Bookmark and Share

ฮัจย์ 2,000 ล้าน ผลประโยชน์อยู่ที่ใคร กับฮัจย์ 150,000 บาทเพื่อมุสลิมไทย



การเดินทางมาประกอบพิธีฮัจย์ของ “ฮุจยาตไทย” เสียค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 180,000-250,000 บาท แต่มีการบริการไม่คุ้มค่ากับราคา จึงได้มีโครงการนำร่อง ด้วยการเดินทางมาทำฮัจย์ใช้งบประมาณ 150,000 บาท มีบริการที่พักที่ดี มีบริการอาหารที่ดี สามารถปฏิบัติอิบาดะห์ได้อย่างสะดวกสบาย  


การเดินทางไปฮัจย์ของพี่น้องมุสลิมปี 1437ราคาฮัจย์ต่ำสุด 180,000 บาท สูงสุด 300,000 บาท เป็นราคาที่ยืนพื้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ฮัจย์ 150,000 บาท จึงไม่มีใครเชื่อว่าจะทำได้ แต่สามารถทำได้ด้วยความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้อง โดยสนช.ผู้ผลักดัน และผู้ประกอบการ ฮัจย์ 150,000 บาท เป็นการริเริ่มของคุณอนุมัติ อาหมัด สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และพล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (กอท..) คุณอนุมัตินั้น เป็นคนผลักดันการแก้ไขกฎหมายฮัจย์ที่เป็นประเด็นกระแสอยู่ในเวลานี้ เพราะเห็นว่าการบริการจัดการฮัจย์ที่ผ่านมามีปัญหามาก แต่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ จึงได้ปรึกษากับแซะยา ผู้ประกอบการ ฮัจย์ ในนามบริษัท จะนะทราเวลฯ

ได้ข้อสรุปว่า การเดินทางมาประกอบพิธีฮัจย์ในราคา 150,000 บาทสามารถทำได้ โดยพักที่โรงแรมที่ติดกับมัสยิดฮารอม คณะฮุจยาต ราคา 150,000 บาท มีจำนวน 37 คน จากหลายพื้นที่ของประเทศไทย อาทิ กทม. หาดใหญ่ จะนะ จ.สงขลา ภูเก็ต ปัตตานี ชัยนาท นครสวรรค์ พัทลุงและพิจิตร เป็นต้น ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 7 สิงหาคม สายการ กัลฟ์แอร์ ของบาห์เรน แวะทรานซิสที่สนามบินบาร์เรน และเดินทางต่อมายังมาดีนะห์ทันที โดยที่มาดีนะห์คณะพักที่โรงแรมมาวาดะห์ โรงแรมระดับ 3 ดาว ที่เดียวกับผู้ที่เดินทางมาในราคา 180,000-190,000 บาท เป็นตึกแถวที่ 2 จากมัสยิดนาบะวีย์ ห่างจากมัสยิดประมาณ 200-300 เมตร อาหารรับประทานแบบบุปเฟ่ต์ แม้จะไม่ถูกปากคนไทยนัก แต่บริการดีอาหารบุฟเฟ่ต์ พัก 6 คน เหมือนกับคณะที่มา 190,000 บาท เปรียบเทียบกับฮุจยาตที่เดินทางมาในราคา 205,000 บาทพักที่โรงแรมติดมัสยิดระดับ 5 ดาว พัก 4 คน แต่อาหารเป็นอาหารกล่อง แจกวันละ 3 เวลา เสิร์ฟแบบไหนก็ต้องทานแบบนั้น

ระหว่างพักที่มาดีนะห์ 8 วัน มีบริการพาไปนอกสถานที่ มัสยิดกุบาร์ มัสยิด 2 กิบลัต และภูเขาอูฮุด ไม่แตกต่างจากฮุจยาตอื่น
ฮัจย์ 150,000 บาทมีปัญหานิดหน่อยตอนเดินทางจากมาดีนะห์เข้ามักกะห์ รถมีสภาพเก่าและเสียระหว่างทาง ซึ่งสภาพรถแบบนี้
ผู้ประกอบการไทยใช้บริการเหมือนกัน มีเพียงราย 2 รายที่ ใช้รถดี แต่ราคาก็สูงตามไปด้วยประมาณ 250,000 บาท เป็นเรื่องที่ต้องปรับปรุงในปีต่อไป ที่มักกะห์ คณะฮัจย์ 150,000 บาท พักในโรงแรมระดับ 5 ดาว อยู่ติดกับมัสยิดฮารอมติดกับโรงแรมฮิลตัน ชื่อ ดารุ้ลอีหม่าน รอยัล โฮเต็ล เป็นของบรรดาฮุจยาตวีไอพีระดับรัฐมนตรี ในช่วงฮัจย์ ห้องพักกว้างขวางมาก พักจำนวน 5 คน อาหารเป็นอาหารบุฟเฟ่ต์ มีอาหารกับข้าว 3 อย่าง ซุบ สลัด และอาหารหวานอีกหลายอย่าง พร้อมชา กาแฟ การที่ผู้ประกอบการสามารถให้เข้าพักที่โรงแรม 5 ดาวได้ เพราะได้ติดต่อทำสัญญากับโรงแรมมาเป็นเวลานาน โดยรวมตัวกับบริษัทอื่นอีก 3-4 บริษัท มีฮุจยาตมากพอสมควรจึงสามารถต่อรองได้ในราคาถูกกว่าปกติ

นับเป็นความเชี่ยวชาญของผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับการบริการฮุจยาตมากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว เปรียบเทียบกับฮุจยาตที่พักที่โรงแรมฮิลตัล ราคา 200,000 บาทขึ้นไป นับว่าดีกว่ามาก เพราะที่ฮิลตันมีลิฟต์บริการเพียง
3 ตัว กับจำนวนห้องพักหลายร้อยห้อง ในช่วงใกล้ละหมาดมีฮุจยาตรอลิฟท์แน่นมากใช้เวลานานกว่า 30 นาที ก็มีจนบางครั้งลงไปละหมาดไม่ทัน แม้จะละหมาดด้านล่างของโรงแรมก็ตาม ขณะที่อาหารที่ฮิลตันเป็นอาหารกล่องเสิร์ฟวันละ 3 มื้อ เรื่องที่พักของผู้ที่มาทำฮัจย์อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะการมาฮัจย์เป็นการมาปฏิบัติอิบาดะห์ที่จะต้องมีคามอดทนอดกลั้น ที่สิ่งสำคัญคือ ที่พักจะต้องเหมาะสมและเป็นธรรมกับราคาที่ฮุจยาตจ่ายไป จะเห็นว่าฮุจยาตไทยส่วนใหญ่ จะพักในที่พักที่ไกลที่มากที่สุด บริเวณใกลัมัสยิดญิน เป็นอพาทเมนต์ หรือบ้านพักเช่า ส่วนใหญ่จะเช่าแบบเหมาหลัง และฮุจญาตมาอยู่กันอย่างแออัด จะต้องใช้เวลาเดินทางไปมัสยิดฮารอม 20-30 นาที เป็นความยากลำบากในการปฏิบัติอิบาดะห์ เพราะการจะเข้าไปละหมาดที่มัสยิดฮารอมได้ 
จะต้องเดินทางไปล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง และมากกว่า 2 ชั่วโมงในการละหมาดวันศุกร์ ผู้ที่อยู่ไกลส่วนใหญ่จะเดินทางไปไม่ทัน จะต้องละหมาดนอกมัสยิดฮารอม หรือบนถนน ท่ามกลางแดดร้อน 

โดยเฉพาะผู้สูงอายุ มีความยากลำบากในการเดินทางมาก ส่วนใหญ่ไม่สามารถเดินทางมาละหมาดที่ฮารอมได้ ต้องอาศัยละหมาดที่มัสยิดใกล้เคียงซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของผู้ที่มาทำฮัยจ์ที่ต้องการละหมาดที่มัสยิดฮารอมให้มากที่สุด แม้ว่าการละหมาดบนแผ่นดินฮารอม จะได้รับผลบุญ 1000,000 เท่า แต่การละหมาดที่มัสยิดฮารอมที่สิ่งที่ผู้มาทำฮัจย์ปรารถนามากที่สุด ที่พักที่ผู้ประกอบการไทยจัดให้กับฮุจยาตส่วนใหญ่เป็นบ้านเช่า เป็นอาคาร เป็นตึก ที่นำมาซอยเป็นห้องๆ นำเตียงเหล็กและเบาะแบบราคาถูกให้บริการ ห้องละ 7-8 คน มีห้องครัว มีการเลี้ยงอาหารแบบบุปเฟต์ แต่ไม่มีห้องรับประทานอาหาร ต้องนำไปรับประทานกันในห้อง ค่าอาหารตามข้อมูลของ มูซาซะห์ โกลบอล อิควานที่ให้บริการทำอาหารจัดเลี้ยงข้าวกล่อง ราคากล่องละ 13 เหรียญ ถ้าเป็นบุฟเฟ่ต์หัวละ 35 บาท 3 มื้อ หากนำราคานี้มาคำนวณจะพบว่าการอาศัยในมักกะห์ 20 วัน อาหารเฉลี่ยคนละประมาณ 7,000 บาท ส่วนค่าห้องพักที่เป็นอาคารเช่าก็ไม่สูงมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับโรงแรม 

หากพิจารณาต้นทุนกันจริงๆ ตามข้อมูลที่เปิดเผยมาจากบริษัท เอสทีอารเบียนที่มีปัญหา “ลอยแพ” ฮุจยาต จำนวน 22 คนที่หาดใหญ่ แซะได้เรียกเก็บคนละ 205,000 บาท จำนวน 22 คน รวม 4.510,000 บาท บริษัทบอกว่า แซะจะต้องจ่ายให้บริษัท 2.7 ล้านบาท หรือตกหัวละ 122,727 บาท ในขณะที่แซะได้รับ 82,273 บาทต่อหัว และได้เดินทางมาฟรี หักตัวแซะและภรรยาที่จะเดินทางมาด้วย 245,454 บาท แซะจะได้รับเงินทั้งหมด 1,645,460 บาท เป็นเงินจำนวนมหาศาล เพียงแต่กรณีนี้แซะเอาเงินไป 3 ล้านกว่าบาท จึงกลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา ให้เป็นประเด็นให้สังคมรับทราบ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลดีต่อฮุจยาตไทย ที่เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ ได้เห็นว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังนั้น เป็นอย่างไร สังคมได้เห็นว่าที่มีการอ้างว่า การนำคนไปฮัจย์ เป็นการทำบุญ แต่เบื้องหลังเป็นธุรกิจฮัจย์ที่มีผลประโยชน์มหาศาล ที่มีการเอารัดเอาเปรียบฮุจยาตมาตลอด โดยที่หน่วยงานที่ดูแลไม่ได้ดำเนินการอะไรเพื่อแก้ปัญหา แต่กลับร่วมมือกับผู้ประกอบการอีกต่างหาก ในแต่ละปีมีฮุจยาตจากประเทศไทยไปฮัจย์ 10,300 คน ตามโควต้า ปีนี้น้อยหน่อยจากปัญหาเศรษฐกิจ เดินทางไปเพียง 9,600 คน ใช้จ่ายในราคา 180,000-250,000 บาท สรุปตัวเลขกลมๆ ที่ 200,000 บาท จำนวน 10,000 คน มูลค่าฮัจย์ 2,000 ล้านบาท 


เมื่อไปดูต้นทุนการให้บริการทั้งหมดต่อฮุจยาต 1 คน ค่าใช้จ่ายที่มาดีนะห์ 8 วัน ประมาณ 10,000 บาท รวมอาหารและที่พัก มีค่าเหยียบเมือง 13,000 บาท เป็นเงินที่ฮุจยาตจ่ายตรงให้กรมการศาสนานำมาดำเนินการที่ซาอุฯ อาทิ ค่ารถ และค่าบริการอื่น แต่ไม่มีค่าเหยียบเมืองตามที่มีการกล่าวอ้าง เป็นเงินที่จะต้องสืบหาต่อไปว่านำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง จำนวนเงินปีละประมาณ 130 ล้านบาท เป็นเงินที่กรมการศาสนาปิดบังการใช้จ่ายมาตลอด ค่าใช้จ่ายที่มักกะห์ ค่าที่พักและอาหารต่อหัวประมาณ 40,000-50,000 บาท ค่าเครื่องบินการบินไทย 45,000-50,000 บาท ต้นทุนต่อหัว ประมาณ 100,000-120,000 บาท ที่เหลือเป็นกำไร เงินมูลค่า 2,000 ล้านบาทต่อปี ประมาณ 800 ล้านบาท ตกอยู่ในมือของผู้ประกอบการ 200-300 คน บวกลบคูณหารกันเองว่าแต่ละคนได้ผลประโยชน์จำนวนเท่าไหร่ 

ทำฮัจย์ 150,000 บาท จึงเป็นทางเลือก และควรจะกำหนดเป็นราคากลางใช้อ้างอิง เพื่อให้โอกาสคนที่ต้องการมาฮัจย์แต่ฐานะไม่ร่ำรวยมาก ได้มีโอกาสเดินทางไปบ้าง มุสลิมไทยบางคนต้องสะสมเงินมาตลอดชีวิตยังไม่มีโอกาสเดินทางมาฮัจย์ เพราะพอได้เงิน 150,000 บาท ค่าฮัจย์ก็เพิ่มเป็น 180,000 บาท เมื่อเก็บได้ 180,000 บาทค่าฮัจย์ ก็เพิ่มเป็น 200,000 บาท บางคนต้องเฉือนที่ดินขาย ขายสวนยาง สวนผลไม้ เพื่อเดินทางมาเป็นแขกของอัลเลาะฮ์ตามแรงศรัทธา ลองคิดดูว่า สามีภรรยาต้องจ่ายเงิน 400,000 บาท มาฮัจย์ ซึ่งไม่ควรจะต้องจ่ายแพงขนาดนั้น คนมาเลเซีย 2 สามีภรรยาเดินทางมาฮัจย์ด้วยเงิน 250,000 บาทต่อ 2 คน หากมีการบริหารจัดการให้เกิดความเป็นธรรม ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ ฮัจย์ 150,000 บาทสามารถดำเนินการได้ดี ซึ่งล่าสุดมีการส่งข้อความโฆษณาผ่านโซเชียลจัดฮัจย์ในราคา 140,000 บาท บางรายโฆษณา 130,000 บาทไม่รวมค่าบริการ สะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนฮัจย์ไม่ได้แพงอย่างที่มีการพูดกันคำพูดที่ผู้ประกอบการและแซะใช้กับฮุจยาต ในการใช้ชีวิตที่มักกะห์ คือต้องซอบัรอดทน ไม่เช่นนั้นจะได้ฮัจย์มับูร ให้ฮุจยาตส่วนใหญ่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าบ่น ซึ่งจะต้องแยกแยะระหว่างการปฏิบัติอิบาดะห์ที่จะต้องซอบัรอดทน แต่การใช้ชีวิตที่ยากลำบากเพราะการเอารัดเอาเปรียบ เป็นคนละเรื่องกัน และเป็นสิ่งที่จะต้องพูดจะต้องบอกกล่าว จะต้องต่อสู้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เพราะทุกคนจ่ายเงินจำนวนมากเดินทางมา การบริการ การอำนวยความสะดวกจึงต้องเหมาะสมกับจำนวนเงินที่จ่ายไปอย่าให้คำว่า ซอบัรอดทน เป็นเครื่องมือให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ การค้ากำไรเกินควร อย่างให้ฮัจย์เป็นแหล่งผลประโยชน์ อย่าให้ฮัจย์เป็นธุรกิจที่จะต้องแสวงหากำไรสูงสุด 

เมื่อฮัจย์ย้ายมาสิ่งสำคัญที่หน่วยงานรับผิดชอบและผู้เกี่ยวข้องจะต้องทำให้ฮัจย์เป็นงานบุญที่จะต้องสนับสนุนส่งเสริมดำเนิน การในราคาถูก คนทำจะได้ผลบุญมหาศาลเริ่มต้นที่ฮัจย์ 150,000 บาท ที่สามารถทำได้ คนทำได้กำไรและได้ผลตอบแทนจากพระผู้สร้างที่ไม่เอาเปรียบแขกของพระองค์ 

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ปีที่ 5 ฉบับที่ 57 ประจำเดือนกันยายน 2559
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 428 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 65 + 7 =
ความคิดเห็น :