Bookmark and Share

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ “คุณจะหมดอำนาจทันทีเมื่อใช้ความรุนแรง”

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ บรรยายพิเศษการไม่ใช้ความรุนแรงในพื้นที่ความขัดแย้งที่รุนแรง พบข้อคิดแม้อยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่ได้แปลว่าเข้าใจ ระบุในการสร้างสันติภาพไม่ได้มีความคาดหวังเดียว ย้ำคุณจะหมดอำนาจทันทีเมื่อใช้ความรุนแรง อธิบายทฤษฎี Trigger/ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังลาหัก เผย 3 คานธีร่วมสมัยที่เป็นมุสลิม ทิ้งท้ายหากความรุนแรงกว้างมาก สันติวิธีก็จะแคบมาก?

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ หัวหน้าสาขาวิชา การเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายพิเศษเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรงในพื้นที่ความขัดแย้งที่รุนแรง ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) เมื่อวันเสาร์ที่ 9 เมษายน 2559 มีคนเข้าฟังเต็มห้อง ทั้งนักศึกษา นักวิชาการ ภาคประชาสังคม เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงและสื่อมวลชนจัดโดยคณะรัฐศาสตร์ ร่วมกับสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ศูนย์ศึกษาสื่อสารเพื่อสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้และวิทยาลัยประชาชน

แม้อยู่ในพื้นที่เหตุการณ์ก็ไม่ได้แปลว่ารู้หรือเข้าใจ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ขอที่จะบรรยายหัวข้อ “สันติวิธี/ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง” ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง พร้อมกับเดินถือไมโครโฟนไปซุ่มถามนักศึกษาแต่ละคน ถามไปเรื่อยๆ จนได้คำตอบและค้นพบข้อคิดอย่างหนึ่งว่า แม้ท่านจะอยู่ในเหตุการณ์ หรืออยู่ในที่เกิดเหตุก็ไม่ได้แปลว่าท่านจะรู้หรือเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพราะนักศึกษาบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เขากำลังถาม-ตอบกันเรื่องอะไร

ศ.ดร.ชัยวัฒน์บอกว่า การบรรยายครั้งนี้จะไม่กล่าวถึงเหตุไม่สงบหรือความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ เพราะผู้เข้าร่วมฟังบรรยายเป็นคนในพื้นที่และหลายท่านก็อาจเข้าใจปัญหาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ตนจะบรรยายหรือร่วมพูดคุยก็คือทฤษฎีเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
ในการสร้างสันติภาพไม่ได้มีความคาดหวังเดียว

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ อธิบายว่า สิ่งสำคัญที่
จะทำให้เข้าใจความขัดแย้งมีอยู่ 3 ประการ คือ การรับรู้ (Perceptions) ความคาดหวัง (Expections) และอำนาจ (Power) ในประเด็นการรับรู้ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ ให้ผู้เข้าร่วมดูภาพบนจอแล้วถามว่าเห็นอะไร สิ่งที่ได้ก็คือ หลายคนอธิบายสิ่งที่เห็นไม่เหมือนกัน และในหนึ่งภาพไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว หรือมุมเดียวอย่างที่เกือบทุกคนในห้องประชุมนี้คิดมาตลอด ก่อนจะเฉลยคำตอบ 

ศ.ดร.อธิบายต่อไปว่าการทำงานของประสาท สัมผัสทั้ง 5 ที่ประกอบไปด้วย การได้ยิน การมองเห็น การลิ้มรส การได้กลิ่น และการสัมผัส สิ่งที่อธิบายยากที่สุดคือ การมองเห็น เพราะเราไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เราเห็นกับสิ่งที่เราเข้าใจเป็นเรื่องจริงหรือถูกต้องหรือไม่ ดังนั้นอาชีพที่ยากอาชีพหนึ่ง นั่นก็คือ นักข่าว เพราะจะต้องใช้สายตาในการมองปรากฏการณ์และรายงานหรือสื่อสารออกไป
ในส่วนประเด็นความคาดหวัง ศ.ดร.ชัยวัฒน์ อธิบายว่า ในกระบวนการจัดการความขัดแย้ง มันไม่ได้มีความคาดหวังเดียว ตัวอย่างเช่น ในกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ นอกจาก จะมีความคาดหวังของรัฐบาลแล้ว ยังมีความคาดหวังของฝ่ายขบวนการ ความคาดหวังของคนมลายูมุสลิมในพื้นที่ ความคาดหวังของคนพุทธในพื้นที่ และความคาดหวังของคนไทยส่วนใหญ่ในพื้นที่  เป็นต้น

“คุณจะหมดอำนาจทันทีเมื่อใช้ความรุนแรง” 
เมื่อเข้าสู่ประเด็นอำนาจ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ก็ถามนักศึกษาว่า หากแฟนขอหรืออ้อนให้เปลี่ยนเสื้อหรือรองเท้าเป็นแบบอื่นจะยอมเปลี่ยนหรือไม่ คำตอบคือยอมเปลี่ยน แต่เมื่อถามว่า ถ้าแฟนหรือมีคนมาด่าแรงๆ หรือเอามีดมาขู่ให้เปลี่ยนจะเปลี่ยนหรือไม่ คำตอบคือไม่เปลี่ยน ศ.ดร.ชัยวัฒน์จึงถามนักศึกษาว่า แล้วตกลงอำนาจที่ว่านั้นมีตอนไหน? 

“หากเปรียบความรักคืออำนาจ การใช้ความรุนแรงก็เหมือนการข่มขืน เพราะคุณจะหมดอำนาจทันทีเมื่อคุณใช้ความรุนแรง” ศ.ดร.ชัยวัฒน์ อธิบาย



ศ.ดร.ชัยวัฒน์ ยกตัวอย่างกรณีมุสลิมที่จ่ายซากาต (ทานบังคับ) หรือทำการซอดาเกาะห์ (การบริจาค) โดยไม่มีการบังคับใดๆ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ เดินถามนักศึกษาอีกครั้งว่า เพราะเหตุใดถึงเต็มใจบริจาค นักศึกษาหลายคนตอบคล้ายๆ กันว่า เพราะเชื่อว่าเป็นความดี และจะได้ผลตอบแทนจากพระเจ้า หรือเพราะรักพระเจ้า

“บางครั้งการที่บางขบวนการติดอาวุธออกมาต่อสู้ก็อาจเกิดจากการรักต่อพระเจ้า
ก็เป็นได้ ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจึงต้องทำความเข้าใจประเด็นอำนาจด้วย” ศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าวเสริม

จากนั้น ศ.ดร.ชัยวัฒน์ก็อธิบายต่อไปว่า การจะทำความเข้าใจอำนาจ จะต้องทำความเข้าใจ 3 ประการ คือ ทิศทาง (Direction) ฐาน (Base) และความเข้ม (Magnitube) กล่าวคือ หากเปรียบเทียบกับการชกมวย สมมุติชกดี ฟุตเวิร์คดี มีความเร็ว (ฐาน) 
ชกหนัก (ความเข้ม) แต่หากชกไปโดนกรรมการ (ทิศทาง) ก็โดนจับแพ้ฟาล์วได้ ดังนั้น 3 ประการ ข้างต้นจะต้องสัมพันธ์กันทฤษฎี Trigger/ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังลาหัก

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจที่ ศ.ดร.ชัยวัฒน์
พูดถึงก็คือ Trigger ซึ่งศ.ดร.ชัยวัฒน์ แปลว่า ลั่นไก หรือในสุภาษิตอาหรับจะเรียกว่า ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังลาหัก มาถึงตอนนี้ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ทดลองให้นักศึกษาขึ้นไปยืนบนเก้าอี้หลายๆ คน และสมมุติว่าคนสุดท้ายที่ขึ้นไปทำให้เก้าอี้หัก

ดังนั้นสาเหตุที่เก้าอี้หักไม่ใช่เพราะคนสุดท้ายที่ขึ้นไปยืน (ที่เป็นเสมือน Trigger) แต่เป็นเพราะมีคนขึ้นไปยืนหลายคนแล้วก่อนหน้านั้น 
“ในทางทฤษฎี เราจะหยุด Trigger ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเป็น Trigger” ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว
คานธีร่วมสมัย 4 คน 3 คนเป็นมุสลิม

ศ.ดร.ชัยวัฒน์บอกว่า เมื่อพูดถึงสันติวิธีก็ต้องพูดถึงมหาตมะ คานธี ผู้นำการปลดปล่อยอินเดียจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษว่า ครั้งหนึ่งเคยมีคนมาถามว่าทำไมทหารอังกฤษแสนนายถึงปกครองคนอินเดียสามร้อยล้านคนได้ คำตอบของคานธีก็คือ เพราะคนอินเดียยอม 
“เมื่อเรายอม อำนาจก็ทำงานทันที ดังนั้น วิธีการต่อสู้ก็คือการไม่ยอม แต่ใช้สันติวิธีในการต่อสู้จนประสบความสำเร็จ” ศ.ดร.ชัยวัฒน์ อธิบาย

ศ.ดร.ชัยวัฒน์บอกด้วยว่า ปัจจุบันมีผู้ที่
ถูกขนานนามว่าเป็นคานธีร่วมสมัย 4 ท่านที่ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ ได้ยกตัวอย่าง คือ Jose Bove, Fatima Meer, Aminatou Haidar และ Abdul Ghafar Khan ซึ่งมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า 3 ใน 4 คนที่ถูกขนานนามว่าเป็นคานธีร่วมสมัยนั้นเป็นมุสลิมหากความรุนแรงกว้างมาก สันติวิธีก็จะแคบมาก? ก่อนจะหมดเวลาบรรยาย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ พูดถึงสันติวิธีว่า ในมุมมองของตนมี 2 แบบ คือ สันติวีแบบแคบ (Contracted Version) และสันติวิธีแบบกว้าง (Expanded Version) กล่าวคือ หากความรุนแรงกว้างมากสันติวิธีก็จะแคบมาก และหากความรุนแรงแคบลง สันติวิธีก็จะมากขึ้น

น่าเสียดายที่ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ไม่มีเวลาพอที่จะอธิบายประเด็นนี้มากนัก

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2559
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 799 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 54 + 52 =
ความคิดเห็น :