Bookmark and Share

จุดกระแสโคมัยนี-กระแสปฏิวัติอิสลาม ปลุกจิตวิญญาณอิหร่าน-สร้างภาพลักษณ์บนเวทีโลก


วันที่ 3 มิถุนายน เป็นวันครบรอบการถึงแก่อาสัญกรรมของอยาตุลเลาะห์โคมัยนี ผู้นำการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ในปีนี้ (2559) ครบรอบ 27 ปีของการอสัญกรรมรัฐบาลอิหร่านได้จัดงานใหญ่ ซึ่งดูเหมือนว่าจะใหญ่มากกว่าทุกปี ที่มัสยิดโคมัยนี สถานที่ฝังศพของอิหม่ามโคมัยนี มีคนหลายหมื่นคนเดินทางไปร่วมพิธี ขณะที่การจัดงานมีขึ้นตามมัสยิดทั่วประเทศ ตามรายงานของอิหร่าน เดลลี่ ระบุว่า มีคนเข้าร่วมงานประมาณ 10 ล้านคน จากพลเมืองของอิหร่าน 79 ล้านคน นับว่า มีจำนวนมากทีเดียว 

ในขณะที่รัฐบาลอิหร่านได้เชิญตัวแทนมุสลิมจากทั่วโลกมากกว่า 200 คน ไปร่วมสังเกตการณ์ และร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของอิหม่ามโคมัยนี ซึ่งมีทั้งนักการศาสนา นักวิชาการ สื่อมวลชน นักการเมือง และหลากหลายอาชีพ โดยจัดกิจกรรมตลอดระยะเวลา 4-5 วัน เริ่มตั้งแต่ การจัดนิทรรศการ โชว์การพัฒนาประเทศตามแนวทางของอิหม่าม โคมัยนี การสัมมนา บทบาทของอิหม่ามโคมัยนี ในทางการเมือง โดยมีหลานของอิหม่ามโคมัยนี ฮาซัน โคมัยนี เป็นองค์ปาฐถก รวมถึงพิธีสำคัญ ในวันที่ 3 มิถุนายน ซึ่งมีอยาตุลเลาะห์โคมานีผู้นำสูงสุดเป็นประธาน ตลอดเวลามีนักข่าวทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ ตลอดจนสื่อออนไลน์เกือบทุกแห่งในอิหร่านระดมสัมภาษณ์ทั้งภาษา อังกฤษ ภาษาอาหรับ และฟาวซีผู้มาร่วมงานนับร้อยๆ คน ร้อยๆ ครั้ง ตั้งแต่ในที่สัมมนาจนถึงโรงแรมที่พักตลอดเวลาที่มีกิจกรรม สื่อทีวีประโคมข่าวอิหม่ามโคมัยนี ตลอดทั้งวัน ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งภาษาฟาวซีและอังกฤษ นำเสนอเป็นข่าวใหญ่หน้า 1 ทุกฉบับ ทั่วทั้งอิหร่านยังมีการติดป้าย เชิดชูความดีงามของอิหม่ามโคมัยนี ทั้งป้ายขนาดใหญ่ จนถึงป้ายขนาดเล็กติดตามทางเดินทางมีผู้คนเดินพลุกพล่านเป็นการจุดกระแสการปฏิวัติอิสลามที่มาถูกที่ถูกเวลา จากภาพลักษณ์ของอิสลามที่ดีขึ้นหลังจากการยกเลิกการบอยคอตจากนานาชาติ 

อิหม่ามโคมัยนี เกิดเมื่อปี 1902 ที่เมืองโคเมนทางตอนกลางของอิหร่าน ในสมัยชาร์ ปาลาวี อิหร่านดำเนินนโยบายตามตะวันตก มีการปกครองที่ไม่เป็นธรรม เล่นพรรคเล่นพวก ทุจริตคอร์รัปชั่นสูง เศรษฐกิจตกต่ำ ด้านศาสนาตกต่ำ อิหม่ามโคมัยนี ได้เริ่มชักชวนผู้คนให้ต่อต้านรัฐบาล จากมูวอลลาเล็กๆ ที่เมืองกุม เมืองแห่งศาสนาและการศึกษา ก่อนจะค่อยขยายใหญ่ รัฐบาลเห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง จึงดำเนินคดี อิหม่ามโคมัยนี ได้ลี้ภัยไปยังอิรัก ต่อไปยังตุรกี และสุดท้ายที่ฝรั่งเศส จนเมื่อกระแสการสนับสนุนของประชาชนลุกลามไปทั่วประเทศ จึงได้กลับมานำมวลชนยึดอำนาจการปกครองแบบระบอบกษัตริย์ของชาร์ปาลาวี สถาปนาการปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลาม เรียกว่า การปฏิวัติอิสลาม เมื่อปี 1979  อิหม่ามโคมัยนี ได้สร้างระบบการปกครองใหม่สำหรับโลกอิสลาม โดยกำหนดให้ผู้นำศาสนาและจิตวิญญาณเป็นผู้นำสูงสุด ไม่มีอำนาจในการบริหาร แต่มีอำนาจในการปลดหรือให้คำปรึกษา ประธานาธิบดีผู้นำทางการบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนผู้นำสูงสุดมาจากสภาผู้สรรหาที่มีจากการผู้ทรงคุณวุฒิ

ด้านศาสนา ที่มีอำนาจปลดผู้นำสูงสุดด้วย เป็นการปกครองที่สร้างการถ่วงดุลอำนาจของแต่ละฝ่าย ไม่ให้ฝ่ายใดมีอำนาจมากเกินไป แตกต่างจากระบบคอลีฟะห์ ผู้นำอาณาจักรอิสลามในอดีต และระบบกษัตริย์ที่ใช้กันแพร่หลายในตะวันออกลาง “การปฏิวัติอิสลามเป็นการแก้ปัญหาของอิหร่าน เป็นการนำพาประเทศไปสู่อิสระจากการครอบงำของตะวันตก การปฏิวัติของอิหร่านเป็นความท้าทายในการนำพาอิสลามมาสู่โลกยุคใหม่ เรายังคงเดินตามแนวทางการ ปฏัติอิสลามต่อไป ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่ปลดจากการแทรกแซง ครอบงำจากชาติตะวันตก เป็นคำตอบของการก้าวเดินของอิหร่าน อยาตุลลาห์คามาเนอี กล่าวในพิธีระลึกการอสัญกรรมอิหม่ามโคมัยนี ที่มัสยิดโคมัยนีต่อหน้าผู้คนหลายหมื่นคน 

“คนอิหร่าน ต้องมีจิตวิญญาแห่งการปฏิวัติ ที่ได้นำพาชาติอิหร่านมาเป็นเวลา 38 ปี ทำงาน เพื่ออิสลาม ตามแนวทางของอิหม่ามโคมัยนี ที่ถือเป็นปูชนียบุคลากรที่เป็นผู้ศรัทธาเป็นบ่าวผู้ทรงธรรมของพระเจ้า ผู้ที่มีความนบน้อมถ่อมตนและเป็นผู้ที่เคร่งครัดต่อศาสนาอย่างมาก และเป็นนักปฏิวัติ มีเป้าหมายสูงสุดที่ การดำเนินตามแนวทางของท่านอิหม่ามในการปฏิวัตินั้นถือว่าเป็นวิธีการเดียวในการพัฒนาและบรรลุสู่เป้าหมายของประชาชนและรัฐอิสลามอย่างแท้จริง” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตุลเลาะห์คาเมเนอี กล่าวว่า ชาติมหาอำนาจ มีความหวาดกลัวอย่างรุนแรงต่อ คำว่า “การปฏิวัติและการปฏิวัติของประชาชน ชาวอิหร่านเป็นเหตุผลหลักว่า ทำไมมีการบีบกั้นและกดดันมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ด้วยกับข้ออ้างต่างๆ นานาเกี่ยวกับปัญหาเรื่องนิวเคลียร์ และสิทธิมนุษยชน ที่ถูกนำเข้ามาสู่ประเทศ แต่แท้จริงมาจากความหวาดกลัวต่อการปฏิวัติของประชาชนอิหร่านและการจัดตั้งระบบการปกครองรัฐอิสลาม นั่นเอง”

“การปฏิวัติอิสลาม ทำให้อิหร่านหลุดพ้นจากการถูกควบคุมโดยชาติมหาอำนาจ และเกิดการเปลี่ยนแปลงสู่การปกครองแบบรัฐอิสลาม เป็นแรงบันดาลใจให้กับประเทศทั้งหลาย” เขากล่าวและว่า การปฏิวัติอิสลาม ยังนำพาประเทศหลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ อาทิ การทุจริตด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, ทางการเมือง, ศีลธรรม, ความล้าหลังทางวิชาการ ทางเศรษฐกิจ, เทคโนโลยี และความตกต่ำระหว่างประเทศ จากการถูกชี้นำโดยอเมริกาและอังกฤษ 

“อิหม่ามโคมัยนี ขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ นำประเทศไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือการปกครองโดยศาสนาของพระเจ้า ที่ก่อให้เกิดความยุติธรรมทางสังคมที่แท้จริง, การขจัดความยากจนและความโง่เขลา และการกำจัดปัญหาสังคมและความอ่อนแอ สร้างระบบคุณค่าของอิสลาม, ความปลอดภัยทางสุขภาพ ศีลธรรม จิตวิญญาณ, ความก้าวหน้าทางวิชาการ เกียรติยศและตัวตน ของชาติ และการมีอำนาจระหว่างประเทศ และมีการปฏิบัติตามขีดความสามารถของประเทศ”

“หลังจากการอสัญกรรมของอิหม่าม เราก็ ได้มีการพัฒนาตามขั้นตอน การปฏิวัติของอิสลาม เป็นทุนอันพิเศษและเป็นเอกลักษณ์ของประเทศและประชาชาติ การทำให้การปฏิวัติอิสลามมีผลสำเร็จ จะต้องใช้ค่าใช้จ่ายอย่างมากมาย ในขณะเดียวกันจากค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็จะเกิดผลประโยชน์อย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน การปฏิวัติผ่านมา 37 ปี เงื่อนไข มีความกระจ่างชัดมากกว่าเดิม เรามีความมุ่งมั่น และมีพลังประชาชนให้การสนับสนุนการปฏิวัติจึงยังคงอยู่ สามารถยืนหยัดต่อต้านการข่มขู่ทางการทหารและการคว่ำบาตรต่างๆ และด้วยความกล้าหาญและความภาคภูมิใจ ทำให้มีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง” 

เขากล่าวว่า หนึ่งในข้อผิดพลาดที่เป็นอันตรายยิ่งก็คือ การนำเอาแนวคิดในการปฏิวัติอิสลามมาเปรียบเทียบเท่ากับกลุ่มหัวรุนแรงนิยม ซึ่งพวกเขาได้แบ่งประชาชนออกเป็น “กลุ่มนิยมหัวรุนแรง” และ “กลุ่มนิยมปานกลาง” เป็นของฝากของชาติตะวันตก และคำพูดของศัตรู จะไม่ต้องนำเข้ามายังวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศ โดยเราจะยึดมั่นต่อหลักการพื้นฐานและค่านิยมของการปฏิวัติอิสลาม, การมีเป้าหมายอย่างต่อเนื่องในอุดมการณ์ของการปฏิวัติและมีความพยายามในการบรรลุสู่เป้าหมาย, การมีความมั่นคงต่อความเป็นอิสระภาพของประเทศ, ความรู้สึกตอบสนองต่อภัยคุกคามของกับศัตรูและการไม่ปฏิบัติตามพวกเขา และ “การมีตักวา (ยำเกรง) ทางศาสนาและการเมือง”

“เราต้องยึดมั่นต่อความเป็นอิสรภาพการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งจะต้องมีในระดับท้องถิ่น, ภูมิภาคและในระดับโลก” เขากล่าวและว่า “จะต้องระวังเล่ห์กลและกลลวงของศัตรูโดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกา ที่มีการข่มขู่คุกคามมีรอยยิ้มและการพูดจาประจบสอพลอ
อีกด้านหนึ่งเราจะต้องไปร่วมมือกันกับชาติมหาอำนาจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของโลก แต่ก็จะต้องระวังสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ การเชิญศัตรู เข้ามาแก้ปัญหา หรือเพื่อขอความช่วยเหลือ ทำให้เราตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกเขา

ยกตัวอย่าง ปัญหาซีเรีย เราไม่ได้เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรของอเมริกา ด้วยเหตุผลว่าพวกเขาต้องการใช้ประโยชน์จากการมีอำนาจและอิทธิพลของเรา และประเทศอื่นๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่พวกเขาต้องการ การเติมตารางงานของ ศัตรูให้เต็ม คือการต่อต้านความเป็นอิสรภาพอย่างแท้จริง” ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกล่าว 

เขากล่าวว่า ความมีอิสรภาพนั้นจะต้องมีอิสระทางวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ที่ไม่ตกอยู่ในอิทธิพลของต่างชาติ ไม่ถูกย่อยในระบบทางเศรษฐกิจของประชาคมโลก “หลังจากสิ้นสุดการเจรจานิวเคลียร์ มีการพูดว่า เศรษฐกิจอิหร่านที่ถูกดูดซึมเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ตามแผนการไซออนนิสต์ ที่ต้องการประโยชน์ สหรัฐอเมริกาก็ต้องการคว่ำบาตร เพื่อให้อิหร่านประสบกับความพิการทางเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจต้านทาน จึงเป็นวิธีการเดียวที่จะบรรลุสู่ความเป็นอิสรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งเราได้ดำเนินการไปแล้ว ประชาชนจะเห็นผลความสำเร็จ และจะต้องพัฒนาในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาด้านเทคโนโลยี”

ขณะที่ฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิด ฮะซัน โคมัยนี ผู้อำนวยการดูมัสยิดอิหม่ามโคมัยนี ได้กล่าวว่า การปฏิวัติอิสลามเป็นการปฏิวัติของพระเจ้าและประชาชน เป็นการได้รับการชี้นำจากพระเจ้า, เกียรติยศ, ความรัก, ความเมตตา, เอกภาพ, ความช่วยเหลือมาจากพระเจ้า และการสนับสนุนจากประชาชน ทั้งหมดนั้นถือว่า เป็นคุณลักษณะที่พิเศษในการเคลื่อนไหวของท่านอิหม่ามโคมัยนีในการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่นี้“ผลลัพท์ของการต่อสู้และการขับเคลื่อนก็คือ หลังจากการอสัญกรรมของท่านอิหม่ามโคมัยนี การแต่งตั้งผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการเป็นตัวแทนของท่าน เพื่อขับเคลื่อนแนวทางปฏิวัติให้ประสบความสำเร็จ” 

การขับเคลื่อนอิหร่านตามแนวทาง “การปฏิวัติอิสลาม” ไม่เพียงมีแรงเสียดทานจากตะวันตก โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ อังกฤษและอิสราเอล แต่อิหร่านยังต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากกลุ่มประเทศอาหรับ ที่นำโดยซาอูดิอาระเบีย รวมทั้งกระแสสร้างความเกลียดชังชีอะห์ในกลุ่มมุสลิมด้วย ด้านความเห็นของนักวิชาการไทย ศ.พล.ท. ดร.สมชาย วิรุฬหผล ประธานสภาวิทยาลัยเทคโนโลยีอโยธยา ผู้เชี่ยวชาญประเทศอิหร่าน กล่าวว่า การปลุกกระแสปฏิวัติอิสลามของอิหร่านเป็นการรุกทางการเมืองเพื่อตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามที่พยายามปลุกกระแสกีดกันอิหร่านออกจากโลกมุสลิม ทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างอิงศาสนาเพื่อการอ้างอิง แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ยังคงใช้ข้ออ้างเดิมคือข้อมูลที่ไม่มีข้อพิสูจน์ที่ครอบคลุมทั่วไป ในการวินิฉัยว่าชีอะฮ์ทั้งหมดไม่ใช่มุสลิม ในทางตรงข้ามก็มีพฤติกรรมของซุนหนี่บางกลุ่มที่ไม่เป็นไปตามหลักการอิสลาม ส่วนอิหร่านนั้นได้ชูธงความเป็นเอกภาพของมุสลิมโดยยึดอัลกุรอ่านเป็นหลัก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบในประเด็นนี้ คำวินิจฉัยย่อมมีน้ำหนักอ่อนกว่าอัลกุรอ่านอย่างแน่นอน

“สงครามการเมืองที่ต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์จึงพอจะสรุปได้ว่าอิหร่านมีความเหนือกว่า แต่ถ้าวิเคราะห์ในระดับสงครามความเชื่อฝ่ายตรงข้ามมีซุนหนี่เป็นฐานและมีจำนวนมากกว่าหลายเท่า จึงยังคงสามารถยันการรุกทางการเมืองของอิหร่านไว้ได้ แต่ในระยะยาวหากซาอูดิอาระเบียและประเทศอาหรับพันธมิตรยังไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปกครองของตนให้เป็นไปตามหลักการอิสลามแล้ว มันก็เท่ากับว่าเป็นการพูดอย่างทำอย่าง ซึ่งจะมีผลให้พ่ายแพ้สงครามทางการเมือง เพราะอิหร่านสามารถพิสูจน์ให้เห็นในทางรูปธรรมได้ว่าระบอบรัฐอิสลามนั้นสามารถปฏิบัติได้จริงและสามารถ พัฒนาไปสู่ระบอบคอลิฟะฮ์ผู้ทรงธรรมได้ ซึ่งจะทำให้คนรุ่นใหม่ให้การสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัยสำคัญ เพราะมุสลิมผู้ศรัทธารุ่นใหม่ต่างโหยหาการกลับมารุ่งเรืองใหม่ของโลกมุสลิม และมันจะเป็นไม่ได้เลยหากไม่เริ่มต้นจากการสร้างเอกภาพตามอัลกุรอ่าน อันนำไปสู่การเป็นประชาชาติตัวอย่างในสังคมโลก” 

พล.ท.ดร.สมชาย กล่าวว่า การจุดกระแสการปฏิวัติอิสลามของอิหร่านยังมุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นคงภายในประเทศซึ่งถูกคุกคามจากทั้งภายในและภายนอก อันเป็นกระบวนการ ที่ร่วมมือกันทั้งสหรัฐ กลุ่มอรับ โดยมีไซออนีส เป็นผู้ชักใยบงการด้วยแผนอันแยบยล นั่นคือยุให้มุสลิมแตกแยกฆ่ากันเองการจุดกระแสปฏิวัติของอิหร่าน อีกด้านหนึ่ง เพื่อปลุกคนอิหร่านที่อาจจะลืมเลือนการปฏิวัติ ให้กลับมามีความเข้มข้นในด้นความคิดและจิตวิญญาณ อีกด้านหนึ่งก็เพื่อการแข่งขันในระดับนานาชาติ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นแห่งความเป็นอิสลามในเวทีโลก

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2559
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 630 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 50 + 63 =
ความคิดเห็น :