Bookmark and Share

ไอแบงก์ใกล้ได้ตัวผู้ร่วมทุน Q3 เข้าบริหาร



ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยใกล้ได้พันธมิตรร่วมทุน มีผู้สนใจหลายราย รอสรุปอีก 3 เดือน ขณะที่แบงก์เตรียมโอนหนี้เสีย 40,000 ล้าน ให้ก.คลัง ตั้ง AMC บริหาร

หลังจากคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด เห็นชอบสั่งฟื้นฟูกิจการของธนคารอิสลามฯ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2558 โดยให้จัดหาพันธมิตรมาร่วมทุนและแยกหนี้ดีหนี้เสียออกจากกัน ความคืบหน้าในการหาผู้ร่วมทุนนั้น เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการ ไอแบงก์ ได้ร่วมกับผู้บริหารธนาคารแถลงความคืบหน้าในการบริหารแผนฟื้นฟูกิจการ โดยนายชัยวัฒน์ กล่าวว่า หลังคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้อนุมัติแผนฟื้นฟูไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. ให้กระทรวงการคลังจัดตั้ง AMC เพื่อรับหนี้เสีย (NPF) ส่วนที่ไม่ใช่ของประชาชนชาวมุสลิม ซึ่งมียอดคงค้างประมาณ 40,000 ล้านบาท ไปบริหารจัดการ โดยคาดว่าหนี้เสียส่วนนี้จะขายได้ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังจะชำระเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินและนำมาเพิ่มทุนให้ไอแบงก์ต่อไป

2. หาพันธมิตรร่วมทุน อยู่ระหว่างการยื่นเสนอข้อตกลงแก่พันธมิตรต่างๆ หลังที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) จัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วเสร็จ ซึ่งเริ่มมีผู้สนใจแสดงเจตจำนงมาจำนวนหนึ่ง โดยขั้นตอนต่อจากนี้จะเริ่มประมูลครั้งที่ 1 หรือ indicative bids ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2559 หลังจากนั้น จะให้พันธมิตรที่สนใจเข้าทำ due diligence เพื่อประเมินสภาพและมูลค่าของไอแบงก์ ตั้งแต่มีนาคม-เมษายน 2559 ก่อนจะเริ่มประมูลครั้งที่ 2 หรือ binding bids เพื่อหาผู้ชนะในช่วงกลางเดือนเมษายน 2559 เมื่อได้ผู้ชนะแล้วจะมาตกลงเงื่อนไขราคาอีกรอบ สุดท้ายจึงประชุมผู้ถือหุ้น 
เพื่อโอนหุ้นและชำระราคาหุ้นต่อไป ซึ่งคาดว่าทั้งหมดจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2559 ในการหาพันธมิตรร่วมทุนคนร.ระบุเงื่อนไขว่า ภาครัฐจะต้องรักษาสัดส่วนการถือหุ้นไว้อย่างน้อย 25.5% เพื่อรักษาสิทธิการออกเสียงยับยั้ง หรือวีโต้ในการประชุมผู้ถือหุ้นได้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยปัจจุบันสัดส่วนการถือหุ้นของไอแบงก์แบ่งเป็นกระทรวงการคลัง 48.5%, ธนาคารออมสิน 39%, ธนาคารกรุงไทย 9% และผู้ถือหุ้นรายย่อย 1% ขณะที่มาตรฐานการคัดเลือกของไอแบงก์ นอกจากสถานะการเงินของพันธมิตรที่เข้มแข็งแล้ว จะต้องเป็นผู้ที่สามารถให้บริการแก่ประชาชนได้ ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารธนาคารตามข้อกำหนดของศาสนาอิสลาม ต้องมีเครือข่ายสาขาเพียงพอ เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องเป็นธนาคารเท่านั้น แต่อาจจะเป็นธุรกิจรูปแบบอื่นที่เป็นพันธมิตรกับธนาคารพาณิชย์ก็ได้

“หลังจากตั้ง AMC และกระทรวงการคลังชำระเงินมาให้ จะทำเสร็จก่อนที่พันธมิตรจะเข้ามาดู ไอแบงก์จะได้เงินมาเพิ่มทุนบางส่วนก่อน ประกอบกับพันธมิตรที่จะใส่เงินเข้ามาอีกหลังจากนั้น สถานะของกองทุน BIS ก็จะพลิกกลับเป็นบวกมากกว่าเกณฑ์ที่ 8.5% จากที่ติดลบอยู่ 25% โดยเงินเพิ่มทุนทุก 100,000 ล้านบาท คาดว่าจะนำไปสร้างกำไรได้ประมาณ 1,500-3,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยให้เรามีสถานะที่ดีขึ้นได้ ที่ผ่านมาธนาคารได้ปิดสาขาไป 22 แห่ง จาก 130 สาขา เหลือ 108 สาขา ประหยัดเงินไปได้ 84 ล้านบาทต่อปี”

สำหรับฐานะการเงินปัจจุบันของไอแบงก์ ณ สิ้นปี 2558 มีสินทรัพย์ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท หนี้สินประมาณ 9 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ดีของประชาชนชาวมุสลิม 9,000 ล้านบาท หนี้ดีของประชาชนอื่นๆ 41,000 ล้านบาท หนี้เสียที่เป็นของมุสลิม 3,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากการให้กู้ในช่วงน้ำท่วมปี 2554 ซึ่งชาวบ้านคิดว่าเป็นการช่วยเหลือ
จึงไม่จ่ายคืน หนี้จากโครงการนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งถูกคิดว่าเป็นเงินช่วยเหลือให้เปล่า และหนี้เสียของประชาชนอื่นๆ 40,000 ล้านบาท 
มีทุนที่ชำระแล้ว 10,000 ล้านบาท และมีทุนเรือนหุ้นทั้งหมด 100,000 ล้านบาท ส่วนการดำเนินงานของธนาคาร มีจำนวนลูกค้าชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นจาก 296,462 รายในปี 2556 เป็น 447,533 รายในปี 2558 โดยกำลังเร่งรัดแก้ไขและปรับปรุงโครงสร้างหนี้รวม 113 ราย มูลค่ารวม 29,630 ล้านบาท, มีระดับอัตราเงินฝากต่อหนี้สิน (F/D Ratio) ที่ระดับ 97% ติดต่อกัน 5 เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2558 มีสัดส่วนของเงินฝากกระแสรายวันและเงินฝากออมทรัพย์ดีขึ้น โดยมีเงินฝากออมทรัพย์ที่ 79% ในปี 2558 ลดลงจาก 83% ในปี 2556 และปี 2557 ทำให้ต้นทุนเงินฝากลดลงจาก 3% ในปี 2557 เป็น 2.6% ในปี 2558, มีกองทุน BIS ที่ระดับ -21% ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ที่ 8.5%

“ยืนยันว่า มีผู้สนใจร่วมทุนหลายราย ที่มีข่าวว่าไม่มีผู้สนใจนั้นไม่เป็นความจริง แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า มีธนาคารใดจากประเทศใดบ้าง ซึ่งผู้ที่สนใจจะเข้ามาทำสัญญาที่จะปกปิดข้อมูลของธนาคารเป็นความลับ ในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งคาดว่า กลางไตรมาส 3 จะได้ตัวผู้ร่วมทุน จะเข้ามาบริหารเต็มตัวในไตรมาสสุดท้ายของปี และคงจะมีมาตรการต่างๆ ออกมาในปี 2560” นายชัยวัฒน์ กล่าว

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนมีนาคม 2559 
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 573 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 58 + 49 =
ความคิดเห็น :