Bookmark and Share

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ประทับใจร่วมอบรมสามเณรฤดูร้อน



ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดัตเลขาธิการอาเซียน โพสต์ลงในเฟสบุค Surin pitsuwan ระบุว่า วันที่ 10 เม.ย. 59 ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กลับมายังศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย อีกครั้ง ตามคำเชิญจากพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี เพื่อมาบรรยายให้กับเหล่าสามเณรน้อยในโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน จำนวน 250 รูป
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือที่รู้จักกันดีในนาม พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ได้จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนขึ้น คัดเลือกเด็กชายที่ศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมต้น อายุราว 12-15ปี จำนวน 250 ถึง 300 คนจากทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการบรรพชาเป็นเวลา 9 วัน เพื่อศึกษาพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี และพระครูรูป ฆราวาสอาสา อื่นๆอีกหลายท่านดูแลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังมีวิทยากรพิเศษซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆมาบรรยายให้ความรู้กับเหล่าสามเณรตลอด 9 วันอีกด้วย
สำหรับ พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี แล้ว ธรรมะสามารถนิยามได้ดังนี้
ธรรมะ เป็น ธงชัยวิไลลักษณ์ 
ธรรมะ เป็น ภูมิพักอย่างเป็นสุข
ธรรมะ เป็น มิ่งมณีรุจียุค
ธรรมะ เป็น ระฆังปลุกโพธิญาณ!
(Dharmma is a flag of victory
Dharmma is a land for staying happily.
Dharmma is a worthy gem.
Dharmma is a waking bell to attain Enlightenment!)
บรรดาผู้ปกครองจากทั่วประเทศ บ้างก็เป็นชาวต่างประเทศ ต่างอยากให้บุตรชายของตนนั้นมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการบรรพชาสามเณรฤดูร้อน “หลักสูตร 9 วันที่ฉันตื่น” โดยในปีนี้มีผู้สมัครมากกว่า 3,000 คน แต่ด้วยความจำกัดของสถานที่ในศูนย์วิปัสสนาจึงสามารถรับได้เพียง 250คนเพื่อเข้าร่วมโครงการ และในปีนี้มีเยาวชนจากประเทศอังกฤษ เกาหลีใต้ และลาว มาร่วมบวชเป็นสามเณรอีกด้วย
พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ได้เชิญผมและวิทยากรท่านอื่นๆมาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับสามเณรผู้ใฝ่รู้เหล่านี้ หัวข้อที่ผมมาบรรยายในครั้งนี้คือ “ศิลปะของความเป็นผู้นำในโลกแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม”
ผมรู้สึกประทับใจและประหลาดใจเป็นอย่างมากที่ตลอดการบรรยายเกือบ 2 ชั่วโมง ในบรรยากาศกลางแจ้ง ใต้ต้นยางพารา สภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนและอบอ้าวในช่วงก่อนสงกรานต์เช่นนี้ เหล่าสามเณร “ผู้แสวงหาความจริง” สามารถนั่งฟังอย่างสนอกสนใจ ไม่เสียสมาธิตลอดการบรรยายของผม ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า เนื้อหาที่ผมพูดนั้นอาจจะลึกและเข้าใจได้ยากสำหรับเด็กทั่วไปในวัยนี้
นอกจากนี้แล้ว สามเณรน้อยเหล่านี้ยังได้ตั้งคำถามกับผมหลังการบรรยาย ซึ่งคำถามเหล่านั้นล้วนแล้วแต่น่าประทับใจเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอย่างน้อยในกลุ่มสามเณรเหล่านี้มี “ความตื่นรู้” กระตือรือร้นที่จะฟัง และ มุ่งมั่นที่จะเรียน ความกระหายในความรู้ของเหล่าสามเณรสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนผ่านสายตาที่เป็นประกายและจากใบหน้าที่อยากรู้อยากเห็นของพวกเขา เปรียบเสมือนเป็น ‘บัวปริ่มน้ำ’ ที่ได้รับแสงสว่างจากแสงแดด รอเวลาที่จะเบ่งบานลอยขึ้นสู่เหนือน้ำแย้มดอกรับแสงสว่างแห่งปัญญา
คำถามที่เหล่าสามเณรถามผมนั้น เช่น “ท่านมีวิธีในการรับมือกับคำวิจารณ์ต่างๆในฐานะผู้นำและบุคคลสาธารณะได้อย่างไร?” ซึ่งเป็นคำถามที่แหลมคมและตรงประเด็นมากทีเดียว อีกคำถามหนึ่ง “ท่านเคยรู้สึกตื่นเวทีบ้างหรือไม่ และ ท่านจัดการกับมันอย่างไร?” พุ่งเน้นมาที่ความมั่นใจในตนเองของผมเลยทีเดียว
และคำถามสุดท้าย “ในมุมมองของท่าน ท่านคิดว่าประเทศไทยจะสามารถหลุดออกจากวงจรหนี้ทั้งในระดับประเทศ ในระดับประชาชนและครัวเรือนได้เมื่อใด?” ทำให้ผมนึกว่าผมกำลังบรรยายวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคมากกว่าค่ายธรรมะฤดูร้อนเสียอีก
หลังจาก 2 ชั่วโมงของการบรรยายและการแลกเปลี่ยนมุมมองท่ามกลางอากาศร้อนของเดือนเมษายน ผมเชื่อเหลือเกินว่าเยาวชนเหล่านี้มีพรสวรรค์ ใฝ่รู้ มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ พร้อมจะได้รับการพัฒนาไปสู่ศักยภาพที่สูงสุดของแต่ละคน
ความตั้งใจของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี คือให้ผมมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับเหล่าเด็กชายในผ้าเหลืองทั้ง 250 คนนี้ แต่กลับกลายเป็นว่า ผมนั้นได้รับแรงบันดาลใจมากมายจากเหล่าสามเณรและความสนใจใฝ่รู้ของพวกเขาเสียมากกว่า
สมาธิ ความแน่วแน่ และความอ่อนน้อมถ่อมตน ที่คิดว่าตนยังด้อยซึ่งความรู้ และกระหายที่จะหาความรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์ หรือจากแหล่งข้อมูลใดๆก็ได้ และผมก็ยังรู้สึกเช่นนี้ภายหลังจากผ่านการบรรยายในโครงการบรรพชาสามเณรฤดูร้อน 2 ปีติดต่อกัน
ภายหลังจากการบรรยาย ผมได้เยี่ยมชมส่วนต่างๆของศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิงตะวัน ได้แก่ หอศิลป์ทางพุทธศาสนา ศูนย์หนังสือ และ สุญญตาคาร เรือนรับรองของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ที่มีเหล่าศิษยานุศิษย์หลายพันคนต่างแวะเวียนเข้านมัสการท่านทุกวันเพื่อขอคำแนะนำและแนวทางในการดำเนินชีวิต แสวงหา ‘ธรรมะเพื่อเป็นปัญญาสู่ทางไท’
ผมมีเวลาได้สนทนากับพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ก่อนเดินทางออกจากไร่เชิญตะวันด้วยความรู้สึกปิติและรับรู้ได้ว่าพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ท่านเป็นพระที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ พร้อมด้วยความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ท่านยังมีความมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มนุษย์เรานั้นสามารถรู้จักตัวตนที่แท้จริงของแต่ละคน และ แสดงให้เห็นว่าการมีเมตตาและจำเริญภาวนานั้นสามารถเยียวยาวิกฤตโลกได้อย่างแท้จริงดังชื่อหนังสือที่พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ได้เขียนขึ้น "Living Kindness Can Heal All - เมตตาภาวนา: เยียวยาวิกฤตโลก”
พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี มักเทศน์เกี่ยวกับ ‘ความเป็นหนึ่งเดียวกันของมนุษย์’ เปรียบเสมือนญาติพี่น้องกัน ท่านพูดเสมอว่าไม่อยากให้เป็นเพียงแค่นามธรรมแต่ควรนำไปปรับเป็นหลักคิดและการปฏิบัติ เพราะนั้นคือแก่นคำสอนของศาสนาในทุกศาสนา
“เราแต่ละคนคือญาติพี่น้อง
เราคือพวกพ้องร่วมเผาพงศา
เราคือดวงดาวพริบพราวนภา
เราคือดวงตาแห่งจักรวาล
เราคือชุมชนบนกาลจักร
เราคือความรักร่วงรุ้งไพศาล
เราคือหนึ่งเดียวกลมเกลียววิญญาณ
เราคือลำธารจากธาราเดียวกัน”
(We are all related.
We are all kin.
We are all twinkling stars.
We are all cosmic eyes.
We are a community in the wheel of time.
We are universal love.
We are spiritually united.
We are a stream of the same water.)
จากที่ได้อ่านหนังสือของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ได้ฟังท่านเทศนา และจากการสนทนาธรรมกับท่านแล้ว ผมคิดว่าท่านมีแนวความคิดพ้องกับกระแสหนึ่งของวิชาศาสนาเปรียบเทียบ (Comparative Religion) ดังที่นิยามไว้โดย Fritjof Schoun นักวิชาการชาวนอร์เวย์ว่า “ความเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างอุตรภาพของศาสนา” (Transcendental Unity of Religions) หมายความว่าในระดับอุตรภาพ คำสอนของทุกศาสนาจะโน้มบรรจบกัน แต่คนส่วนใหญ่แล้วจะเข้าใจและนับถือศาสนาแค่ในเชิงนัยยะทั่วๆไป น้อยคนนักที่จะสามารถเข้าถึงแก่นของศาสนาอย่างแท้จริง
คล้ายคลึงกับคำสอนของพระนักเทศน์ที่เลื่องชื่อของอีกยุคหนึ่งอย่าง ท่านพุทธทาสภิกขุ ผู้ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี เคยกล่าวไว้ว่า “ความแตกต่างระหว่างภาษาคนกับภาษาธรรม”
ผมนมัสการลาพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี และเดินออกมาด้วยความรู้สึกว่าท่านคือผู้แสวงหาแก่นแท้ของศาสนาอย่างแท้จริง มิใช่พระที่ต้องการเรียนรู้ศาสนาอย่างผิวเผินเพียงเท่านั้น
ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกับแนวทางและเป็นกัลยาณมิตรเดินบนสายทางแห่งปัญญาร่วมกับท่าน แม้จะเป็นเพียงเวลาสั้นๆในช่วงฤดูร้อนของทุกปีก็ตาม
ผมออกจากไร่เชิญตะวัน กลับคืนสู่เส้นทางแห่งการแสวงหาทางจิตวิญญาณของผมเพื่อที่จะเอื้อเฟื้อแบ่งปันกับเพื่อนมนุษย์อื่นๆด้วยความมุ่งมั่น ศรัทธาต่อไป
เพราะผมเองก็เชื่อมั่นว่า “โลกทั้งผองพี่น้องกัน”
สุรินทร์ พิศสุวรรณ (ไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย)
แปลสรุปความโดย พลอยทิพย์ วณิชย์มณีบุษย์
ตามที่มีแฟนเพจมีความประสงค์จะอ่านข้อความภาษาอังกฤษ เขียนโดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ทางทีมงานได้นำมาโพสให้ตามข้อความด้านล่างนี้

It was indeed a privilege and a personal honor for me to be invited yesterday, Sunday 10 April, for the second time by the Venerable Phramaha Vuttichai Vajiramedhi, Abbot of Rai Cherntawan Vipassana Centre in Chiengrai, to speak to his 250 Summer Novices !
For the past five years, the Abbot, popularly known as Phra Ajarn Wor Wachiramedhi, would select about 250-300 young boys from their early secondary school (age 12-15) to spend 9 days with him and his devoted Buddhist monks and laymen and women to learn some aspects of Dharmma, the worthy Gem, the Teachings of Lord Buddha.
According to the Venerable Abbot, Dharmma is a Waking Bell to attain Enlightenment."
Parents from all over the country, and some from foreign lands, would hope that their young sons would have a chance to join this very unusual Dharmma Summer School,  billed as "Nine Days of Being Awaken."
But due to the limit of space, out of 3,000 plus applicants, this Summer only 250 could get into this "Nine Days of Awakening Program" under the watchful, caring eyes and guidance of "Phra Ajarn Wor."
Also this year there are youngsters from the UK, South Korea and Lao P.D.R. among the group.
The Venerable Abbot invited me to join a few speakers to share with the young Novices our special expertise and unique experiences. I was assigned specifically to speak about "The Art of Leadership in a World of Cultural Diversity."
I was amazed that during the entire lecture of almost two hours, in the open air under the Rubber trees, in the pre-Songkran heat and suffocating humidity, these young "Seekers of Truth" remained alert and focused to the substance of my presentation, which, I have to admit, was rather abstract and obtuse for the normal boys of their age.
Not only that, the questions that followed were extremely impressive and showed very well that some of them, at least, were indeed "Awaken" and eager to hear more and yearning to learn more ! Their thirst for knowledge was obvious and shining through their awaken eyes and inquisitive faces !
They were indeed the "Lotus that have already tasted the warm ray of the Sun, ready to open up and bloom in full to the delightful Sunshine of Enlightenment !"
One question was: "Sir, How do you deal with criticism as a leader and a public figure ?" That was a strong and direct hit, not even a curved ball !
Another question followed: "Do you, Sir, ever experienced stage-fright and how do you manage it ?" Another blow at my self-confidence !
And the last question was: "Sir, in your opinion, when can we expect Thailand to get out of the debt cycle, both at the national and personal/ household levels ?" Sounded more like a Macro Economics class to me, rather than a Summer Dharmma camp !
After almost two hours of intense exchange in the mid-April heat and high humidity, I was convinced that these young men were unusually gifted, intellectually alert, emotionally prepared to rise to the highest of their potential !
The intention of the Venerable Abbot, Phra Ajarn Wor Vachiramedhi, was for me to inspire these young boys in their first pair of yellow robes (Pah Kasawapat).
But as it turned out, I was more inspired by them and their intellectual curiosity, their concentration and focus, and their "philosophical humility," a sense that they know very little and thirsty for more knowledge from any source or anyone; this I experienced for the second year in a row !
After the unusually stimulating session with the young and Awaken Novices, I was conducted to visit the Buddhist Art Gallery, the Book Store and the Sunyatta Building, where the Venerable Abbot welcomes his hundreds upon hundreds of guests and visitors daily to witness the devotees and seekers of the truth in search of that "wisdom which leads to Enlightenment" !
A short conversation with the Venerable Phra Maha Vuttichai Vajiramedhi, I left Rai Cherntawan with a strong impression that the Abbot was an unusually well-informed Buddhist monk, with a high level of Compassion for his fellow human beings; and he wants to help them find their true self, and is determined to show them that "Living Kindness Can Heal All" (The title of one of his many booklets).
The Venerable Abbot often preaches about Oneness of Humanity ! He encourages his disciples to go beyond symbolism, get to the substance of the teachings of the religion, all religions !
Having read his books, listened to his sermons, and entered into conversation with him, I am inclined to believe that he belongs to one school of Comparative Religion, propounded by Fritjof Schoun, a Norwegian scholar who coined a phrase "Transcendental Unity of Religions" ! Meaning, at the transcendental level, the teachings of all religions converge ! But most people or followers would only be satisfied with the "symbolisms" all religions have to use. Very few would reach the Substance.
In the words of another Venerable Monk of another generation, Buddhasa Bhikku, the Founder and late Abbot of Suan Mok in Surat Thani, there is a distinction between human language (symbolism) and Dharmma language (substance).
Walking away from Phra Ajarn Wor, one had the impression that he is a true seeker of substance, rather than an ordinary monk who is satisfied with just symbolism !!!
I feel privileged to have crossed his path and walked his Path of Wisdom, even once every Summer !
SP @ Rai Cherntawan, Chiengrai. 10 April 2016
 



 

ดร.สุรินทร์ พิสุวรรณ ทักทายกับท่าน ว.วชิรเมธี 

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 668 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 50 + 57 =
ความคิดเห็น :