Bookmark and Share

การพีอาร์ระดับอาเซียนต้องหลุดจากกรอบแคบสู่ระดับภูมิภาค สร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศ



ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ระบุ การ PR ระดับอาเซียน กรมประชาสัมพนธ์ จะต้องหลุดพ้นจากกรอบแคบๆไปสู่เวทีระดับภูมิภาค ปกป้องผลประโยชน์ของชาติและเสริมสร้างอำนาจต่อรองบนเวทีนานาชาติ ต้องระดมผู้เชี่ยวชาญเพื่อเผชิญกับการแข่งขันและความท้าทาย 360 องศา

4 พ.ค. 59 สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน โพสต์ข้อความในเฟสบุคระบุว่า ได้มีโอกาสได้ขึ้นเวทีเดียวกับคุณวิกรม กรมดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร (CEO) บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชัน ในโอกาสครบรอบ 83ปี วันสถาปนากรมประชาสัมพันธ์ โดยมีบุคลากรระดับสูงของกรมประชาสัมพันธ์ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กว่า 800 ท่านจากทั่วประเทศได้เข้าร่วมงานดังกล่าว ณ กรมประชาสัมพันธ์ ซ.อารีย์สัมพันธ์ ถ.พระราม 6 ตั้งอยู่ใกล้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงดังกล่าวข้างต้น ได้เข้าร่วมงานที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 และ 4 พฤษภาคม เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ภายในองค์กรและสานความร่วมมือร่วมใจในการทำงานในวิชาชีพของตน

คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ได้กล่าวปาถกฐาพิเศษบนเวทีในหัวข้อ “สร้างงาน สร้างกำลังใจ ด้วยคาถาชีวิต” และผมได้รับมอบหมายให้กล่าวปาถกฐาพิเศษเรื่อง “PR ไทย : รุกและรับอย่างไรในอาเซียน”

"ผมกล่าวกับผู้บริหารระดับสูงที่เข้าร่วมงานในวันนั้นว่า พวกเขามีหน้าที่พร้อมด้วยเครื่องมือและกลไกที่จะช่วยปฎิรูปประเทศไทยให้มีความสามารถทางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นได้ ถึงแม้ว่ากรมประชาสัมพันธ์จะไม่ได้รับผิดชอบเรื่องการศึกษาโดยตรง แต่บุคลากรและรายการของกรมประชาสัมพันธ์มีส่วนสำคัญในการช่วยสร้าง และเพิ่มความตระหนักรู้ต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคอาเซียนและประชาคมโลกแก่คนไทยทั้ง 68ล้านคน ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวและทยานให้ก้าวทันโลก “ประเทศที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้น สามารถรักษาอิสรภาพและเอกราชตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศให้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” ดร.สุรินทร์ ระบุ 

“เราจำเป็นต้องเปลี่ยนกรอบความคิดจากการที่เราจะพอใจและใช้ชีวิตอยู่ใน ‘กรอบแคบๆ’ (Narrow Comfort Zone) มาสู่เวทีระดับภูมิภาคและนานาชาติด้วยความมั่นใจและมีความพร้อมเป็นอย่างดี” จากนี้ไป “ผลประโยชน์ของชาติ” จะต้องถูกปกป้อง ส่งเสริม และมีอำนาจต่อรองนอกประเทศ บนสังเวียนระดับภูมิภาคและนานาชาติ"

“เราจำเป็นต้องมีองค์ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ และแนวทางในการแก้ปัญหาใหม่ๆเพื่อเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันจากรอบด้านทั้ง 360องศา”

“ประเทศไทยมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน มีรายได้มวลรวมของประเทศ (GDP) มูลค่าสูงถึง 4แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีความหลากหลายมากที่สุดในอาเซียนเช่นกัน เรามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกประเภทตั้งแต่เป็นแหล่งผลิด อุตสาหกรรม และ การบริการ และเราก็ควรภูมิใจกับมัน” แต่เราจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้มากกว่านี้ “เราจำเป็นต้องมีความพร้อมสำหรับการแข่งขันในอนาคต เราต้องเพิ่มศักยภาพ ต้องสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของเราขึ้นมา เราไม่สามารถอาศัยเทคโนโลยีของประเทศอื่นๆและพึ่งพาแรงงานต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป”

“ฉะนั้น รายการและเนื้อหาสาระต่างๆผ่านทางวิทยุ โทรทัศน์ และสำนักข่าวต่างๆ จำเป็นต้องช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ไต่ระดับที่สูงขึ้น การพึ่งพาตัวเองเป็นกุญแจดอกสำคัญ เราต้องผลักดันให้เกิดการพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เป็นของเราเอง”

ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า มีการศึกษาจากธนาคารโลกและ IMFว่า การที่ประเทศจะสามารถหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางได้ จำเป็นจะต้องลงทุนเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเองให้เพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยในขณะนี้กำลังติดหล่มกำดักรายได้ปานกลาง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องลงทุนเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสัญชาติไทย เพื่อไม่ให้หลีกอุปสรรค์ในการก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูง

“เส้นทางการพัฒนาของเราจะต้องเป็นหนทางที่ยั่งยืน ในตอนนี้ประชาคมโลกต่างเห็นพ้องและดำเนินตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals) ซึ่งประเทศไทยเราเองก็มีแนวทางตามพระราชดำริ ‘ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมอบให้แก่คนไทยมากว่า 2 ทศวรรษ เราควรพัฒนาประเทศและอุตสาหกรรมของเราอย่างมีสติ มีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤติต่างๆ และให้ความสำคัญกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้”

“บุคลากรของกรมประชาสัมพันธ์สามารถช่วยให้คนไทยพัฒนาตนเองเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆในโลกยุคโลกาภิวัตน์นี้ได้ ไม่เพียงแต่เราต้องพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้แข็งแรง สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ แต่เราจำเป็นต้องบรรลุความเจริญของประเทศอย่างมีความเท่าเทียม เสมอภาค และยั่งยืนอีกด้วย ดังนั้น แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือกุญแจสำหรับในการพัฒนาประเทศไทย”

สมาชิกของกรมประชาสัมพันธ์ทุกท่านสามารถช่วยเยียวยาแผลในสังคมและความบาดหมางในประเทศที่ก่อตัวขึ้นหลายปีที่ผ่านมา อย่าให้รอยร้าวเหล่านี้กลายเป็น “2 ทศวรรษที่หายไป” (The Lost Two Decades) ดังที่เคยเกิดขึ้นในหลายๆประเทศ

เราต้องช่วยกัน “หลอมไทยให้เป็นเทียน และปั้นเทียนให้เป็นธง” ธงที่จะนำพาประเทศไทยและเป็นดุจดั่งแสงสว่างไปสู่เวทีภูมิภาคและโลก




บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1929 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 39 + 78 =
ความคิดเห็น :