Bookmark and Share

RKK ยอมรับระเบิดตากใบ ตอบโต้รัฐกรณีการเจรจาสันติภาพ-สำนักจุฬาฯประณาม



เมื่อวันที่ 6 กันยายน สำนักข่าวเบนาร์นิวส์ รายงานเหตุการณ์ระเบิดหน้าหน้าโรงเรียนอนุบาลที่อ.ตากใบ จ.นราธิวาส แกนนำ RKK ของกลุ่มขบวนการ BRN ไดยอมรับว่า เป็นผู้วางระเบิด รวมทั้งการโจมตีเป้าหมายในภาคใต้ตอนบนเมื่อวันที่ 10 ถึง 12 สิงหาคม ก็เป็นฝีมือของพวกเขาที่ต้องการแสดงความไม่พอใจต่อความไม่จริงใจของรัฐบาลไทยในการพูดคุยสันติสุข

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอตากใบ ยอมรับว่าขบวนการก่อความไม่สงบทำ รวมทั้ง เหตุระเบิดรถไฟ และเหตุป่วน ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนด้วย เพราะเราต้องการตอบโต้การเจรจาที่ไม่มีความคืบหน้า และเป็นการคุยเพียงเพื่ออำนาจทางการเมือง ไม่ได้หวังให้เกิดความสงบสุขจริง” แกนนำ RKK กลุ่มขบวนการ BRN กล่าวกับเบนาร์นิวส์

เบนานิวส์ สำนักข่าวซึ่งมีฐานอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวบีอาร์เอ็นรายเดิมว่า การก่อเหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวกับประชามติหรือเรื่องอื่น ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าโรงเรียนบ้านตาบา ที่สองพ่อลูกต้องเสียชีวิตนั้น เป็นเรื่องสุดวิสัย ฝ่ายตนไม่ได้ต้องการให้เกิดกับประชาชน เพราะเป้าหมายคือเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ คณะพูดคุยสันติสุขของไทยได้พบปะเจรจากับกลุ่มมาราปาตานี ที่ประกอบด้วยสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนกลุ่มต่างๆ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ เมื่อวันศุกร์ที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งในความคืบหน้าคือการที่ฝ่ายมาราปาตานีและฝ่ายไทยจะพิจารณาในการจัดพื้นที่ปลอดภัย แต่หลังจากการประชุมเสร็จสิ้นลง ได้มีการวางระเบิดรถไฟสายกรุงเทพ-สุไหง โกลก อำเภอโคกโพธิ์ ในจังหวัดปัตตานี เมื่อเย็นวันเสาร์ที่ 3 ก.ย.นี้ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหนึ่งราย และบาดเจ็บสามราย และเหตุระเบิดหน้าโรงเรียนในวันนี้ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตในทั้งสองเหตุการณ์รวมสี่ราย

พันเอกยุทธนาม เพชรม่วง รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า กลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ลงมือทำ เพราะต้องการก่อเหตุรายวัน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวโยงกับระเบิด 7จังหวัดภาคใต้กับการพูดคุย ทราบในเบื้องต้นแล้วผู้ที่ก่อเหตุในครั้งนี้ เป็นคนร้ายกลุ่มนายรอมลี เจ๊ะยิ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ติดตามพฤติกรรมมาตลอด แต่ไม่คาดคิดว่าคนร้ายจะลอบนำระเบิดจักยานยนต์บอมบ์ มาวางร้านค้าฝั่งตรงกันข้ามของโรงเรียน” น.ท.กฤษณะ กล่าวกับเบนาร์นิวส์ และว่า คนร้ายฉวยโอกาสจังหวะในช่วงชุลมุน ขี่รถจักรยานยนต์ปะปนกับชาวบ้านมาจอดหน้าร้านค้า ที่ชาวบ้านต่างจอดเพื่อส่งนักเรียน จนเกิดเรื่องเศร้าขึ้น

ส่วนความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่างๆ วันที่ 7 กันยายน สำนักจุฬาราชมนตรีแถลงการณ์ประณามผู้ก่อเหตุระเบิดหน้า รร.บ้านตาบา ระบุอิสลามห้ามทำร้ายเด็ก สตรี คนชราฯลฯแม้ภาวะสงคราม 

แถลงการณ์ของสำนักจุฬาราชมนตรี ระบุว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อ.ตากใบ จนมีผู้เสียชีวิต ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและขอประณามอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นฝีมือขอ
งฝ่ายใดก็ตาม ถือเป็นการกระทำที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม นอกเหนือคำสอนศาสนาและแบบอย่างของศาสนทูต (ซ.ล.) ซึ่งแม้ในยามจำเป็นที่ท่านต้องอยู่ในภาวะสงครามเพื่อป้องกันตัว  ท่านยังกำหนดข้อห้ามในการทำร้ายเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้บาดเจ็บ และผู้ครองตนเป็นนักบวชในศาสนาต่างๆ รวมทั้งห้ามทำลายศาสนสถานของทุกศาสนา 

"ประการสำคัญ อาวุธที่ท่านใข้ในยามศึกสงครามคือดาบและธนู ซึ่งจำกัดเป้าหมายเพียงศัตรูผู้รุกราน แฃะฝ่ายมุสลิมจะต้องยุติการใความรุนแรงทันทีเมื่อฝ่ายตรงกันข้ามยุติการต่อสู้ ดังนั้น การก่อเหตุโดยการใช้ระเบิดและอาวุธที่มีสมรรถนะในการทำลายล้างอย่างไร้การควบคุมเป้าหมาย เป็นเหตุให้เกิดการสังหารผู้บริสุทธิ์นั้น นับว่าฝ่าฝืนและขัดกับแนวทางคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริง" แถลงการณ์ ระบุ 

สำนักจุฬาราชมนตรี ขอเรียกร้องให้ประชาชนทั่วไปและมุสลิมทุกหมู่เหล่า รวมทั้งผู้นำศาสนาและภาคประชาสังคม ร่วมมือแสดงออกถึงการต่อต้านและไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเรียกร้องให้ทางราชการเยียวยาแก่ญาติผู้เสียชีวอตอย่างเร่งด่วน และเร่งสอบสวนเพื่อนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไปและใช้มาตรการอันรัดกุมเพื่อปกป้องพื้นที่สาธารณะให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยแก่ประชาชน 

อีกด้านหนึ่ง Human Rights Watch ได้แถลงเรียกร้องให้ ขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ เคารพกฏหมายสงคราม(LawsofWar) หรือ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (InternationalHumanitarianLaw) 

HRW ยังได้เรียกร้องให้เลขาธิการสหประชาชาติระบุชื่อ BRN เอาไว้ในลิสต์ของ ผู้ละเมิด(Abuser) ซึ่งบรรจุอยู่ในรายงานประจำปีสถานการณ์เด็กในพื้นที่ขัดกันทางอาวุธอย่างเป็นทางการ 

ดร.ปกรณ์ ปรียากร อดีตคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด่า กล่าวว่า การระบุชื่อที่ว่านี้สำคัญเนื่องจากมันจะนำไปสู่ความจำเป็นในการแสดงความรับผิดชอบของยูเอ็นและบรรดาหน่วยงานของยูเอ็น ไม่ว่าจะเป็น UNICEF UNHRC UNDP หรือ ฯลฯ ในการเข้ามาพัวพันเกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งให้หนักหน่วงขึ้นกว่านี้ และยังเพิ่มความเป็นไปได้ที่คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติจะ sanction! 

"ผู้ละเมิดนั้นอาจมีฐานะเป็น ฝ่ายที่ขัดแย้ง (PartiestoConflict) มีสภาพบุคคลในทางการเมืองระหว่างประเทศระดับหนึ่ง แต่เส้นทางในการบรรลุเป้าหมายของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้จะลำบากยากเย็นมากยิ่งขึ้นอย่างชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแน่นอน" ดร.ปกรณ์ ระบุ

https://www.hrw.org/news/2016/09/07/thailand-separatists-bomb-school-south
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 3235 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 31 + 12 =
ความคิดเห็น :