Bookmark and Share

ผลประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ครองใจคน 3 จังหวัด หรือความเกลียด กลัว



ก่อนลงประชามาติ 2 สัปดาห์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำคณะครม. ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงหวังใช้เป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาความรุนแรง แต่แนวทางแก้ปัญหายังไม่โดนใจชาวบ้าน หรือมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกื้อหนุน กระแสจึงไม่ตอบรับประชามติ


ปฏิเสธไม่ได้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของคนไทย ความไว้วางใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะนำพาชาติไปสู่สิ่งที่ดีกว่านั้น ทำให้คนส่วนใหญ่รับร่างรฐธรรมนูญ มีพื้นที่ 3 พื้นที่ที่ปฏิเสธรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นพื้นที่ที่แคบมาก เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ทั้งประเทศ นั่นคือ ภาคเหนือมีเชียงใหม่กับเชียงราย ภาคอีสาน มีจำนวนไม่ถึง 10 จังหวัด ส่วนภาคใต้ มี 3 จังหวัด คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส  ภาคเหนือและภาคอีสานเป็นพื้นที่สีแดงอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคเพื่อไทยมายาวนาน แต่กระแสสีแดงก็แผ่วลงอย่างมาก ส่วนพื้นที่ภาคใต้เป็นเขตอิทธิพลของกลุ่มวาดะห์ ที่ออกมาปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก สอดคล้องกับการขับเคลื่อนของเพื่อไทย ถามว่า วาดะห์ยังมีอิทธิพลต่อคน 3 จังหวัดมากแค่ไหน คำตอบก็ต้องบอกว่ากระแสเพิ่งเริ่มกลับมาในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ใช่กระแสหลัก อย่าลืมว่า วาดะห์เคยถูกปฏิเสธอย่างรุนแรงมาหลายครั้งตั้งแต่หลังเหตุการณ์ตากใบ จนวาดะห์เองก็แทบหาทางออก ให้กับกลุ่มตัวเองไม่เจอ การที่คน 3 จังหวัดปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญ จึงน่าจะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ปัจจัยที่ว่าก็คือ พฤติกรรมของทหารในพื้นที่นั่นเอง ในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์จะว่าเป็นยุคทองของพี่น้องมุสลิมก็ไม่ผิด แม้ว่าจะมีสนช.มีสปท.เพียงไม่กี่คน แต่แนวทางการขับเคลื่อนหลายอย่างได้รับการตอบรับ รวมทั้งท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่แสดงท่าทีนอบน้อมต่อจุฬาราชมนตรี เป็นภาพแห่งความประทับใจของพี่น้องมุสลิมทั่วประเทศ

การแก้ปัญหา 3 จังหวัด แม้รัฐบาลจะให้ความสำคัญ แต่ดูเหมือนเป็นตาบอดคลำช้าง ยังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ยังไม่มีรูปธรรมให้เห็นมากนัก รวมทั้งแนวทางล่าสุดกระบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ 3 จังหวัด โดยใช้โมเดล หนองจิก จ.ปัตตานี สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และเบตง จ.ยะลา หลังจากได้ยกเลิกนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลที่ปัตตานีมาก่อนหน้านี้

การลงพื้นที่ภาคใต้ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในครั้งนั้นเหน็บดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจลงไปดู รวมทั้งดึงภาคเอกชน คือ หอการค้าจังหวัดและภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เป็นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้

“สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่เพื่อให้เกิดความร่วมมือ มุ่งเน้นเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปสู่อนาคตที่ดี และเพื่ออนาคตของลูกหลานรุ่นต่อไปผ่านการทำงาน 2 แนวทางคือ จากข้างบนลงข้างล่าง และจากข้างล่างขึ้นข้างบน โดยเฉพาะการบริหารราชการ
ในจังหวัดชายแดนใต้ รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณลงสู่พื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนโดยเร็วจากงบประมาณ 2 ส่วน คืองบประมาณประจำกระทรวง และงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาไปสู่ความเจริญในพื้นที่” นายกฯ พูดถึงแนวทางการขับเคลื่อนการทำงาน แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ได้นำเสนอแนวทางเอาไว้ เป็นผลจากการหารือร่วมกับภาคธุรกิจเอกชน ประกอบด้วย ประธานหอการค้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ นักธุรกิจ นักลงทุนและผู้ประกอบการในพื้นที่ร่วมกันให้แนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดเป็นข้อเสนอเรื่องโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนาที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยสร้างเมืองต้นแบบการพัฒนาที่มีอัตลักษณ์ประจำสอดคล้องกับศักยภาพของความเป็นเมืองในปัจจุบัน เป็นเมืองต้นแบบแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจที่แตกต่างไปตามศักยภาพ แต่สามารถเชื่อมโยงระหว่างกันและส่งเสริมการทำงานร่วมกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (Synergy) ประกอบด้วย เมืองหนองจิก ปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบเกษตรอุตสาหกรรมก้าวหน้าผสมผสาน มุ่งเน้นการพัฒนาการค้าขาย วิสาหกิจชุมชน การเกษตร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงทางพลังงาน นอกจากนั้น ยังเป็นการสร้างชุมชนที่ประกอบอาชีพสนับสนุนพื้นที่การพัฒนาหลัก (Connecting Point) เช่น นำอาชีพในท้องถิ่นมาต่อยอดขยายผล เช่น ตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร มีการทำการตลาดแบบ E-Market เชื่อมไปยังเมืองอื่นๆ เมืองเบตง ยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาการค้าขาย วิสาหกิจชุมชน การเกษตร ตลอดจนการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการพึ่งตนเอง และการค้าขายชายแดนข้ามแดนประเทศมาเลเซียสู่เมืองปีนังและเมืองเปรัก รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และการสร้างต้นแบบของความมั่นคงทางพลังงาน

เมืองสุไหงโก-ลก นราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ มุ่งเน้นการพัฒนา การค้าข้ามแดนประเทศมาเลเซีย และวิสาหกิจชุมชนที่เกี่ยวข้อง มุ่งส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่ สร้างธุรกิจรุ่นใหม่ การเชื่อมต่อไปยังวิสาหกิจชุมชน ใช้การดำเนินการขับเคลื่อนตามแนวคิดสานพลังประชารัฐ เป็นกลไกการทำงาน โดยผลักดันให้มีการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งนายกฯ ขีดเส้นให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 

โครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เป็นโครงการที่เพิ่งเริ่มต้น ยังอยู่ในกระดาษจะต้องจัดทำรายละเอียดอีกหลายอย่าง ทั้งรายละเอียดการดำเนินการ ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมมาลงทุน ซึ่งจะต้องเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ขนเงินเข้ามาลงทุน นายปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช รองประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส 1 ในคณะกรรมการฯ จากภาคเอกชน กล่าวว่า ขั้นตอนการดำเนินนโยบาย ปี 2560-2562 ประกอบด้วยกาจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่พิเศษ จัดตั้งกองทุนส่งเสริมนักธุรกิจรุ่นใหม่ ออกพันธบัตรพัฒนาชุมชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปรับปรุงท่าเรือปัตตานี ขยายสถานีรถไฟโคกโพธิ์ ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และการเชื่อมโยงการขนส่งจาก 3 จังหวัดไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์  รายละเอียดยังไม่ชัดเจนว่าเมื่อโครงการนี้สำเร็จจะช่วยเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างไรบ้าง เพราะทุกครั้งที่มีการผุดโครงการไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ คนที่ได้ประโยชน์คือ นักธุรกิจทั้งในพื้นที่และจากนอกพื้นที่ ชาวบ้านไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรมากนัก นอกจากขายแรงงาน และป้อนวัตถุดิบให้กับระบบการผลิตที่ราคาไม่ได้สูงกว่าราคาตลาดเลย เป็นเหตุผลว่า ทำไมชาวบ้าน 3 จังหวัดจึงไม่มีการตอบรับ 


ความนิยมต่อตัว “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในความรู้สึกของพี่น้อง 3 จังหวัดขึ้นอยู่กับการทำงานของทหารในพื้นที่ 3 จังหวัด ซึ่งที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ 
เหตุความรุนแรงยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง เงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงยังเกิดขึ้นตลอดเวลา 
ไม่ว่าปัญหาชู้สาวที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ปัญหากระทบกระทั่ง ปัญหาความไม่เข้าใจที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งมองว่าทหารมีส่วนในการก่อให้เกิดความรุนแรง แม้จะมีการประชาสัมพันธ์ สร้างภาพมาตลอด แต่ไม่อาจลบความรู้สึกนี้ไปได้ “ความเกลียดกลัวทหาร” ของชาวบ้านในพื้นที่ส่งผลต่อความนิยมในตัวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยตรง สะท้อนภาพให้เห็นว่า ปัญหาภาคใต้ยังคงต้องใช้เวลาอีกยาวนาน 

รายละเอียดในรัฐธรรมนูญที่กำหนดเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนา มีส่วนสำคัญ
ที่มีการนำไปขยายผล การตัดข้อความที่มีในรัฐธรรมนูญปี 50 ออกไปสร้างความหวาดหวั่นว่าอาจจะมีการนำรัฐธรรมนูญไปตีความผิดๆ หรือนำไปดำเนินการที่ส่งผลต่อการปฏิบัติศาสนกิจของพี่น้องมุสลิมได้ เป็นจุดอ่อนที่ส่งผลให้ชาวบ้านไม่ไว้วางใจในรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม การไม่รับประชามติของพี่น้อง 3 จังหวัด มีความสลับซับซ้อนของปัญหาหลายปัญหา สรุปได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น

หมายเหตุ : จากนิตยสาร 
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 482 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 30 + 96 =
ความคิดเห็น :