Bookmark and Share

ปรัชญาฮัจญ์กับหลักเอกภาพในพหุภาพ




ฮัจญ์คือการรวมตัวของมนุษยชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สามารถรวมประชาคมโลกที่ก้าวพ้นพรมแดนแห่งชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม ฮัจญ์คือ การจาริกของมนุษย์ทางจิตวิญญาณสู่พระผู้สร้าง เอกองค์อัลลอฮ์ซ.บ.อย่างเป็นเอกภาพ  เป็นการสำแดงออกถึงสัญลักษณ์ของปรัชญาว่าด้วยการสร้างสรรค์ ว่าด้วยเรื่องการจำนนต่ออำนาจอันพิสุทธิ์และต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะเพียงผู้เดียว  เป็นการแสดงออกถึงความรักของปวงบ่าวที่มีต่อพระผู้อภิบาลอย่างจริงใจและอย่างสำรวมตน

ฮัจญ์ คืออิบาดะฮ์ภาคการเมืองและสังคมและปฐมบทแห่งการสร้างรัฐและระบอบการปกครองแห่งธรรมาธิปไตยที่เข้มแข็งที่สุดของระบอบการปกครองทั้งหลายบนโลกใบนี้ ที่แสดงถึงพลังของมุสลิมในฐานะผู้สร้างศานติ และเป็นการสำแดงออกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในขณะเดียวกันก็ได้พัฒนาตนเองสู่ความสำรวมตนและการนอบน้อม และผลของการเข้าถึงปรัชญาแห่งฮัจญ์  คือการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณา และนำมาซึ่งการเข้าใจสังคมและประชาชน

ฮัจญ์ คือ มิติแหงการเรียนรู้ และเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ เป็นการเข้าถึงการสรรสร้างแห่งพระเจ้า เป็นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แห่งการเสียสละและการพลีของศาสดาอิบรอฮีม และเป็นการเข้าถึงอุดมการณ์อิสลาม อีกทั้งรู้เท่าทันศัตรูและแผนการร้ายของศัตรูได้อย่างมีวิจารณญาณ

ฮัจญ์ คือ การสำแดงออกถึงความงดงามของพระเจ้า นั่นคือการได้รับการขัดเกลาจิตใจและเข้าถึงพระเจ้าอย่างแท้จริง และเป็นการแสดงถึงคุณลักษณะด้านความยิ่งใหญ่ของพระองค์ นั่นคือ การแสดงออกถึงการยอมจำนนต่อหลักเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้าและปฏิเสธการตั้งภาคีทั้งปวง

ฮัจญ์ คือการยืนหยัดและแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระองค์อัลลอฮ์ และแสดงออกถึงการปฏิเสธเจว็ดทั้งหลาย แม้แต่อัตตาตัวตน ก็ต้องสลายและทำลายออกไปโดยไม่หลงเหลืออัตตาใดๆ เว้นเสียแต่พระองค์ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาเท่านั้น และให้ถือว่ามนุษย์ทุกคนอยู่ในฐานะเท่าเทียมกันอิมามอะลี บินอะบีตอลิบ กล่าวว่า

“พระผู้ทรงบริสุทธิ์ พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดให้สถานที่นั่น (กะบะฮ์) เป็นสัญลักษณ์หนึ่ง เพื่อการคารวะและการจำนนต่อความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของพระองค์และเพื่อการจำนนต่อเกียรติยศอันสูงส่งของพระองค์มหาบริสุทธิ์ยิ่งแห่งพระองค์สัมบูรณ์เจ้า ทรงกำหนดให้ (กะบะฮฺ) เป็นธงชัยแห่งความศานติ และเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับผู้มาเยือน ทรงกำหนดให้ผู้มาเยือนเป็นแขกของพระองค์” (นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ คุฎบะฮ์ที่ ๑) ฮัจญ์คือวันแหงอัลลอฮ์(อัยยามุลลอฮฺ)  เป็นช่วงระยะเวลาที่ถูกกำหนดเป็นเฉพาะสำหรับการพัฒนาตนสู่การจำนนที่สมบูรณ์แบบต่อพระผู้เป็นเจ้า เป็นช่วงเวลาของการออกจากความมืดมนสู่ความสว่างทางจิตศาสดามุฮัมมัด




“ไม่มีช่วงเวลาใดที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างภาวะสำรวมตนและการขัดเกลาจิต มากไปกว่าในช่วงวันแห่งอัลลอฮ์ (พิธีฮัจญ์)” ฮัจญ์ได้เกิดขึ้นในเดือนที่สิบสอง เดือนซุลฮิจญะฮ์ ณ ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ทุกสถานที่ที่ถูกนำมาเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์แห่งความศานติและความปลอดภัย และเป็นบรรยากาศแห่งการภาวนา อิบาดะฮ์  ฮัจญ์เริ่มต้นด้วยการเข้าสู่ “มีกอต” ซึ่งเป็นจุดที่มนุษย์ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย และเปลี่ยนกิริยาบทที่เคยปฏิบัติกันอยู่ นั่นคือ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เป็น
สัญลักษณ์ของการบ่งบอกและจำแนกให้มีความแตกต่างระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และจากเสื้อผ้าที่มีสีที่แตกต่าง นำไปสู่ความมีอัตตา  และอัตตาที่ใหญ่สุดคือความเป็นตัวตน เช่น เชื้อชาติฉัน ชาติพันธุ์ฉัน ตระกูลฉัน ตำแหน่งฉัน และอื่นๆ แต่เมื่อสวมชุดเอี๊ยะรอม (ชุดขาว) ไม่มีคำว่า “ความเป็นฉัน” ไม่เหลืออยู่อีก ทุกๆ คนมีเสื้อสีเดียวกัน จำนวนชิ้นเท่ากัน

การเข้าสู่ มีกอต ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ท่านต้องประกาศความตั้งใจของท่านเสียก่อน มันเป็นความตั้งใจที่จะย้ายออกจากบ้านของท่านไปยังบ้านของประชาชน จากชีวิตไปสู่ความรัก จากตัวตนไปสู่อัลลอฮ์(ซ.บ) จากความเป็นทาสไปสู่เสรีภาพ จากการจำแนกทางเชื้อชาติไปสู่ความเท่าเทียมกัน ความจริงใจและสัจธรรม จากสภาพของการนุ่งห่มประดับประดาด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ไปสู่สภาพของความเปลือยเปล่า จากชีวิตประจำวันไปสู่ชีวิตนิรันดร์ และจากความเห็นแก่ตัวตลอดทั้งความไร้จุดหมายไปสู่การอุทิศตนและความรับผิดชอบ มันเป็นการเปลี่ยนสภาพ เข้าไปสู่สภาพของอิหฺรอม

เพราะฉะนั้น ความตั้งใจของท่านจะต้องเป็นความตั้งใจที่เข้มแข็งด้วยจิตสำนึกที่เข้มข้น อย่างแท้จริง ท่านต้องมีศรัทธาในหัวใจของท่าน จุดประทีปด้วยเปลวแห่งความรักให้สว่างไสวในหัวใจของท่าน ส่องแสง และลุกโชน ลืมให้หมดเกี่ยวกับตัวตนของท่านเอง ในอดีต ชีวิตของท่านถูกกำหนดลักษณะโดย การละทิ้ง เหินห่าง และโง่เขลา ท่านเป็นผู้อ่อนแอ ปราศจากการช่วยเหลือในทุกๆ ด้านแห่งการดำรงชีพ แม้แต่ในอาณาจักรการทำงานของท่านเอง ท่านก็กลายเป็นทาส ทำงานถ้าไม่เป็นแบบติดนิสัยก็โดยการบังคับ 

บัดนี้ จงลอกคราบชีวิตแบบนั้นทิ้งไปเสีย จงกลายเป็นผู้มี จิตสำนึก อย่างแท้จริงใน อัลลอฮฺ(ซ.บ) พระผู้ทรงอำนาจยิ่ง สำนึกในประชาชนและในตัวท่านเอง ทิศทางใหม่ และตัวตนใหม่(http://www.lovehusain.com/articles/42115932/ปรัชญาฮัจญ์ตอนพิธีอุมเราะฮ์.) มิติต่างๆ ของฮัจญ์มีมากมาย และจากกรอบแนวคิดจากอัลกุรอ่านและวจนะของศาสดาและวิถีแห่งครอบครัวศาสดารวมไปถึงสาวกของศาสดานั้น ชี้ให้เห็นว่าฮัจญ์คือรากฐานสำคัญของศาสนา และมิติหนึ่งของฮัจญ์ คือการสำแดงออกถึงความเป็นเอกภาพและความสมานฉันท์ของประชาคมมุสลิม ไม่ว่าจะสังกัดลัทธิหรือนิกายใดก็ตาม และผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จะได้พบเจอบรรดาฮุจญาต (ผู้แสวงบุญ) หลากหลาย และแตกต่างทั้งสีผิว ภาษาและวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีหลักปฎิบัติ
ข้อปลีกย่อยที่แตกต่างกันสัญลักษณ์ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวและเป็นเอกภาพจะฉายไปทั่วโลก เป็นการแสดงออกถึงพลังของประชาคมโลกมุสลิมและชี้ให้เห็นว่าการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างนั้นไม่ได้ขัดกับคำสอนของศาสนาและอิสลามสอนมิให้รังเกียจต่อกันและกัน แต่สอนให้รังเกียจความแตกแยก ดังอัลกุรอานกล่าวไว้ว่า

“และพวกเจ้าจงยึดสายเชือกแห่งอัลลอฮ์ โดยพร้อมเพียงกัน และจงอย่างแตกแยกกัน” (อาลิอิมรอน โองการที่ ๑๐๓) และวจนะของศาสดา “(ความสัมพันธ์) ผู้ศรัทธากับผู้ศรัทธาอื่น ประดุจดังอาคารที่บางส่วนของมัน จะยึดอยู่กับอีกบางส่วน” ท่านอิบนุ มัสอู๊ด (ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่โลกอะลิซซุนนะฮ์) กล่าวว่า “ความบาดหมางต่อกันและกัน คือความชั่วร้าย”

ความเป็นเอกภาพระหว่างมุสลิมด้วยกัน คือรากฐานของศาสนา นั่นก็คือการให้ความร่วมมือและการให้ความช่วยเหลือต่อกันและกัน ถึงแม้จะมีความต่างระหว่างนิกายก็ตาม ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยการให้เกียรติต่อกันและกัน เพราะแท้จริงแล้วในความต่างมีความเหมือน และสิ่งที่เหมือนกันคือ มีพระเจ้าองค์เดียว คัมภีร์เล่มเดียว ศาสดาท่านเดียว อัลกุรอานกล่าวไว้ว่า

“และจงประกาศแก่มนุษย์ เพื่อการทำฮัจญ์เถิด พวกเขาจะมาหาเจ้าโดยทางเท้าและโดยอูฐ จะมาจากทางไกลทุกทิศทาง” เพื่อพวกเขาจะได้มาร่วมเป็นสักขีพยาน ต่อผลประโยชน์มหาศาลสำหรับพวกเขา และกล่าวพระนามแห่งอัลลอฮ์ในวันนั้น(อัยยามุลลอฮ์) ที่รู้จักกันอยู่แล้ว ตามที่องค์อัลลอฮ์ทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเขาจากสัตว์สี่เท้า ดังนั้นพวกเจ้าจงรับประทานเนื้อของมันและจงให้อาหารแก่ผู้ยากจนขัดสนเถิด” (บทที่ ๒๒ โองการที่ ๑๗-๑๘)
หนึ่ง โองการนี้ ชี้ให้เห็นว่า ให้ประกาศแก่มนุษย์ มาเพื่อการฮัจญ์ และประเด็นฮัจญ์เป็นเรื่องของมนุษย์ นั่นคือเป็นประเด็นทางการเมืองและสังคมและเป้าหมายเพื่อให้รวมตัวกัน แสดงความเป็นเอกภาพ มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เริ่มต้นพิธีก็วันเดียวกัน สถานที่เดียวกัน จบลงก็สถานที่เดียวกัน

สอง ฮัจญ์คือ การแสดงออกถึงการไม่หลับใหล แต่เป็นการตื่นรู้ และรู้เท่าทันเหตุการณ์และแผนการร้ายของศัตรู
อิมามอะลีกล่าวว่า

“ฮัจญ์คือกระบวนการการต่อสู้ ต่อความอ่อนแอ(ทางจิตวิญญาณ)” ฮัจญ์คือเครื่องหมายและสัญลักษณ์แห่งความศานติ “องค์อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้ฮัจญ์ เพื่อความเป็นปึกแผ่นและสร้างความใกล้ชิดต่อกัน”และประโยคโองการที่ว่า “เพื่อพวกเขา
ได้มาร่วมเป็นสักขีพยาน ต่อผลประโยชน์อันมหาศาลสำหรับพวกเขา”

ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จะได้ประโยชน์(มหาศาล ซึ่งเป็นคำพหุพจน์ มะนาเฟี๊ยะ) คือ
ก.จากภาคพิธีกรรม (ศาสนพิธี ด้านอิบาดะฮ์)
ข.จากภาคสังคมและการเมือง ให้เข้าใจและรู้เท่าทันต่อแผนการร้ายของศัตรู และพร้อมที่จะต่อต้านผู้ก่อการร้ายที่แท้จริงที่มีมาร(ชัยฎอน) ได้บงการ โดยการเรียนรู้จากการขว้างเสาหินทั้งสาม(ขว้างชัยฎอน)
ค.พลังของการมีเอกภาพ โดยการเลิกการใส่ร้ายป้ายสีต่อกัน หรือทำลายประณามกันและกัน และหันมาเห็นอกเห็นใจต่อกัน แสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง
ง.ลุกขึ้นเรียกร้องและต่อสู้เพื่อเสรีภาพและอิสรภาพ เรียกร้องสู่ความยุติธรรมโดยแสวงหารัฐอิสลามที่แท้จริง ซึ่งเป็นรัฐแห่งธรรมะ มีความเป็นธรรมาธิปไตย อัล-ฟารอบีย์ ถือว่าเป็นนักปรัชญามุสลิมที่ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งของโลกอิสลามมีความนิยมในปรัชญาอริสโตเติ้ลมาก เขาได้นำเสนอเกี่ยวกับปรัชญาการเมืองว่า แท้จริงมนุษย์นั้นต้องพัฒนาไปสู่ความเป็นสังคมอารยะ ซึ่งเป็นสังคมที่ถูกปกครองโดยผู้นำที่ได้นำหลักการปกครองมาจากวิวรณ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า และมนุษย์จะไปสู่ความเป็อารยะบุคคลและสังคมอารยะได้นั้นต้องได้รับการปกครองโดยผู้นำทรงธรรม ท่านฟารอบียฺได้นำทฤษฎีทางปรัชญาการเมืองดังนี้ว่า..

๑) เป้าหมายของการสร้างมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์ไปสู่ความไพบูลย์พูนสุข และอันดับแรกจะต้องเข้าใจและรู้จักความหมายของคำว่าความไพบูลย์สุขเสียก่อน ความไพบูลย์สุขที่ว่านั้นไมมีใครจะนิยามและให้ความหมายได้อย่างถูกต้อง นอกจากเขานั้นต้องผ่านองค์ความรู้ที่ได้รับการเปิดเผยมาจากพระเจ้า และผู้ที่จะสร้างความไพบูลย์สุข คือ บุคคลที่อยู่ในฐานะผู้นำและมีภาวะผู้นำ
๒) สังคมใดหรือนครรัฐใดที่มีผู้นำทรง ธรรมและมีภาวะผู้นำสูง จะทำให้สังคมนั้นหรือนครรัฐนั้นเป็นนครรัฐแห่งอารยะ (Civil of City) และสังคมอารยะ (Civil of Society)
๓) แท้จริงนครรัฐแห่งอารยะ (Civil of City) ต้องมีผู้นำ และผู้ปกครองนั้นต้องมีภาวะผู้นำอย่างผู้ยำเกรงและสำรวมตน มาจากบุคคลที่เป็นปราชญ์และผู้ทรงธรรม อยู่ในฐานะราชาแห่งปราชญ์ (Philosopher of King) และอัล-ฟารอบีได้กล่าวอีกว่า แท้จริง “นครแห่งอารยะ” (Civil of City) ประกอบด้วย หนึ่ง ผู้นำที่ทรงธรรม ทรงความรู้ ทรงเป็นปราชญ์ (Philosopher)
สอง ประชาชน เป็นกลุ่มคนที่มีศิลธรรม  
สาม เป็นระบอบการเมืองที่ใสสะอาด โดยผ่านองค์ความรู้ที่มาจากวิวรณ์แห่งพระเจ้ามีความสมบูรณ์ทางกายภาพและจิตภาพโดยเน้นความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า โดยใช้หลักนิติรัฐนิติธรรมผ่านกระบวนการคิดเชิงปรัชญาและคำสอนหลักการปกครองตัวแทนของพระเจ้า บทบาทอันโด่งดังของฟารอบีย์คือการนำเสนอปรัชญาเรื่องอุตมรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นคำสอนที่แหลมคมและน่าสนใจทีเดียวของปรัชญาฟารอบีย์ และถือว่านักปรัชญาในยุคต่อมาได้นำทฤษฎีทางปรัชญาการเมืองนี้มาอรรถาธิบาย และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง “นครแห่งอารยะ” หรืออุตมรัฐที่ฟารอบีย์ได้กล่าวไว้

ฟารอบีย์ได้กล่าวเรื่องปรัชญาการเมืองนี้ไว้ในหนังสือปรัชญาสำคัญของท่านชื่อว่า “ซียาซะตุลมะดีนะฮ” (หลักรัฐศาสตร์แห่งอุตมรัฐ) ท่านฟารอบีย์ได้กล่าวถึงเรื่อง “นครแห่งอารยะ” (المدينة الفاضلة) หรืออุตมรัฐในปรัชญาการเมืองของท่านไว้ว่า
“ระบอบการเมืองที่มีคุณธรรมคือ การนำพาความดีงามไปสู่ประชาชนและนำมนุษยชาติสู่เป้าหมายของการสร้างคือความสันติสุขที่แท้จริง ซึ่งการไปสู่ความผาสุกและสันติสุขนั้นจะเกิดขึ้นมาเองมิได้ นอกจากผ่านระบอบการเมืองและการปกครองที่มีคุณธรรม
(ธรรมารัฐ) เท่านั้น อีกทั้งจะนำพาพลเมือง ประชาชนไปสู่ความดีงามทั้งโลกนี้และโลกหน้า”

ท่านฟารอบีย์ได้หยิบยกเรื่องอุตมรัฐเป็นหัวข้อย่อยหนึ่งในหมวดเรื่องตำแหน่งศาสดาและการสร้างเอกภพและมนุษย์ โดยท่านได้นำหลักปรัชญาว่าด้วยเรื่องผู้นำทางจิตวิญญาณ และจากแนวคิดในเรื่องการสร้างโลกและมนุษย์ ถือเป็นความจำเป็นที่โลกและเอกภพวิวัฒนาการไปสู่ความสมบูรณ์ทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ นั่นหมายความว่าทางกายภาพและชีวภาพเป็นโครงสร้างของโลกและเอกภพนี้ที่จะต้องพัฒนาตัวตนของมันไปสู่ความสมบูรณ์สูงสุด เพื่อแสดงออกถึงการปรากฏความเดชานุภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้า หรือเรียกตามภาษาหลักอภิปรัชญาคือ

“วายิบุลวุยูด” (ภวันต์แท้) และแสดงออกถึงความเป็นตัวตนของวัตถุธาตุและสสารที่อยู่ในฐานะ มุมกินุลวุยูด (ภวันต์ใหม่) ส่วนทางจิตวิญญาณกล่าวคือมนุษย์ต้องไปสู่ความสมบูรณ์แบบ ซึ่งแบบของมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้นสังคมคือตัวแปรที่จะนำมนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์ในแบบองค์รวมได้  สังคมที่ว่านั้นเป็นสังคมที่ผ่านการชี้นำโดยปราชญ์ และประชาชนเป็นผู้ตาม โดยปราชญ์เป็นผู้กำหนดหลักนิติรัฐที่สอดคล้องกับตัวตนของมนุษย์ แล้วทั้งสององค์ประกอบทั้งผู้นำและผู้นำจะขับเคลื่อนไปสู่ความเป็นอตมรัฐ 
รัฐที่สมบูรณ์ รัฐที่เต็มไปด้วยความไพพูลย์ รัฐที่มีแต่ความสวยงามโดยการจัดตั้งรัฐและการปกครอง

ทัศนะของฟารอบีย์ในเรื่องอุตมรัฐ เขามีความเชื่อว่าผู้นำรัฐในอุดมคติและผู้สร้างรัฐแห่งความสมบูรณ์ขึ้นมาได้นั้นคือผู้อยู่ในตำแหน่งของตัวแทนพระเจ้า คือตำแหน่งศาสดา ตำแหน่งผู้นำ และปวงปราชญ์ที่ทรงธรรม
อบูอะลี อิบนุ สีนา Avencinna (ค.ศ. ๙๘๐-๑๐๓๗) กับปรัชญาสังคมในเรื่อง “ระบอบการปกครองที่ดีที่สุด” (Good Government)

อิบนุสีนา (Avencinna) นักปรัชญาอีกท่านหนึ่งที่ได้นำเรื่องปรัชญาการเมืองและปรัชญาสังคมมากล่าว และชี้แนะต่อเหล่านักปกครองทั้งหลายให้รับรู้ว่า แท้จริงมนุษย์มีความจำเป็นต่อการมีระบอบการปกครองที่ดีและการมีรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง เพราะจะสร้างสังคมให้มีความยุติธรรมและความมั่นคง และการจะสถาปนาระบอบที่ดีที่สุด(النظام الاحسن) ต้องผ่านการปกครองโดยผู้นำทรงธรรม ดังที่ศาสดาได้มาประกาศและปฎิบัติเป็นแบบอย่างไว้ และอิบนุสีนาได้กล่าวอีกว่า แท้จริงการนำสังคมไปสู่ระบอบที่ดีที่สุดนั้น จะต้องมีกฏหมายและกฏระเบียบที่ถูกต้องมีหลักนิติรัฐนิติธรรม และผู้นำที่มีภาวะผู้นำเท่านั้นจะบริหารจัดการและบัญญัติกฏหมายนั้น ท่านอิบนุสีนา ได้นำเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับผู้นำและภาวะผู้นำไว้ว่า แท้จริงผู้นำนั้นทำหน้าที่ปกครอง โดยนำหลักธรรมา
ภิบาลมาบริหารจัดการบ้านเมือง เพื่อไปนำไปสู่ความสันติสุขของมวลมนุษยชาติทั้งปวง.

มุลลาศ็อดรอ (ค.ศ.๑๕๗๑-๑๖๐๒) กับปรัชญาสังคมเรื่อง “รัฐและผู้นำรัฐ” (State and The Leader of State) มุลลาศอ็ดรอ เป็นนักปรัชญามุสลิมนิกายชีอะฮ์เจ้าของสำนัก “ฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ”حکمة المتعالية (ปรัชญาปรีชาญาณสูงส่ง) ได้มีทัศนะทางปรัชญาสังคมและการเมืองไว้ว่า แท้จริงทุกสังคมต้องการรัฐและผู้นำรัฐ และสังคมใดไร้การปกครองและไม่มีผู้นำรัฐ ไม่สามารถจะขับเคลื่อนไปสู่ความสมบูรณ์ได้ และมุลลาศอ็ดรอ ได้กล่าวอีกว่า แท้จริงผู้นำรัฐนั้นจะต้องมีหลักการปกครอง ที่เป็นกฏหมาย เพื่อสร้างสรรค์สังคม  ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า

“ทุกสังคมต้องการและมีความจำเป็นต่อกฏหมายหนึ่งที่มนุษย์จะต้องย้อนกลับไปยังมัน และมนุษย์ไม่สามารถจะดำเนินชีวิตไปได้อย่างสมบูรณ์แบบบนโลกใบนี้ นอกจากจะต้องมีผู้ปกครองหรือผู้นำที่ทรงยุติธรรม และมีกฏหมาย บัญญัติมาจากพระเจ้า” (อ้างจากบทความเรื่อง มุฟักกิรอนอิสลามี ว่าฮัมบัสเตกี ดีน ว่า เดาลัต) ท่านมุลลาศ็อดรอได้อรรถาธิบายเกี่ยวกับบทบัญญัติทางการปกครอง (โดยพระเจ้า) ว่ามันคือวิญญาณของการเมือง ถ้าการเมืองใดไร้กฏหมายที่เป็นบทบัญญัติแห่งพระเจ้า ถือว่าการเมืองนั้นไร้วิญญาณ เป็นการเมืองที่ตายแล้ว ไร้ชีวิต เมื่อการเมืองไร้ชีวิตก็จะไม่สามารถให้ชีวิตแก่สังคม สังคมก็จะเป็นสังคมที่ตาย มีแต่ความวุ่นวายอิมามอะลี

“พึงสังวรเถิด พวกเจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงกำหนดให้สถานกะบะฮ์ คือ สัญลักษณ์ของการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อมวลมนุษยชาติ”

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ปีที่ 5 ฉบับที่ 57 ประจำเดือนกันยายน 2559
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 420 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 15 + 56 =
ความคิดเห็น :