Bookmark and Share

เวียดนาม 2035



เวียดนามได้ประกาศยุทธศาสตร์สำคัญที่จะก้าวไปสู่ประเทศที่ “เจริญแล้ว” ในปี 2035 หรืออีก 19 ปีข้างหน้า  ด้วยการคงอัตราการเติบโต
ไว้ที่ 8% และเปิดกว้างในการลงทุนอย่างมากมาย 

พรรคคอมมิวนิสต์ “เวียดนาม” ได้เลือก
คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เรียบร้อย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก “ตัวบุคคล” ไม่มีความสำคัญมากนักในการเมืองเวียดนาม เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ได้วางนโยบายทั้งหลายทั้งปวงไว้หมดแล้ว การเมืองเวียดนามก็เหมือนจีน พรรคคุมอำนาจการเมืองเบ็ดเสร็จ เศรษฐกิจใช้ระบบตลาด 

แนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเวียดนาม ไม่ต่างจากไทย คือ เน้นการดึงทุนต่างชาติไปลงทุน ใช้การส่งออก สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ
โดยพยายามยึดแนวทางความสำเร็จของสิงคโปร์ในการสร้างตลาดต่างประเทศ โดยรัฐบาลเวียดนาม ตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 8% ซึ่งหากการขยายตัวด้วยตัวเลขระดับนี้ ในปี 2035 หรือในอีก 19 ปีข้างหน้า เวียดนามจะมีรายได้ของประชากรต่อคนต่อปี 10,000 เหรียญสหรัฐฯ เป็นรายได้เท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว จากปัจจุบันรายได้ประชาชาติเวียดนามอยู่ที่ระดับ 2,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคนต่อปี

แนวทางสำคัญในสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ การดึงทุนต่างชาติไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจ พิเศษ ซึ่งในการส่งเสริมการลงทุน รัฐบาลประกาศให้เอกชนไม่ต้องเสียภาษีใน 2 ปีแรกหากบริษัทได้กำไร ปีที่ 3 ถึงจะจ่ายภาษี
ครึ่งหนึ่ง และอีก 7 ปี ถึงจะจ่ายเต็มจำนวน เรียกว่า ลดแลกแจกแถมกันสุดๆ ไม่ต่างจาก BOI ของไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ กำหนดให้ต่างชาติที่ไปลงทุนถือหุ้นได้ 100% ทุนขนาดเล็กจะได้กรีนการ์ด 3 ปี และการลงทุนขนาดใหญ่ได้กรีนการ์ด 5 ปี เช่าที่ดินได้ 50 ปี รวมทั้งการลงนามเขตการค้าเสรี TPP และลงนามเปิดการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ส่งผลให้นักลงทุนแห่ไปลงทุนที่เวียดนาม ยกตัวอย่าง ซัมซุงที่ย้ายฐานการผลิตจากโคราชของไทยไปเวียดนาม

ความจริงแล้ว แนวนโยบายเศรษฐกิจของไทยเวียดนามเป็นแนวทางที่ไทยดำเนินการ
มาก่อน ตั้งแต่สมัยยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ ตั้งนิคมอุตสาหกรรมดึงต่างชาติมาลงทุน นักลงทุนหลักที่เข้ามาประเทศไทยคือ ญี่ปุ่นส่งผลให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจปีละ 7-8% ติดต่อกันยาวนานหลายปี แต่สุดท้ายไทยก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อถึงระดับหนึ่งเศรษฐกิจเติบโตเพียง 3-4% ติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี 5,500 ล้านบาท 

ในขณะที่มาเลเซีย ดร.มหาเดร์ ประกาศยุทธศาสตร์ 2020 เมื่อ 1993 นำชาติมาเลเซียไปเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ในปี 2020 ซึ่งในปี 2015 รายได้เฉลี่ยของคนมาเลย์ ที่ระดับ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ และน่าจะก้าวเป็นประเทศที่เจริญแล้วเร็วกว่าเป้าที่วางไว้ สิ่งหนึ่งที่มาเลเซียทำเหมือนที่ญี่ปุ่นและเกาหลีทำสำเร็จคือการสร้างแบรนด์ของตัวเอง สร้างให้คนเป็นผู้ประกอบการและสร้างตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศด้วยกลยุทธ์ที่เหนือชั้น 

การ “สร้างแบรนด์” เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชาติ 
ในขณะที่การรับจ้างผลิตและการเป็นฐานการผลิต ประเทศมีรายได้จากค่าแรงและรายได้จากการใช้ทรัพยากรซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่มากนัก เมื่อคนส่วนใหญ่มีรายได้ตามค่าแรงขั้นต่ำและขายเพียงสินค้าเกษตรต้นทางราคาถูก ชาติไหนจะมีรายได้เท่ากับประเทศที่เจริญแล้วแค่ปรับ 300 บาทก็วุ่นวายกันทั้งประเทศแล้ว

เวียดนามไม่ใช่เป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อแข่งขันกับ
ต่างชาติมีน้อย เหมือนไทยที่เมื่อตอนเริ่มต้นก็มีต่างประเทศมาผลิตให้กินให้ใช้ ตั้งแต่สบู่ ยาสีฟันจนถึงอาหาร ผู้ประกอบการไทยเพิ่งมาผลิตแข่งได้เมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี่เอง ในขณะที่เวียดนาม ยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่จะต้องทำเยอะ ตั้งแต่ถนน ซึ่งถนนเส้นเมนเชื่อมเหนือจรดใต้ยังไม่มี รถไฟใต้ดินเพิ่งลงมือสร้างที่โฮจิมินห์เมื่อปลายปี 2558 นี่เอง ตามหลังไทยกว่า 20 ปี เราเริ่มรถไฟฟ้า เมื่อปี 2536 เริ่มสร้างรถใต้ดินเมื่อปี 2539 

หากไปดูพื้นฐานโครงสร้างทางสังคม เวียดนามเสร็จสิ้นสงครามกลางเมืองเมื่อ 40 ปีที่แล้ว มีการจัดการปัญหาภายในประเทศ 20 ปี จึงเริ่มเปิดประเทศ ระบบสังคมนิยมของเวียดนามได้ทำลายชนชั้นกลางที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปจำนวนมาก 
และจำนวนหนึ่งหนีไปต่างประเทศ ชาวบ้านได้รับการปันส่วนที่ดินแค่การสร้างบ้าน 1 หลัง มีที่ดินทำการเกษตรเพียง 2 ใน 10 เฮคเตอร์ เราจึงจะเห็นในเวียดนาม มีคุณยายมีหาบขนาดเล็กๆ ขายพืชผักทางการเกษตร เจ้าหน้าที่รัฐบาลเป็นผู้ครอบครองที่ดินเป็นส่วนใหญ่ เมื่อมีนโยบายเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ คนเหล่านี้ได้ขายที่ดินจนมีฐานะร่ำรวย เพิ่งมีนายทุนที่ยอมลงทุนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง สินค้าส่วนใหญ่ยังเป็นของต่างชาติ คนเวียดนาม ทำได้เพียงธุรกิจขนาดเล็ก ถึงเล็กมาก เล็กกว่าแผงลอยในบ้านเราเสียอีก 

โครงสร้างทางสังคมจึงไม่เอื้อให้คนเวียดนาม เติบโตได้รวดเร็วนัก จึงจำเป็นต้องอาศัยทุนต่างชาติ 20 ปีถึงจะทำสำเร็จ แต่ความเหลื่อมล้ำก็น่าจะสูงเหมือนประเทศไทย 

การปฏิวัติ สร้างชาติจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนเพลง “ปลุกระดม”

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2559
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 509 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 54 + 76 =
ความคิดเห็น :