Bookmark and Share

1 สัปดาห์ดร.สุรินทร์บิน 4 ภูมิภาค 4 เวที อาเซียน-โดฮา-ยูเอ็น-ยุโรป ทำงานให้ชาติ



ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ฌพสต์ในเฟสบุค สุรินทร์ พิศสุวรรณ และSurin pitsuwan ระบุว่า  ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 12-18 เมษายน 2559 ชีพจรช้อนปีกผมอีกครั้ง ด้วยภารกิจมากมายที่ต้องเดินทางข้ามทวีปอย่างต่อเนื่อง 

เริ่มต้นที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ประเทศสิงคโปร์ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา และขณะนี้ผมอยู่ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

มีประเด็นสำคัญและเร่งด่วนมากมายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศไทยที่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเสวนาบนเวทีต่างๆในแต่ละเมืองที่ผมได้กล่าวไปข้างต้น มีผู้เชี่ยวชาญ ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบโดยตรง ตลอดจนผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง

12-13 เมษายน 2559 ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ มีเครือข่ายนานาชาติเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (International Network for SMEs – INSME) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development - OECD) ได้ให้ความสำคัญกับบทบาท การสนับสนุนช่วยเหลือ และ ความท้าทายที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต้องเผชิญทั่วโลก 

ปัญหาด้านการเข้าถึงแหล่งทุน การใช้เทคโนโลยีที่ไม่ทันสมัย และการขาดนวัตกรรมของตนเอง เป็นปัญหาที่ SMEs ทั่วโลกกำลังเผชิญเหมือนๆกัน ซึ่งธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลางมีการจ้างงานรวมกันมากกว่า 60 - 80% ของตลาดแรงงานทั่วโลก และมีมูลค่าของผลผลิตรวมสูงถึง 60 - 65% ของรายได้ประชาชาติรวม (Combined National GDP) แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ปัญหาของ SMEs จึงมีผลเป็นอย่างมากต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

สำหรับในประเทศไทย ประมาณกันว่ามี 1.5 - 2 ล้านครัวเรือนที่ประกอบธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง มีการจ้างงาน 10 - 200 คนต่อแห่ง ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ถือเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย และธุรกิจ SMEs ในประเทศทั้งหมดนี้ต้องการการพัฒนาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพในการบริหาร การเข้าถึงแหล่งทุนใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยธุรกิจเหล่านี้จะต้องสามารถขยายการค้าการลงทุนข้ามเขตชายแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านสมาชิกอาเซียน (ASEAN Member States – AMS) เพื่อกระจายฐานการผลิตและขยายโอกาสทางการตลาดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพราะธุรกิจ SMEs มักจะมีศักยภาพและเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศโดยรวม ดังนั้นความแข็งแกร่งของ SMEs ไทยจึงเท่ากับความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของประเทศบนเวทีการค้าในภูมิภาคและเวทีนานาชาติอีกทางหนึ่ง

14 เมษายน 2559 ณ ประเทศสิงคโปร์ ธนาคาร Maybank ธนาคารแห่งใหญ่ที่สุดในประเทศมาเลเซียได้จัดงานสัมมนาประจำปี “Invest ASEAN 2016” ขึ้น เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) โดยบริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติมาเลเซีย อาทิ ธนาคาร CIMB สายการบิน Air Asia บริษัท Johor Corporation บริษัท Khazana และธนาคาร Maybank ต่างให้ความสำคัญกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC เป็นอย่างมาก เป้าหมายเพื่อดึงดูดนักลงทุนและแหล่งเงินทุนจากทั่วโลกให้ไหลเข้าสู่ภูมิภาคผ่านประเทศมาเลเซียเพิ่มขึ้น ซึ่งผลประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนี้ คาดการณ์ว่าเฉพาะการลงทุนในด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานของภูมิภาค ASEAN ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้นจำเป็นต้องใช้เงินสูงถึง 1.1แสนล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปีจนถึงปี 2025

เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน (GDP รวมประมาณ 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี) แต่เป็นระบบเศรษฐกิจที่หลากหลายมากที่สุดในอาเซียน มีการผลิตสินค้า การแปรรูปวัตถุดิบ และการบริการที่แตกต่างมากมาย เศรษฐกิจไทยควรจะอยู่ในจุดที่สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment – FDI) มากกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค เม็ดเงิน FDI จำนวน 1.3 – 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี ควรจะไหลผ่านระบบเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ เราจึงจำเป็นต้องมีแผนการดำเนินงานที่ครอบคลุม มีขั้นตอนที่กระชับ เอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติ เกิดความโปร่งใสและระเบียบกฎหมาย เงื่อนไข กฎเกณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล เป็นสะพานไปสู่โอกาสการลงทุนที่มีมหาศาลในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (CLMV) โดยเอาประโยชน์ทางชัยภูมิที่ตั้งของประเทศไทย ซึ่งเป็นอยู่ศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ของภูมิภาค เปรียบเสมือมเป็นสนามแม่เหล็กทางเศรษฐกิจที่จะต้องมีจุดรวมศูนย์ในประเทศไทย เพราะฉะนั้น ภาคเอกชนและหน่วยงานของรัฐฯที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง มีการบริหารจัดการศักยภาพเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากประเทศเหล่านี้ยังโอกาสและทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาอีกมากมาย เราจะได้ประโยชน์อย่างยิ่ง หากมียุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ชัดเจน มีประสิทธิภาพ ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงจะเปรียบก็เสมือนขุมทองที่ยิ่งใหญ่อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย ทั้งประเทศไทย กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง และผู้ลงทุนจากภายนอก

16 เมษายน 2559 ณ กรุงกัลวาลัมเปอร์ ประเด็นเสวนาเกี่ยวข้องกับบทบาทและความสำคัญของภาษาอังกฤษในประชาคมอาเซียน (The Role and Contribution of the English language for ASEAN as a Community) ชาวมาเลเซียกำลังมองหาโอกาสที่จะเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของตนเอง และนิยามอัตลักษณ์ของพวกเขาในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาสากลไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การทูต การค้า การลงทุน อุตสาหกรรมบันเทิง และการบริการ ชาวมาเลเซียเชื่อสายมลายูซึ่งมีอยู่ถึงร้อยละ 60 ของประชากร เป็นกลุ่มประชากรที่มีการพัฒนาตามหลังกลุ่มชนชาติอื่นๆในประเทศ คือ ชาวจีนและชาวอินเดีย และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ชะลอการพัฒนาทางเศษฐกิจของประเทศมาเลเซีย หากมีการใช้ภาษาอังกฤษในหมู่ประชากรส่วนใหญ่ดังกล่าวเพิ่มเติมจากเดิมที่ใช้ภาษามลายูอย่างเดียว ก็จะส่งผลให้ประเทศมาเลเซียมีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่สูงมาก จึงเกิดการตั้งคำถามในมาเลเซียอย่างน่าสนใจว่า จะสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มคนขนาดใหญ่นี้มีการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นได้อย่างไร โดยกำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาวิชาการและวรรณกรรมสมัยใหม่ของอิสลามศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมมลายูของพวกเขาเองด้วย

ประเทศมาเลเซียจัดว่าอยู่ในประเทศระดับแนวหน้าด้านการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับว่าเป็นประเทศมุสลิมที่ก้าวสู่ความทันสมัยอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเชื่อมั่น ชาวมาเลเซียนั้นกำลังเตรียมพร้อมที่จะเป็นผู้นำในสนามแข่งขันเพื่อให้ประเทศของตนสามารถเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา การแพทย์ ท่องเที่ยว และเทคโนโลยีของภูมิภาคอาเซียน นักท่องเที่ยวและนักศึกษาต่างชาติจำนวนมากในมาเลเซียส่วนใหญ่เป็นชาวอาหรับและมุสลิมจากทั่วโลก เดินทางมาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ประกอบอาชีพ การรักษาพยาบาล การลงทุน ในสาขาต่างๆ การส่งเสริมให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาเพิ่มเติมจึงเป็นนโยบายเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กับระบบเศรษฐกิจมาเลเซียโดยรวมด้วย 

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบมากมายเหนือกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน เพราะประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางด้านการลงทุน การสื่อสารโทรคมนาคม-ขนส่ง (Logistics) การศึกษา (Education Hub) การบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) การบริการทางกฎหมาย (Legal Services) และเป็นจุดหมายปลายทางเพื่อการพักผ่อนของผู้มีฐานะดี (High-end Tourism Destination) ฯลฯ แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มทักษะการใช้ภาษาอังกฤษให้กับคนไทย เพื่อรักษาศักยภาพทางธุรกิจของประเทศ สิ่งที่ภาครัฐทำได้ อาจเริ่มต้นจากการพัฒนาผลสอบวัดมาตรฐานด้านภาษาอังกฤษ เช่น TOEIC IELTS และ TOEFL ที่คะแนนสอบของคนไทยยังต่ำอย่างน่าเป็นห่วงและไม่ได้มีการพัฒนาอย่างจริงจังแต่อย่างใด

17 เมษายน 2559 ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี ผมเข้าร่วมงานเสวนาต่างๆที่จัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุม Spring Session ของ World Bank และ International Monetary Fund (IMF) เพื่อพิจารณาและวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่เรื้อรังและฟื้นตัวช้า อัตราการเติบโตต่ำ หรือแม้กระทั้งเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) บรรยากาศการประชุมที่กรุงวอชิงตัน ดีซี จึงเต็มไปด้วยความกดดัน หงอยเหงา และค่อนข้างที่จะตึงเครียดเป็นอย่างมาก

IMF ได้เปิดเผยการปรับลดการประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี ค.ศ. 2016 เหลือเพียง 3.2% โดยลดลงจากการประมาณก่อนหน้านี้ที่ 3.4% ซึ่งสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกนั้นยังอยู่ในช่วงพลิกฟื้นจากวิกฤตทางการเงินโลกในปี 2008 ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ นาย Kaushik Basu หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกได้ให้คำนิยามสถานการณ์เช่นนี้ว่า “Festering Wound” หรือ “แผลหนองเรื้อรัง ที่ปฏิเสธการรักษา” (Refusing to Heal)

นาง Christine Lagarde กรรมการผู้จัดการของ IMF ได้กล่าวไว้ว่า “โลกบางส่วนยังหนาวเหน็บ จึงเป็นการยากที่จะกระจายความอบอุ่นให้ครอบคลุมไปยังส่วนอื่นของทั่วโลกเหมือนที่เคยเป็นในอดีต”

ผมคิดว่า นาง Christine Lagarde หมายถึงเศรษฐกิจญี่ปุ่น เศรษฐกิจจีน และ เศรษฐกิจสหภาพยุโรป ที่ประสบปัญหาในการฟื้นตัว อัตราการเติบโตต่ำ โดยเธอคาดการณ์ว่าโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเกิดสภาวะเศรษฐกิจความถดถอย (Recession) ของยูโรโซนและญี่ปุ่นนั้นอาจสูงถึง 40%

ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่มีแนวโน้มของการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ก็จะไม่คึกคักก้าวกระโดดเหมือนเดิม แต่ผลกระทบจาก ‘ความหนาวเหน็บ’ หรือการถดถอยทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญๆหลายประเทศ จะมีผลต่อเศรษฐกิจของเอเชียและส่งผลกระทบต่อการเติบโตของภูมิภาค รวมถึงประเทศไทยเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในระหว่างที่ประเทศมาเลเซียและเวียดนามได้รับผลประโยชน์จากการเข้าร่วมกลุ่มสมาชิก Trans Pacific Partnership (TPP) มีเงินทุน FDI ไหลเข้าทั้ง 2 ประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยกลับต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจถดถอย และเติบโตช้ากว่าประเทศสมาชิกอาเซียนดั้งเดิมอื่นๆ นอกจากนี้ความไม่มั่นคงทางการเมือง การขาดความแน่นอน และนโยบายที่ไม่มีความต่อเนื่องเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกันประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ การปฏิรูปโครงสร้างของระบบราชการ การปฏิรูปการศึกษา และการลงทุนที่มากขึ้นทั้งในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพราะการลงทุนเชิงโครงสร้างในข้างต้นนั้น เราสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยหรือรอภาวะเศรษฐกิจโลก สามารถใช้งบประมาณของเราเองหรือเงินกองทุนของรัฐ (Sovereign Fund) นอกจากนี้ ประเทศไทยจะต้องสร้าง และรักษามาตรฐานสากลของกฎหมาย กฎเกณฑ์ และแนวปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับนักธุรกิจและนักลงทุนจากตลาดโลก ในขณะเดียวกันก็จะต้องอนุรักษ์ไว้ และเชิดชูเสน่ห์ความเป็นไทยไว้ให้ยั่งยืนด้วย (Cosmopolitan with Thai Charms)

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องยุติปัญหาและอุปสรรค์ต่างๆที่ยึดรั่งประเทศไทย เศรษฐกิจไทย จนทำให้เราต้องล้าหลังประเทศอื่นๆในภูมิภาค ต้องปรับปรุง แก้ไข ปฏิรูปในส่วนที่จำเป็นอย่างมุ่งมั่นและเร่งรีบ เพื่อเตรียมพร้อมให้ประเทศไทย และลูกหลานของเราได้มีอนาคตที่ดีกว่า

สุรินทร์ พิศสุวรรณ (กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน)

แปลถอดความโดย พลอยทิพย์ วณิชย์มณีบุษย์
 สามารถรับชมการให้สัมภาษณ์ของผมกับสำนักข่าว CNBC เกี่ยวกับเรื่อง TPP ได้ที่ http://video.cnbc.com/gallery/?video=3000509444

ปาฐกถาที่มาเลเซีย อดีตนายกฯบัดดาวี เข้าร่วมรับฟังด้วย 
 


เวทีสหประชาชาติที่ ยูเอ็น





เวทีที่โดฮา กาตาร์

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 810 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 7 + 99 =
ความคิดเห็น :