Bookmark and Share

สนช.พบชาวสงขลา ชงแก้ปัญหาเพียบ



ชาวสงขลา แห่ร่วมเวทีสนช.พบประชาชน เสนอปัญหาเพียบ ด้าน รองประธานสภาฯ ระบุ แก้ปัญหาชาวบ้านได้ 40,000 ปัญหา เหลือเพียง 1,000 ปัญหา ออกกฎหมายกว่า 200 ฉบับ 

ระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2559สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้จัดโครงการสภานิติบัญญัติแห่งชาติพบประชาชนในพื้นที่ จ.สงขลา โดยมีนายพีรศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่ 2 นำทีม พร้อมด้วยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประมาณ 30 คน ซึ่งเป็นผู้แทนจากคณะกรรมาธิการสามัญคณะต่างๆ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อพบปะประชาชน เพื่อรายงานความคืบหน้าของสนช. และรับฟังปัญหาของประชาชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาภายใต้บทบาทอำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติดังเป้าหมายที่ว่า “สะท้อนปัญหา นำพาแก้ไข ห่วงใยประชาชน” โดยในช่วงเช้าเดินทางไปพบปะกับชาวบ้านจากทุกอำเภอของจังหวัดสงขลา ประมาณ 500 คนที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ช่วงบ่ายเดินทางไปพบปะกับหัวหน้าส่วนราชการและข้าราชการที่ศาลากลางจังหวัด มีบรรดาข้าราชการเข้าร่วมประมาณ 200 คน

ขณะที่ในเวลาเดียวกันคณะสนช.คณะที่ 1 นำโดยพลเอกไพชยนธ์ ค้าทันเจริญ ร่วมทำกิจกรรมและรับฟังปัญหาของปัญหาเยาวชน ณ ห้องวิเชียรคีรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และคณะที่ 2 นำโดยนางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ รองประธานคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมทำกิจกรรมและรับฟังปัญหาของกลุ่มสตรีจังหวัดสงขลา และกลุ่มสตรีมุสลิม ณ ห้องรับรองสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ชั้น 4 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และสนช.อีกส่วนหนึ่งเดินทางมารับฟังปัญหาที่ด่านนอก อ.สะเดา 

โดยในการรายงานผลการทำงาน ในระยะเวลา 2 ปี สนช. ได้พิจารณากฎหมาย 225 ฉบับ รับวาระแรก 199 ฉบับ ไม่รับร่าง 5 ฉบับ ตกไป 14 ฉบับ รอพิจารณา 7 ฉบับ ผ่านวาระ 3 จำนวน 178 ฉบับ มีการบังคับใช้แล้ว 160 ฉบับ    

นายพีรศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า การลงพื้นที่จ.สงขลา มาดูภาพรวมของการพัฒนาจังหวัด ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ดูเรื่องการคมนาคมขนส่งที่มีการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีการลงพื้นที่จริงเพื่อรับฟังปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไข มีที่น่าสนใจในการพูดคุยกับกลุ่มสตรีถือว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ มีการจัดตั้งองค์กรที่มีเครือข่ายครอบคลุม มีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะมีการประสานงานเพื่อให้มีการทำงานร่วมกัน 

“การทำงานแก้ไขปัญหาให้ประชาชน สนช.มีคณะกรรมาธิการ 16 คณะพิจารณาแก้ไขปัญหา มีการตั้งกระทู้ถามรัฐบาลซึ่งได้ตั้งกระทู้ถามหลายเรื่อง ที่ผ่านมาประชาชนได้ร้องเรียนเข้ามา 40,000 กว่าเรื่อง ได้มีการประสานให้หน่วยงานราชการแก้ปัญหาแล้ว 40,000 เรื่อง เหลือเพียง 1,000 เรื่อง สะท้อนให้เห็นว่ามีการตอบสนองจากหน่วยงานราชการเป็นอย่างดี” นายพีรศักดิ์ กล่าว 

นายชูศักดิ์ นิ่มสกุล กล่าวว่า กฎหมายที่สนช.ได้พิจารณาและมีผลบังคับใช้ที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องจังหวัดสงขลาและภาคใต้ อาทิ กฎหมายการจัดรูปที่ดิน ที่บังคับใช้ตั้งแต่กันยายน 2558 จะส่งผลให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง การจัดการหนี้สิน การจัดการการเกษตรและการจัดการน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วม จะช่วยเพิ่มพื้นที่เพราะปลูกและคุ้มครองการเกษตร  

2.กฎหมายส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล เป็นกฎหมายให้การบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งมีประสิทธิภาพ คุ้มครองสิ่งแวดล้อม สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนมีระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ สร้างวามสมดุล ฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล 

3.กฎหมายการยางแห่งประเทศไทย เป็นกฎหมายที่ได้รวบรวมองค์กรที่เกี่ยวข้องกับยางพาราจำนวน 5-6 แห่งมาอยู่ที่เดียวกัน ทำให้การบริหารจัดการยางมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ดูแลเสถียรภาพของยางพารา 

4.กฎหมายแรงงานทางทะเล เป็นกฎหมายที่ออกมาสอดคล้องกับกฎหมายสากลเพื่อคุ้มครองแรงงานทางทะเล ซึ่งจะทำให้การประมงไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติ 

ด้านนายอนุมัติ อาหมัด สนช. ได้ตอบคำถามเรื่องกฎหมายฮัจย์ว่า กฎหมายฮัจย์ได้ผ่านสนช.วาระ 1 เรียบร้อยแล้ว ด้วยความร่วมมือจากสนช.ทุกคน ซึ่งต้องขอขอบคุณที่ทุกคนให้ความสำคัญกับกฎหมายฉบับนี้ ที่จะออกมาเพื่อพี่น้องมุสลิมได้เดินทางไปฮัจย์ซึ่งเป็นข้อบัญญัติหนึ่งทางศาสนาอย่างเป็นธรรม การเดินทางไปฮัจย์ เป็นการคืนคนดีสู่สังคม เพราะคนที่ไม่ดี เมื่อไปฮัจย์ก็กลับมาเป็นคนดี  คนที่ดีอยู่แล้ว เมื่อเดินทางไปก็เป็นคนดียิ่งขึ้น โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเสียเงิน เพียงแต่อำนวยความสะดวกเท่านั้น 

“มีคนถามว่าสนช.มีมุสลิมกี่คน ก็ตอบว่า มี 3-4 คน เขาก็บอกว่า น้อยจัง ไม่เหมือนตอนที่มาจากการเลือกตั้ง ก็อยากจะบอกว่า สนช.ทำงานไม่คิดถึงความเป็นพุทธมุสลิม สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ก็ช่วยผลักดัน อย่างพ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการฮัจย์ใช้มา 30 ปี มีการผลักดันให้มีการแก้ไขนาน บางสมัยต่องเดินทางไปดูไบ ก็ไม่สำเร็จ แต่สามารถทำสำเร็จในสมัยนี้ ต่อไปการทำฮัจย์จะสะดวกและสะดวกยิ่งขึ้น” นายอนุมัติ กล่าว 

ผู้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น ได้นำเสนอปัญหาในพื้นที่ อาทิ ปัญหาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถให้การสนับสนุนกิจการทางศาสนา ซึ่งกระทบทั้งพุทธและมุสลิม ซึ่งนายกล้าณรงค์ จันทิก กล่าวว่า 

หากมีการใช้จ่ายไม่ได้มุ่งหวังการหาเสียง มีประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ทุจริต ก็ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ตัวแทนส่วนท้องถิ่นได้นำเสนอ ปัญหาความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรภาษีให้กับเทศบาล บางแห่งได้ 50 ล้าน แต่บางแห่งได้ 11 ล้าน 8 ล้าน ซึ่งได้ร้องเรียนมา 8 ปีแล้ว แต่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ปัญหา

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนกรกฎาคม 2559
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 523 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 88 + 49 =
ความคิดเห็น :