Bookmark and Share

"บรรหาร" ถึงแก่อนิจกรรม ปิดฉากมังกรการเมือง เจ้าของม็อตโต้ "เป็นฝ่ายค้านอดอยากปากแห้


"บรรหาร" ถึงแก่อนิจกรรม ปิดฉากมังกรการเมือง เจ้าของม็อตโต้ "เป็นฝ่ายค้านอดอยากปากแห้ง"  
       
       วันนี้ (23 เม.ย.) มีรายงานจากโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของไทย ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้วอย่างสงบ เมื่อเวลา 04.42 น. ในวัย 83 ปี 8 เดือน ญาติจะเคลื่อนศพไปวัดเทพศิรินทร์ ศาลา 14 และในวันนี้ เวลา 17.00 น. จะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ
       
       โดยนายบรรหาร เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เนื่องจากอาการภูมิแพ้ หอบหืดกำเริบ เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา โดยอาการอยู่ในสภาวะวิกฤตตั้งแต่วันแรก
       
       ทางด้าน นพ.ประสิทธิ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล จะเป็นผู้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการต่อไป
       
       สำหรับประวัติของ นายบรรหาร นั้น นายบรรหาร ศิลปะอาชา เดิมมีชื่อว่า นายเต็กเซียง แซ่เบ๊ เกิดเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2475 เป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรี บุตรของนายเซ่งกิม และนางสายเอ็ง แซ่เบ๊ จบการศึกษาชั้นประถมที่จังหวัดสุพรรณบุรี เข้ากรุงเทพฯ มาเรียนหนังสือชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัฒนศิลป์วิทยาลัย แต่ต้องหยุดเรียน เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง
       
       หันไปทำงานกับพี่ชาย และก่อตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างเป็นของตัวเอง ภายใต้ชื่อ บริษัท สหะศรีชัยก่อสร้าง จำกัด เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2496 และก่อตั้งบริษัท บี.เอส.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ขายเคมีภัณฑ์ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2513 เป็นตัวแทนจำหน่ายคลอรีนให้กับการประปาส่วนภูมิภาค จนมีฐานะร่ำรวย
       
       และในปี 2523 ครอบครัวนายบรรหารได้ก่อตั้ง บริษัท สหศรีชัยเคมิคอลส์ จำกัด เพื่อขายเคมีภัณฑ์ ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท คอสติกไทย จำกัด ซึ่งหนึ่งในผู้ถือหุ้น คือ บริษัท สี่แสงการโยธา (1979) จำกัด ของนายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล ที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับนายบรรหาร ได้รับว่าจ้างรับเหมาก่อสร้างจากหน่วยงานรัฐมานานหลายปี ในจำนวนนี้เป็นโครงการรับเหมาในกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลายโครงการ รวมทั้งโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ
       
       จากนักธุรกิจท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จ นายบรรหาร ได้เข้าสู่วงการเมืองจากการชักชวนของนายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ ตั้งแต่มีการก่อตั้งพรรคชาติไทยเมื่อปี 2517 แต่ก่อนหน้านั้น ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปี 2516 และเป็นสมาชิกวุฒิสภาในปี 2518 ก่อนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อปี 2519 และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. มาทุกสมัยที่มีการเลือกตั้ง
       
       นายบรรหารได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีในหลายกระทรวง ในปี 2519 ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีสมัยแรก คือ รมช.อุตสาหกรรม ในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จนกระทั่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากนายกรัฐมนตรีลาออก ก็ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งเดิมอีกสมัยหนึ่ง แต่ดำรงตำแหน่งเพียง 12 วัน และได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณเพียงวันเดียวก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากการรัฐประหารของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่
       
       ต่อมานายบรรหารขึ้นดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคชาติไทย ในปี 2523 ถูกนายพินิจ จันทรสุรินทร์ ส.ส. ลำปาง และคณะรวม 42 คน ยื่นคำร้องต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากมีบิดาเป็นคนต่างด้าว และสำเร็จการศึกษาต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย แต่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ มีมติให้ยกคำร้อง
       
       นายบรรหารดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ รมว.คมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กระทั่งในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายบรรหารได้เป็น รมว.อุตสาหกรรม รมว.มหาดไทย รมว.คลัง กระทั่งมีการรัฐประหารที่นำโดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายบรรหารยังได้รับตำแหน่ง รมว.คมนาคม
       เมื่อนายบรรหารเป็นนักการเมืองแล้ว จึงเริ่มเรียนหนังสือต่อจนจบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี 2529 ศึกษาต่อปริญญาโทจนสำเร็จการศึกษา นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง นอกจากนี้ ยังได้รับปริญญาครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา และในปี 2553 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ได้มอบปริญญาครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิตกิตติมศักดิ์อีกด้วย
       
       ต่อมาในปี 2537 นายบรรหารได้ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทย และเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย กระทั่งในการเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2538 พรรคชาติไทยมี ส.ส. ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้นายบรรหาร ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 21 ของประเทศไทย พร้อมควบตำแหน่ง รมว.มหาดไทย
    นายบรรหาร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพียง 1 ปี 134 วัน พรรคประชาธิปัตย์ ก็อภิปรายไม่ไว้วางใจโจมตีว่าการบริหารประเทศไร้ประสิทธิภาพ ไม่เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ แต่สิ่งที่มีการพูดถึงกันอยางมาก คือการอภิปรายคว่ามเป็นลูกคนต่าวด้าวของนายบรรหาร ชนิดขุดโคตรเหง้ามาอภิปราย จน 2 พรรคนี้มองหน้ากันไม่ติด แม้จะผ่านการลงมติ แต่พรรคร่วมรัฐบาบ ประกอบด้วย พรรคความหวังใหม่ ของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พรรคนำไทยของนายอำนวย วีรวรรณ  และพรรคมวลชน ของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง  กดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง แต่นายบรรหาร ได้ตัดสินใจยุบสภา เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2539 และการเลือกตั้งในครั้งต่อมา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 22
    หลังปี 2543 มีการกำเนิดของพรรคไทยรักไทย ที่มี ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค บรรดาลูกพรรคชาติไทย ถูกดึงตัวไปเป็นจำนวนมาก หลายพรรคถูกข้อเสนอให้ยุบพรรคไปร่วมกับไทยรักไทย ทั้งพรรคความหวังใหม่ของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พรรคชาติพัฒนา ของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ พรรคชาติไทยเองก็ถูกบีบให้ยุบพรรค แต่นายบรรหารไม่ยินยอม หลังการเลือกตั้ง ในปี 2548 พรรคชาติไทยได้ประกาศไม่ร่วมรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ปล่อยให้พรรคไทยรักไทยจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว กระทั่งในช่วงการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายทักษิณประกาศยุบสภา พรรคชาติไทยร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคมหาชน คว่ำบาตรการเลือกตั้ง แต่ในการเลือกตั้งปี 2550 นายบรรหารไปเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชน จัดตั้งรัฐบาล กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์การเลือกตั้ง 5 ปี เนื่องจากพรรคชาติไทยถูกยุบเพราะกรรมการบริหารพรรคซื้อเสียงเลือกตั้ง ได้มีการตั้งพรรคใหม่ ชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนารองรับ และร่วมงานกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
       
       นายบรรหาร สมรสกับคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา (นามสกุลเดิม เลขวัต) มีบุตร-ธิดารวม 3 คน เป็นชาย 1 คน คือ นายวราวุธ ศิลปอาชา หรือ ท็อป อดีต ส.ส. สุพรรณบุรี สมรสกับ สุวรรณา ไรวินท์ และเป็นหญิง 2 คน คือ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หรือ หนูนา อดีต ส.ส. สุพรรณบุรี และ น.ส.ปาริชาติ ศิลปอาชา หรือ ยุ้ย ประกอบธุรกิจส่วนตัว โดยครอบครัวมีทรัพย์สินรวมกันกว่า 3,500 ล้านบาท สะสมที่ดิน 201 แปลง เกือบ 2 พันไร่ มีบ้าน 3 หลัง ได้แก่ ย่านถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด มูลค่า 50 ล้านบาท, ย่านถนนวิสุทธิ์กษัตริย์ มูลค่า 20 ล้านบาท และบ้านพักที่ จ.สุพรรณบุรี มูลค่า 3 ล้านบาท

 นายบรรหาร ถือว่า ไม่ธรรมดาในวงการเมือง นำพาพรรคชาติไทยเข้าร่วมรัฐบาลแทบทุกครั้ง ได้รับฉายาทั้งในด้านดีและด้านไม่ดี การได้เข้าร่วมรัฐบาลทุกครั้งและมีการตัดสินใจทางการเมืองที่เฉียบคมหลายครั้ง ทำให้นายบรรหาร ได้รับฉายา "มังกรการเมือง" และยังมีอีกฉายา เติ้ง เสี้ยวหาร ด้วยความเป็นคนตัวเล็กเหมือนเติ้ง เสี่ยว ผิง ผู้นำของจีน  ในสมัยรัฐบ่ลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายบรรหารได้รับฉายา "เอทีเอ็มเคลื่อนที่" จากการที่มีการอภิปรายในสภาหลายครั้งและมีการกล่าวหาว่า มีการจ่ายเงินจ่ายทองเพื่อให้ผ่านมติ จนถึงกับมีการจ่ายกันในห้องน้ำ จนเป็นที่ขึ้นชื่อลือชามากใยุคนั้น 
 นายบรรหาร ยังได้รับ ฉายา "หลงจู๊" เพราะในยุคที่เป็นรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี หรือไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่หากพรรคชาติไทย ได้เข้าร่วมรัฐบาลนายบรรหาร จะเข้าไปดูแลการทำงานทุกอย่างในความรับผิดชอบของพรรคอย่างใกล้ชิด จนถูกกล่าวหาว่า ล้วงลูกทุกเรื่อง แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้นายบรรหาร ได้รับหารเลือกตั้งเข้ามาทุกครั้ง คือ การพัฒนาพื้นที่จ.สุพรรณบุรี จนมีความเจริญ มีถนนอย่างดีเกือบทุกเส้นทาง จนแซวกันว่า ถนนเข้าห้องน้ำ ของสุพรรณบุรี ยังลาดยาง 
 อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำ ที่ติดตัวนายบรรหาร และกลายเป็นถ้อยคำสะท้อนการเมืองไทย มาจากสมัยที่พรรคชาติไทย หลังการเลือกตั้งปี 2556 ที่ขณะนั้นมี พล.ต.(พล.ต.อ.)ประมาณ อดิเรกสาร   เป็นหัวหน้าพรรค เป็นฝ่ายค้านยาวนาน จนนายบรรหาร หลุดปากออกมาว่า "เป็นฝ่ายค้านอดอยากปากแห้ง" 
 นายบรรหาร จึงเป็นนักการเมืองที่มีสีสันมากคนหนึ่งของการเมืองไทย ความเห็นสุดท้ายของนายบรรหาร ต่อการเมืองไทย คือ พูดถึงรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีการลงประชามติว่า "สามารถรับได้" ซึ่งสวนทางกับพรรคการเมืองอื่นที่ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เป็นความเห็นสุดท้ายก่อนจะถูกนำตัวส่่งโรงพยาบาลศิริราช ในอีกไม่กี่วันต่อมา จนสิ้น มังกรการเมือง ที่ชื่อ บรรหาร ศิลปอาชา 

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1250 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 44 + 6 =
ความคิดเห็น :