจรก่อการร้าย (ขจก.) ซึ่งมีฐานที่มั่นใหญ่ในพื้นที่ป่าเขา มีการเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็งและสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ดำรงยศเพียงแค่ร้อยตรีเมื่อปี 2524 

กระทั่งปี 2546 โดยได้ปะทะกับกลุ่มกองกำลังโจรก่อการร้ายในขณะนั้นถึง 54 ครั้ง ทำให้สมาชิกกลุ่มโจรเสียชีวิต 29 คน ยึดอาวุธสงครามได้ 30 กระบอก ยึดค่ายพัก 2 แห่ง และสามารถชักชวน
ผู้หลงผิดเข้าเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยได้เป็นจำนวนมาก 
นอกจากนั้นยังได้รับการยอมรับจากภาคส่วนต่างๆ โดยมีผลงานเชิงประจักษ์ที่สำคัญ อาทิ ผู้บังคับกองร้อยทหารราบดีเด่น เมื่อปี 2529 ข้าราชการดีเด่นสาขาความมั่นคงของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับพระราชทาน เกียรติบัตรจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อปี 2541 

นอกจากนี้ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้บังคับการกรมทหารพรานดีเด่นเมื่อปี 2543 และได้รับรางวัลบุคคลตัวอย่างแห่งปี 
สาขาส่งเสริมพัฒนาความมั่นคง ประจำปี 2548 ในขณะที่เส้นทางรับราชการก็มีความเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับโดยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ อาทิ ผู้บังคับกองพันพัฒนาที่ 4 เมื่อปี 2538, ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 43 เมื่อปี 2540, ผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือนกองทัพภาคที่ 4 เมื่อปี 2546, ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกปัตตานี เมื่อปี 2547 และขึ้นครองยศเป็นพลตรีในตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 เมื่อปี 2555 

จากนั้นได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อปี 2557 โดยในขณะปฏิบัติหน้าที่ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในภารกิจที่สำคัญ ทั้งในเรื่องการถวายความปลอดภัย งานพัฒนาคุณภาพชีวิตตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้วางรากฐานการจัดตั้งกองกำลังทหารพรานให้มีความเข้มแข็งภายใต้แนวคิด “คุณธรรม อุดมการณ์ คือหัวใจทหารพรานเพื่อประชาชน” 
นอกจากนี้ยังได้เสริมสร้างความพร้อมกำลังรบให้กับกองพลทหารราบที่ 15 ให้มีศักยภาพในการปฏิบัติงานและรับผิดชอบพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในปัจจุบันตลอดระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 

นายทหารสายเหยี่ยว 
“ใหญ่ ดำ เหี้ยม”?

อ่านประวัติข้างต้นแล้วจึงไม่แปลกที่ในช่วงที่ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ จึงเสียงกระซิบมาจากองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่บางองค์กรว่า แม่ทัพคนนี้เป็นสายเหยี่ยว ซึ่งเป็นที่กังวลของคนในพื้นที่ว่าอาจใช้วิธีการปราบปรามและความแข็งกร้าวในการแก้ปัญหาในพื้นที่และอาจจะไม่เป็นผลดีต่อสถานการณ์ในพื้นที่เลย

พ.อ.วิชาญ สุขสง เสนาธิการประจำตัวแม่ทัพภาคที่ 4 (พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์) บอกว่า ไม่จริงเลย “ท่านไม่ได้ทำงานสายปราบปรามอย่างเดียว ท่านทำงานในสายการพัฒนาด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วทหารไม่ว่าจะทำงานด้านไหนทั้งด้านปราบปราม การเมืองหรือการพัฒนา ต้องทำให้ดีที่สุด แต่คนไปมองผลงานด้านปราบปรามมากกว่า จึงคิดว่าเป็นสายเหยี่ยว

ส่วนพล.ท.วิวรรธน์เองก็พูดถึงตัวเองสั้นว่า “บางคนอาจรู้จักแต่ไม่ได้สัมผัส จึงคิดว่าผมเป็นสายเหยี่ยว ในอดีตผู้ใหญ่บางคนคิดว่าผม “ใหญ่ ดำ เหี้ยม” บางคนแถมยังคิดว่าเป็นมุสลิมด้วยซ้ำ ผมนี่ดีใจมากเลย แต่เมื่อมาเจอตัวจริงมันคนละเรื่อง”
พล.ท.วิวรรธน์ บอกว่า เขาทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตลอดจึงซึมซับปัญหาในพื้นที่ได้ดี รู้จักคนในพื้นที่และไม่ต้องนับหนึ่งใหม่เพราะคิดแผนมาเป็นปีแล้วส่วนในเรื่องการทำงานนั้น พ.อ.วิชาญ บอกว่า ปีนี้ท่านแม่ทัพตั้งเป้าหมายไว้ 4 อย่างซึ่งคิดกันมาก่อนเป็นแม่ทัพแล้ว เมื่อถึงเวลาก็ทำได้เลยไม่ต้องใช้เวลาเรียนรู้งาน คือ 1.ลดความรุนแรงทุกรูปแบบให้ได้ 2.ลดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ป้องกันไม่ให้มีเงื่อนไขที่สร้างความแตกแยกไม่เข้าใจหรือโกรธแค้น เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน 3.ให้ทุกศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข และ 4.ลดภัยแทรกซ้อนทุกรูปแบบ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด

“หลังจากเกษียณราชการแล้ว ท่านก็ยังจะอยู่ทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป เพื่อรับผิดชอบโครงการพระราชดำหริ และจะพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดนราธิวาสบ้านเกิด ถ้ามีปัญหาอะไรท่านจะหนีไปไหนไม่ได้หลังจากเกษียณแล้ว เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่มีสิทธิ์ทำไม่ดี”

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2558


บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1498 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 80 + 62 =
ความคิดเห็น :