Bookmark and Share

อนาถ! ชะตากรรมฮุจยาต ในเงื้อมมือกรมการศาสนา



เปิดรายงานอนุกมธ.ติดตามการดำเนินการกิจการฮัจย์ พบเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา ทำผิดพลาดจนเกิดปัญหาสร้างความเดือดร้อนแก่ฮุจยาตหลายครั้ง แต่กรมการศาสนาดูเหมือนมีการปกป้องปล่อยให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นซ้ำซาก

กรณีมีข่าวว่า เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาระดับ
ผู้อำนวยการ ถูกเจ้าหน้าที่ซาอุดิอารเบียจับกุมข้อหาพกเหล้าเข้าประเทศ และนำตัวไปอบรมมากกว่า 1 ชั่วโมง เป็นการเปิดเผยข้อมูลจาก อ.อรุณ บุญชม หัวหน้าคณะเจรจาฮัจย์ สะท้อนให้เห็นว่า การทำงานของกรมการศาสนาในการส่งเสริมกิจการฮัจย์เต็มไปด้วยปัญหา กรณีผู้อำนวยการขี้เมา เป็นเพียงปัญหาหนึ่ง ยังมีปัญหาอีกหลายในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา จนมีการสอบสวนตรวจสอบของคณะกรรมาธิการฯ หลายคณะในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และวุฒิสภา การร้องเรียนในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา เกิดขึ้นแทบทุกปีของการประกอบพิธีฮัจย์ แต่ที่ผ่านมาการสอบสวนตรวจสอบมีน้อยมาก แต่เมื่อปี 2550 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการเดินทางไปประกอบ พิธีฮัจย์ของชาวไทยมุสลิมในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งมี อ.วินัย สะมะอุน เป็นประธาน ได้รับเรื่องร้องเรียนและตรวจสอบจนได้ข้อสรุปว่า มีการกระทำผิดของข้าราชการ และจนมีการร้องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในปี 2550 และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ปปท.) เพื่อให้ดำเนินการลงโทษผู้กระทำความผิด

ในรายงานของคณอนุกรรมาธิการฯทระบุว่า ในการเดินทางไปทำฮัจย์ของฮุจยาตในปี 2549-2550 ได้เกิดปัญหาการเช่าที่พัก ซึ่งเกิดขึ้นทุกปีกับฮุจยาตไทย อาทิ สถานที่แออัด สกปรก และไกลจากสถานที่ประกอบพิธี
ทางศาสนา บางครั้งมีการยกเลิกสัญญาเช่าเนื่องจากมีการเช่าซ้ำซ้อนกับฮุจยาตจากประเทศอื่น ทำให้ฮุจยาตชาวไทยไม่สามารถเข้าพักได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับอุจยาตเป็นอย่างมาก ซึ่งกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้ตั้งคณะกรรมการหรืออนุกรรม การขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง และมีการลงโทษผู้ประกอบการที่กระทำความผิด มีการฟ้องกลับจากผู้ประกอบการ การสอบสวนของคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ พบว่า ผู้ประกอบการกระทำผิดระเบียบของคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ ที่กำหนดให้การนำฮุจญาตเข้าพักจะต้องมี ใบอนุญาตและมีการทำสัญญาเช่าโดยผ่านการรับรองจากองค์การแซะห์และกระทรวงฮัจย์ ในปี 2549-2550 ในการดำเนินการเช่าที่พักที่เมืองมักกะห์ ได้มีการเช่าที่พักโรงแรม ดารุลฆ๊อชชะห์ คณะอนุกรรมการฯ ได้เข้าตรวจสอบที่พัก มีการชำระเงินคนละ 2,800 ริยาล รวมผู้เข้าพัก 2,350 คน คิดเป็นเงิน 6,580,00 ริยาล (658 ล้านบาท) ซึ่งนายอนุชา หะระนี เลขานุการคณะอนุกรรมการฯ เป็นผู้ลงนามในสัญญาเช่า และเป็นผู้เก็บสัญญาเช่า โดยไม่ได้มอบเอกสารสัญญาเช่าให้กับผู้ประกอบการแต่อย่างใด 

ในรายงานของคณะอนุกรรมาธิการฯ ระบุว่า เมื่อถึงเวลาฮุจยาต เดินทางถึงมักกะห์ ระหว่างวันที่ 2-7 ธันวาคม 2549 ฮุจยาตไม่อาจเข้าพักที่ โรงแรมดารุลฆ๊อชชะห์ได้ เนื่องจากมีการทำสัญญาเช่าซ้ำซ้อนกับฮุจยาตประเทศอื่น ทางการซาอุฯทจึงแก้ปัญหาด้วยการนำไปพักที่อาคารอื่น และมีการแก้ไขเรื่องราคาค่าเช่าใหม่ 2,350 ราย ซึ่งราคาถูกกว่า เพราะไกลจากที่เดิม 2 กิโลเมตร ซึ่งทาง
ผู้ประกอบกิจการฮัจย์จำนวน 10 ราย ได้ขอเงินส่วนต่างที่จ่ายผ่านนายอนุชา หะระนี แต่จนถึงสิ้นสุดฤดูกาลฮัจย์ไม่ปรากฏว่า กระทรวงวัฒนธรรมไม่ได้หยิบยกปัญหามาพิจารณาคลี่คลายความเดือดร้อนให้กับฮุจยาต และในฐานะที่เป็นผู้ลงนามในฐานะตัวแทนประเทศไทย ย่อมมีสิทธิ์ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับคู่สัญญาตามกฎหมายซาอุดิอารเบีย และจะสามารถเรียกเงินค่าที่พักที่ผู้ประกอบการ 10 รายชำระแทนฮุจยาต 2,350 คน ได้จำนวนเท่าไหร่และได้รับชำระเมื่อใด 

ในรายงานระบุว่า พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม ถือเป็นการกระทำความผิดต่อผู้ประกอบกิจการฮัจย์และฮุจยาต 2,350 คน ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีความผิดพลาดในการทำสัญญาเช่าที่พักทุกครั้ง และกระทรวงวัฒนธรรมก็รับรู้ต้นตอของปัญหาดี แต่มักสรุปปัญหาว่า ผู้ประกอบการไม่ตรวจสอบความสมบูรณ์ของสัญญา ทั้งที่กระทรวงวัฒนธรรม เป็นู้กำหนดกฎเกณฑ์ ที่จะต้อง คณะอนุกรรมการฯตรวจสอบสภาพอาคาร ซึ่งผู้ประกอบกิจการฮัจย์ดำเนินการตามกฎเกณฑ์ดังกล่าว และนายอนุชา หะระนี ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดเป็นผู้ลงนามในสัญญาเช่า จึงเป็นคู่สัญญาโดยตรง ไม่อาจมอบอำนาจให้ผู้ประกอบกิจการฮัจย์ได้อีก กระทรวงวัฒนธรรมจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 

“หากกระทรงวัฒนธรรม ดำเนินการตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดให้ต้องนำสัญญาเช่าไปรับรองจากหน่วยงานต่างๆของซาอุดิอารเบีย ก็จะทราบว่า อาคารดารุลฆ๊อชชะห์ ที่นายอนุชา หะระนี ไปทำสัญญาเช่า มีสัญญาที่ซ้ำซ้อนหรือไม่ และเมื่อมีการชำระค่าเช่าจนครบจำนวนแล้ว ผู้ให้เช่าย่อมไม่สามารถยกเลิกสัญญาเช่าได้ เท่ากับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมไม่ได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องปฏิบัติ เมื่อเกิดความผิดพลาด ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า คณะอนุกรรมการฯเจตนาให้เกิดความเสียหาย “ รายงาน ระบุ  
รายงานยังระบุด้วยว่า เมื่อเกิดความเสียหายโดยข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรม ที่สามารถเรียกคืนความเสียหายจากคู่สัญญา แต่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ฮุจยาต การที่กระทรวงวัฒนธรรมเพิกเฉย เท่ากับมีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอยให้พิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมาย 

ซึ่งตามรายงานดังกล่าว คณะอนุกรรมาธิการฯ ลงนามโดยอ.วินัย สะมะอุน ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ทำหนังสือถือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และสำนักงานปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบภาครัฐ (ปปท.) ให้ดำเนินคดีกับข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรม 

หลังจากนั้น ในปี 2552 คณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม เร่งรด ประเมินผลการแก้ปัญหาพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ วุฒิสภา ที่มีพล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ เป็นประธาน ได้ทำหนังสือไปยัง ปปช. เพื่อทวงถามความคืบหน้าในกรณีดังกล่าว โดยระบุ ใน 2 ประเด็น คือ การทำสัญญาเช่าที่พักซ้ำซ้อน และประเด็นการเก็บค่าเช่าเท่ากันทั้งที่ระยะทางไกลใกล้แตกต่างกัน และสภาพบ้านมีความแตกต่างกัน ซึ่งนายสมชิต สตภูมินรทร์ รองเลขาธิการฯ ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. ได้ตอบหนังสือกลับระบุว่า ป.ป.ช. ได้ส่งเรื่องให้กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการทางวินัย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2551 อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องส่งถึงกรมการศาสนา ได้มีการสอบสวนแล้ว ไม่พบว่ามีการทุจริต ทำให้เจ้าหน้าที่ๆคณะกรรมาธิการฯ สรุปว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่มีความผิด สะท้อนถึงการทำงานของกรมการศาสนาว่า เป็นอย่างไร 

เรื่องการเช่าที่พัก เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนการทำงานของเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาที่ค่อนข้างจะมีปัญหา ยังมีปัญหาอืนอีกหลายอย่างซึ่งจะได้นำมาเสนออีกต่อไป

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2558
 

 
 


บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1349 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 85 + 28 =
ความคิดเห็น :