Bookmark and Share

Nissan X-trail Hybrid ขุมพลังสีเขียว “ทั้งแรง-ประหยัด” ตอบทุกไลฟ์สไตล์



นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย เลือกจังหวะเวลากดปุ่มปล่อยตัว “นิสสัน เอ็กซ์เทรล  ไฮบริด ใหม่” ลงสู่ตลาดเมืองไทยในช่วงปลายปี 2558 เพื่อชิงกำลังซื้อก่อนที่ภาษีสรรพสามิตใหม่จะมาถึง และนับเป็นจังหวะดีที่ไม่มีรถใหม่ระดับ Talk of the Town มาแย่งซีน ทำให้ “นิสสัน เอ็กซ์เทรล ไฮบริด ใหม่” มีความโดดเด่นที่สุดในตลาดกลุ่มรถอเนกประสงค์ SUV ที่เทรนด์กำลังมาแรง เหนือสิ่งอื่นใด “เอ็กซ์เทรล ไฮบริด ใหม่” ยังมาพร้อมกับนวัตกรรมล้ำสมัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

สำหรับ “นิสสัน เอ็กซ์ เทรล  ไฮบริด ใหม่” แม้นว่า จะมีหลักการเฉกเช่นเดียวกับแบรนด์อื่นๆ ในตลาด แต่นิสสันได้พัฒนาให้มีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของนิสสันเอง โดยระบบไฮบริดค่ายนิสสันมีจุดเด่นที่เลือกใช้เครื่องยนต์ ตัวต่ำสุดของรุ่นเบนซิน 2.0 ลิตร ไดเร็กต์อินเจ็กชั่น และมอเตอร์ไฟฟ้าเพียง 1 ตัว (ค่ายอื่น 2 ตัว) ทำให้กะทัดรัด มีน้ำหนักเบา ลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย พร้อมระบบคลัตช์ 2 ชุด (คลัตช์คู่อัจฉริยะ) ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT แบบแปรผันต่อเนื่องหรือคลัตช์คู่อัจฉริยะ (Intelligent Dual Clutch System) โดยใช้คลัตช์สองตัวทำหน้าที่ตัด-ส่งกำลัง ประกอบด้วย

ตัวที่หนึ่ง : เป็นแบบคลัตช์แห้ง ติดตั้งระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า ส่วนตัวที่สอง : เป็นแบบคลัตช์เปียก อยู่ระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้ากับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ส่งกำลังไปสู่ล้อ ซึ่งจะมีทั้งในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ 
ทั้งนี้ระบบจะถูกสั่งงานด้วยสมองกลที่มีชื่อเรียกว่า “ไฮบริด เพาเวอร์เทรน คอนโทรล โมดูล” ให้ทำงานตามสภาพการขับขี่แบบเรียลไทม์สำหรับการจัดวางอุปกรณ์ไฮบริด อาทิ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนไว้บริเวณที่เก็บยางอะไหล่ก็กินพื้นที่กับสัมภาระที่นั่งแถวสามไปบ้าง แต่ในทางปฏิบัติจากการใช้งานจริงพื้นที่บริเวณนี้ไม่ค่อยได้ใช้งานอย่างเต็มที่ตลอดเวลา จะมีบางครั้งที่มีความจำเป็นในการบรรทุกสัมภาระจำเป็นในระยะทางสั้นๆ เท่านั้น นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่นิสสันสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ทำราคาได้อย่างโดนใจสุดๆ
สำหรับการทดสอบขับใช้รูปแบบของฟรีรัน ระยะทาง 360 กิโลเมตร เส้นทางกรุงเทพฯ – สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ด้วยสภาพเส้นทางต่างๆ ทั้งแบบไฮเวย์ การขึ้นลงเขาและเนินรวมถึงสภาพถนนโค้งไปมา ภายใต้ อากาศบริสุทธ์และธรรมชาติที่ร่มรื่น ที่เป็นพิเศษสุดๆ นอกจากนั้นยังมีการจัดเส้นทางพิเศษ เพื่อทดสอบระบบเพียวไดรฟ์ ไฮบริด โดยเฉพาะ ระยะทาง 33 กิโลเมตร ขึ้นลงตามภูเขาและทางคดเคี้ยวเป็นเส้นทางชมวิวธรรมชาติที่สวยงามของ อ.สวนผึ้ง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ร่วมทดสอบจะได้สัมผัสถึงจุดเด่นต่างๆ ของรถยนต์รุ่นใหม่นี้ได้อย่างเต็มที่

การทดสอบเริ่มต้นจาก โรงแรมอีสตินแกรนด์ สาทร ซึ่งเป็นถนนที่ได้ชื่อว่ามีการจราจรที่หนาแน่น ซึ่งจะเป็นช่วงที่ให้ทุกคนได้ทำความคุ้นเคยกับรถ ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายในการนั่ง จากเบาะหนังปรับไฟฟ้าหรือว่าการใช้การควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบกุญแจอัจฉริยะ ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ระบบปรับอากาศ แบบแยกซ้าย-ขวา พื้นที่เก็บของขนาดใหญ่ นอกจากนี้ก็ยังรับรู้ถึงการทำงานของ EV โหมด หรือการทำงานด้วยระบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ช่วยเพิ่มความเพลิดเพลิน
ในการเดินทาง เนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานได้เงียบ ไร้เสียงรบกวน รวมถึงรู้ถึงการตอบสนองของมอเตอร์ไฟฟ้าที่กระฉับกระเฉง ทั้งช่วงของการออกตัวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และการเร่งได้อย่างรวดเร็วทันใจ

จากนั้นเมื่อเข้าสู่ถนนพระราม 2 ทำให้สามารถทดสอบการสมรรถนะและการทำงานของเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี ทั้งการทำความเร็ว และอัตราเร่ง สำหรับการเร่งแซง ด้วยการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ประสานกันได้ดีของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ผ่านระบบคลัตช์คู่อัจริยะที่สามารถทำงานที่ความเร็วได้สูงสุดถึง 120 กม./ชม. สูงกว่ารถไฮบริดทั่วไป ช่วยเพิ่มความประหยัดในการใช้งาน จากลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ลงไปอย่างมาก ซึ่งการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร MR20DD 4สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว Twin C-VCT ไดเร็คต์อินเจ็กชั่น ให้กำลังสูงสุด 144 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 200 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที และมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ให้กำลังสูงสุด 41 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 160 นิวตันเมตร ทำให้ได้กำลังรวมกันสูงสุดถึง 179 แรงม้า ซึ่งมีกำลังและอัตรเร่งที่ดีกว่ารุ่นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร แต่มีอัตราสิ้นเปลืองที่ดีกว่า และหากเทียบกับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเพียงอย่างเดียว ระบบไฮบริดจะประหยัดกว่าถึง 20% ขณะเดียวกันก็ยังเป็นรถที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงอีกด้วย
ตลอดการขับขี่ในช่วงนี้ ยังเป็นช่วงที่มีการตัดต่อการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์เกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้ขับจะรับรู้ได้ถึงความราบเรียบ ไหลลื่นไม่มีอาการกระชากให้รู้สึก ทำให้ภายในห้องโดยสารนั้นมีความเงียบตลอดทั้งเส้นทาง จากนั้นขบวนทดสอบวิ่งเข้าสู่ถนนเพชรเกษมบริเวณแยกวังมะนาว มุ่งหน้าไปยังแยกเจดีย์หัก เพื่อตัดเข้าสู่เส้นทางไปยังสวนผึ้ง โดยเส้นทางช่วงนี้มีทั้งช่วงที่เป็นทางขนาดใหญ่ 4 เลน และทางขนาดเล็ก 2 สวนทาง ผ่านพื้นที่เกษตรกรรม ป่าเขา การขับขี่ต้องเปลี่ยนระดับความเร็วอยู่ตลอดเวลาตามสภาพเส้นทางที่สวยงาม

นอกจากนี้สิ่งที่ได้ทดสอบเพิ่มเติมจากสมรรถนะของเครื่องยนต์ใน เอ็กซ์เทรล ไฮบริด ใหม่ จากเส้นทางนี้ คือการทำงานของระบบเกียร์ XTRONIC CVT 7 สปีด ที่สามารถส่งต่อกำลังจากเครื่องยนต์มอเตอร์ไฟฟ้าไปยังเพลาขับได้อย่าง
ลื่นไหล ไม่มีการกระชาก สะดุด แม้จะต้องเปลี่ยนเกียร์ไปมาอยู่บ่อยครั้งก็ตามและก็ยังมี Manual Mode สำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเอง ซึ่งก็จะสามารถรับรู้ถึงการตอบสนองในการปรับเปลี่ยนเกียร์ไปมาได้ตามที่ต้องการได้อย่างสนุก และเส้นทางยังมีช่วงคดโค้งหลายช่วง ท้าทายความสามารถของรถและเชิญชวนให้ผู้ขับขี่ได้พบกับความสนุกในการควบคุมรถ ซึ่งระบบช่วงล่างของที่มาพร้อมการควบคุมช่วงล่าง Advance Chassis Control ออกแบบให้ช่วยการเดินทางเป็นไปอย่างนุ่มนวลเพลิดเพลิน แต่ก็มีประสิทธิภาพ ในการยึดเกาะถนนที่ดี ช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ยังมีระบบตัวช่วยในด้านการทรงตัวแบบต่างๆ ติดตั้งมาอย่างครบครัน เช่น ประกอบด้วยระบบช่วยลดอาการโยตัวบนทางขรุขระ (ARC) ระบบควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (ATC) ระบบ ช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ (VDC) เป็นต้น

ที่พิเศษสุดสำหรับการทดลองขับ “เอ็กซ์เทรล ไฮบริด ใหม่” ทีมงานนิสสันได้จัดเส้นทางทดสอบพิเศษประมาณ 33 กม. เป็นเส้นทางชมวิว (Scenic Route) ที่มีชื่อเสียงของสวนผึ้ง โดยเป็นเส้นทางขึ้นลงเขาตลอดเวลา ซึ่งการกำหนดเส้นทางนี้เพื่อให้รับรู้ถึงการทำงานต่างๆ ของระบบไฮบริด เช่น การขับลงเนินที่เครื่องยนต์จะดับ รอบเครื่องยนต์เป็น 0 และโหมด EV ทำงาน มีการชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่ ซึ่งการทำงานต่างๆ ของระบบ
ไฮบริด สามารถเห็นได้จากข้อมูลที่ปรากฏขึ้นที่หน้าจอแสดงผล เพื่อให้ผู้ขับรู้ว่าในช่วงเวลาต่างๆ มอเตอร์ไฟฟ้าทำงาน ช่วงไหนเครื่องยนต์ทำงาน ช่วงไหนทำงานพร้อมกัน และช่วงไหนมีการชาร์จไฟกลับสู่แบตเตอรี่ เส้นทางนี้เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงการตอบสนองของแรงบิดว่าเรียกได้ตามต้องการ และให้ความรู้สึกที่กระฉับกระเฉงกว่าเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่าอีกด้วย ขณะเดียวกัน ก็ยังได้เห็นการทำงานของระบบ Advanced Chassis Control ชัดเจนยิ่งขึ้น ผ่านจอข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงการปรับช่วงล่างตลอดเวลา เพื่อให้รถมีการทรงตัวที่ดีเยี่ยม และขับขี่ได้สนุกตลอดเส้นทาง

ผมได้ทดลองลองขับในรุ่น 2.0V 4WD Hybrid ซึ่งเป็นรุ่นท็อปขับเคลื่อนสี่ล้อ แม้เส้นทางการทดลองขับจะใช้โหมดขับเคลื่อนสองล้อก็เกินพอแล้ว ตลอดการนั่งหลังพวงมาลัยนับว่าเป็นรถยนต์
ไฮบริดที่มีสมรรถนะน่าประทับใจ อัตราเร่งที่ได้จากการทำงานของเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งผ่านระบบเกียร์ CVT อย่างต่อเนื่องทันทีที่คิกดาวน์หนักๆ เพื่อเร่งแซงได้อย่างทันใจสำหรับอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงจากการทดลองขับครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นขับบนถนนลาดยางในสภาพการจราจรที่เคลื่อนตัวดีอย่างต่อเนื่อง และใช้ความเร็วอยู่ในระดับการเกินทาง อีกทั้งเน้นขับให้เนียนขึ้นมาจากพฤติกรรมขับขี่ในชีวิตประจำวันเล็กน้อย ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากได้ข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองที่น่าเชื่อถือระดับหนึ่ง การใช้ความเร็ว เฉลี่ยจึงอยู่ระหว่าง 90 -120 กม/ชม. จากการดูที่มาตรวัดได้อัตราสิ้นเปลือง 16-17 กม./ลิตร โดยส่วนตัวถือว่าเป็นที่น่าพอใจ ถ้าใช้งานจริงๆ โดยลูกค้าทั่วไปอาจจะได้อัตราบริโภคน้ำมันเฉลี่ย 15 กม./ลิตร คิดว่าน่าจะเป็นที่น่าพอใจเช่นกันการทดลองขับ “นิสสัน เอ็กซ์ เทรล ไฮบริด ใหม่” รอบนี้แม้ระยะทางจะไม่มากนัก

แต่ได้รับความรู้สึกที่แท้จริงของรถยนต์ไฮบริดคันนี้ได้มากพอสมควร ทั้งสมรรถนะ อัตราเร่ง ระบบช่วงล่างที่ค่อนข้างลงตัว และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง แต่สิ่งที่ต้องยกเครดิตทีมงานนิสสัน คือการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตทำให้เปิดราคามาได้ต่ำเหนือความคาดหมายเริ่มต้นที่ราคา 1.249 ล้านบาท, ราคา 1.324 ล้านบาท และรุ่นท็อปขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 1.359 ล้านบาท แถมยังรับประกันรถยนต์และระบบไฮบริด 3 ปี หรือ 1 แสนกิโลเมตร และรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี ไม่จำกัดระยะทางอีกด้วย
สรุปว่า “นิสสัน เอ็กซ์-เทรล ไฮบริด ใหม่” รถอเนกประสงค์ที่ครบเครื่อง และผู้บริโภคเข้าถึงง่ายที่สุดแห่งยุค

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนมีนาคม 2559
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 580 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 61 + 75 =
ความคิดเห็น :