Bookmark and Share

รายอ ฆีตอ กษัตริย์ผู้เป็นที่รักของทุกคน


"รายอ ฆีตอ" 
กษัตริย์ผู้เป็นที่รักของทุกคน

การเสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประจำทุกปี มีโครงการพระราชดำริช่วยเหลือมากมาย กลายเป็นความสนิทชิดเชื้อกับชาวมุสลิม จากศัพท์นามที่ชาวบ้านเรียก รายอซีแย เป็น “รายอฆีตอ” พระเจ้าแผ่นดินของเรา เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน

จากข้อมูลของนายสายเมือง วิรยศิริ ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานโครงการ 1 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ในตอนนั้น ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานตามพระราชดำริ ที่เปิดเผยในที่ประชุมผู้นำศาสนาอิสลามส่วนกลาง ประมาณ 500 คน เมื่อปี 2549 ในหัวข้อ “ในหลวงกับพสกนิกรชาวไทยมุสลิม” เพื่อบอกเล่าถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อชาวไทยมุสลิม ระบุว่า เพียงการเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การทำงานที่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท โดยเฉพาะภารกิจที่ได้รับผิดชอบในโครงการพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับพสกนิกรชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ ทั้งนี้เป็นโอกาสอันดีเนื่องมาจากในปีนี้จะเป็นปีที่ครบรอบการครอง ราชสมบัติ 60 ปี

หากนับตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย.2489 คือวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ แต่พระองค์ทรงยังไม่บรรลุนิติภาวะและยังต้องกลับไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ แต่การขึ้นครองราชย์อย่างเต็มภาคภูมิคือวันที่ 5 พ.ค.2493 หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “วันฉัตรมงคล” ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พระองค์ท่านทรงให้สัญญาประชาคมกับประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ผ่านพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม” นั่นเอง

“อย่างไรนั่นก็คือการต้องคิดว่าผลของการ บริหารจะต้องไม่เกิดความขัดแย้ง ไม่ได้มองแค่ประโยชน์ หากแต่จะต้องเป็นประโยชน์สุข แต่ตอนนี้เรามองกันเพียงแค่ประโยชน์ ซึ่งเห็น ได้ชัดในปัจจุบัน โดยภารกิจในการช่วยเหลือประชาชนของในหลวงก็เริ่มดำเนินผ่านโครงการพัฒนาต่างๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบันซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วพระองค์ท่านจะเดินทางเยี่ยมเยียนราษฎรตกปีละประมาณ 7,164 กิโลเมตร ไม่ว่าจะเป็นภาคไหนๆ ของประเทศ ผมเคยตามเสด็จพระเทพฯ (พระเทพรัตนราช สุดาฯ) และท่านเคยรับสั่งให้ฟังว่าเสด็จพ่อของพระองค์ทรงเคยรับฟังว่าสำหรับประเทศ ไทยแล้ว พระมหากษัตริย์จะต้องเป็นพระมหากษัตริย์ 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นกลางคืนหรือกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อนหรือฤดูหนาว เพราะว่าทุกข์ของราษฎรนั้นรอไม่ได้ เสด็จพ่อของพระองค์ยังรับสั่งว่าหากจะทำอะไรในบ้านเมืองนี้จะต้องถามตัวเองก่อนว่าประชาชนจะได้อะไร จะเกิดประโยชน์สุขกับประชาชนหรือไม่”

เมื่อปี 2495 พระองค์ท่านก็ทรงเริ่มงานช่วยเหลือราษฎรและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร โดยริเริ่มราวๆ ช่วงต่อระหว่างปี 2495-2496 เมื่อครั้งพระองค์ท่านเสด็จแปรพระราชฐานไปที่พระตำหนักไกลกังวล หัวหิน ในเย็นวันหนึ่งในหลวงทรงขับรถจี๊บพร้อมตำรวจ พลร่มเพื่อตรวจพื้นที่ แต่รถกลับติดหล่มจึงเดินเครื่องเสียงดังลั่น ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้นออกมาดู หนึ่งในนั้นคือ “ลุงรวย” ซึ่งพอลงมาก็อุทานว่าคนที่อยู่ในเครื่องแบบสีเขียวคนนี้หน้าตาคุ้นๆ ก็เลยวิ่งกลับไปดูปฏิทินที่บ้าน พบว่าเป็นคนๆ เดียวกับพระบรมฉายาลักษณ์ในปฎิทิน แกเลยตะโกนลั่นบ้านชวนลูกชวนเมียมาเข้าเฝ้าฯ

“เย็นวันนั้นลุงรวยก็ช่วยกันเข็นรถ ในหลวงท่านก็ทรงพูดคุยและถามว่าแกมีปัญหาอะไรอยากให้ช่วยบ้าง แกก็บอกว่าอยากได้ถนนเพื่อว่าจะได้สะดวกในการขนผลิตผลการเกษตรเพราะตลาดอยู่ไกล วันรุ่งขึ้น ในหลวงท่านจึงเรียกผู้กำกับตำรวจพลร่มมาและให้เงินส่วนพระองค์ไป 5 แสนบาท เพื่อให้พลร่มก่อสร้างถนนให้กับชาวบ้าน ซึ่งก็แล้วเสร็จในเวลาเพียง 45 วัน ถือได้ว่า เป็นโครงการพัฒนาโครงการแรกของพระองค์”

หลังจากนั้นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริก็ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงปัจจุบันมีอยู่กว่า 3 พันโครงการ และหากพิจารณาเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยมุสลิมแล้ว จะพบว่าตั้งแต่เริ่มต้น โครงการถึงปัจจุบัน 25 ปี มีโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริถึง 398 โครงการ คิดเป็นงบประมาณส่วนพระองค์มากถึง 3,700- 3,800 ล้านบาท โดยแยกเป็น จ.นราธิวาส 296 โครงการ ใช้งบประมาณไปประมาณ 2,700 ล้านบาท จ.ปัตตานี มีอยู่ 62 โครงการ ใช้งบประมาณไป 549 ล้านบาท ในขณะที่ จ.ยะลา มีอยู่ 40 โครงการ ใช้งบประมาณไป 455 ล้านบาท


สำหรับในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พระองค์ท่านเริ่มเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรครั้งแรก ที่ จ.นราธิวาส ประมาณเดือน มี.ค.2502 และเสด็จต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการแปรพระราชฐานไปที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ซึ่งสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2517 และถือเป็นสายใยเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับพสกนิกรชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ พระองค์ท่านก็จะเสด็จเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนส.ค.หลังวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของสมเด็จพระบรมราชินีฯ จนถึงประมาณต้นเดือน ต.ค. การรับสั่งให้โรงพยาบาลนราธิวาสและโรงพยาบาลสุไหง-โกลก จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปดูแลรักษาคนไข้ที่ อ.แว้ง อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ถือเป็นจุดเริ่มต้นของงานพัฒนาของพระองค์ท่านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างในหลวงกับพสกนิกรชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ก็ดำเนินต่อเนื่องมาเรื่อย เป็นความสัมพันธ์ทั้งในด้านจิตใจและด้านการพัฒนา

สำหรับด้านจิตใจ จากคำพูดของ “ลุงดิลก” ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ อดีตล่ามที่มักตามเสด็จฯ อยู่บ่อยครั้งว่า ชื่อเรียกที่พสกนิกรชาวไทยมุสลิมใน 3 จังหวัดใช้เรียกแทนในหลวงนั้นมีพัฒนาการมารเป็นลำดับที่บ่งบอกนัยความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี

“เริ่มแรกชาวบ้านเขาก็เรียกในหลวงว่า ‘รายอซีแย’ ที่แปลว่า King of Siam ซึ่งเป็น คำเรียกที่เป็นทางการมาก ต่อมาหลังจากที่ทรงลงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่มากขึ้น ชาวบ้านเขาก็เรียกว่า ‘รายอฆีตอ’ ซึ่งแปลว่า พระมหากษัตริย์ของเรา เนื่องจากเขาจงรักภักดีและเลื่อมใสต่อพระองค์ พอหลังๆ เริ่มเพิ่มเป็น ‘รายอกีตอบาเอะ’ ซึ่งแปลว่า ในหลวง ของเรานี่ดี บ้างก็มักพูดกันว่า ‘ฆีตอกาเซะรายอฆีตอ’ ที่แปลว่า เรารักในหลวงของเรา”

ในหลวงยังมีความเข้าใจในศาสนาอิสลามและวัฒนธรรมวิถีชีวิตของชาวมุสลิมในพื้นที่ อย่างเช่นเวลาที่ผู้นำศาสนาเข้าเฝ้าฯ ที่ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ พระองค์ท่านก็บอกให้แต่งตัวตามประเพณีท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงเข้าใจความเป็นมุสลิมเป็นอย่างดี ในหลวงยังเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงทำนุบำรุงศาสนาทุกศาสนา สำหรับศาสนาอิสลามพระองค์ท่านก็ทรงซ่อมแซมทำนุบำรุงมัสยิดหลายแห่ง อย่างเช่น มัสยิดตันหยงที่อยู่หน้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ที่อย่างไรเสียพระเทพฯ ก็จะต้องทรงแวะเยี่ยมเยียนทุกครั้งที่แปรพระราชฐาน หรือมัสยิดกลาง จ.ปัตตานี ที่เมื่อก่อนทรุดโทรมมาก ท่านก็มีรับสั่งให้ซ่อมแซมเมื่อปี 2536 เป็นต้น

ยกตัวอย่าง กรณีมัสยิด “นูรุลเอียะซาน” ที่แปลว่า “แสงสว่างแห่งความดี” ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ในหมู่บ้านห้วยไทรใต้ที่มีราษฎรเป็นมุสลิมเกือบทั้งหมด ครั้งแรกที่พระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนเมื่อปี 2522 ผู้นำศาสนาก็ขอให้มัสยิดดังกล่าวอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ ท่านก็รับสั่งว่า “..ให้อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์...ด้วยความยินดียิ่ง” ในปี 2539 และปีต่อๆ มา พระองค์ท่านก็เสด็จ เยี่ยมเยียนอีกและทรงมอบเงินส่วนพระองค์รวม 5 แสนบาท เพื่อให้ซ่อมแซมมัสยิดและแล้วเสร็จเมื่อปี 2542
“พอถึงปี 2543 พระองค์ท่านทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเทพฯ เสด็จแทนพระองค์ไปเปิดมัสยิดหลังจากซ่อมแซมแล้วเสร็จ นี่คือการเข้าไปสนับสนุนศาสนาของพระองค์ และที่สำคัญนี่คือการเข้าถึงจิตใจของราษฎร”

ไม่เฉพาะด้านศาสนาเท่านั้น หากแต่ในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพสกนิกร พระองค์ ท่านก็ให้ความใส่ใจไม่ต่างกัน ในการแปรพระราช ฐานทุกปี พระองค์ท่านจะเสด็จเป็นประธานและมอบรางวัลให้กับผู้ชนะในการแข่งขันเรือกอและและนกเขาชวา อันเป็นกิจกรรมที่เป็นวิถีชีวิตของราษฎรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความสัมพันธ์ระหว่างในหลวงกับพสกนิกรชาวไทยมุสลิมในด้านการพัฒนาดังกรณีของหมู่บ้านห้วยไทรใต้ ที่มีราษฎรอยู่ประมาณ 20 หลังคาเรือน ประกอบอาชีพในที่ดินสาธารณะโดยไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ในหลวงทรงมีพระราชดำริที่จะพัฒนาหมู่บ้านแห่งนี้ โดยเริ่มต้นจากการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยก่อน จึงดำเนินการจัดสรรที่ดินให้ครอบครัวละ 1 ไร่ หลังจากนั้นก็จัดหาที่ดินทำกินและทรงให้ทางศูนย์พัฒนาอาชีพห้วยทรายจัดอบรมฝึกอาชีพเพื่อยกระดับการดำรงอยู่

“ถึงวันนี้ หมู่บ้านแห่งนี้ถือเป็นตัวอย่างของหมู่บ้านที่อยู่กันอย่างสันติ หลังจากเกิดเหตุรุนแรงในภาคใต้ในระยะหลัง ก็มีโครงการ นำผู้ที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขึ้นมาศึกษาดูงานการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในหมู่บ้านแห่งนี้”

ราษฎรที่จงรักภักดีชาวปัตตานีที่หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่ในโฆษณาโทรทัศน์ในปัจจุบัน เขาคือ “ลุงวาเด็ง ปูเต๊ะ” ชาวบ้านบ้านทุ่งเคร็ด อ.สายบุรี ซึ่งได้เข้าเฝ้าฯในหลวงเมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมเยียนพื้นที่ดังกล่าวซึ่งประสบ ปัญหาเกี่ยวกับดินเปรี้ยว ซึ่งเป็นการเสด็จที่อยู่นอกเหนือหมายงานและทำให้พบเจอชายชราวัย 70 ปีในขณะนั้นที่พูดจาฉะฉานและตรงไปตรงมา

“เหตุการณ์ในวันนั้น เราที่ตามเสด็จฯ ต่างประทับใจในตัวลุงวาเด็ง ไม่มีประเทศไหนในโลกอีกแล้วที่จะเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ ได้โดยไม่ต้องใส่เสื้อ”
 
จากการตามเสด็จมาเป็นระยะเวลาหลายปี ทำให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงเข้าใจในวิถีชีวิตวัฒนธรรม การเป็นอยู่ของราษฎรทุกหมู่เหล่า โดยที่ไม่เคยเลือก โดยเฉพาะชาวไทยมุสลิม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ในหลวงก็พยายามย้ำมาโดยตลอดว่าให้ใช้แนวทาง “เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา” เป็นคำสั้นๆ เพียง 3 คำ เพราะพระองค์ท่านเข้าใจปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่งเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกวันนี้ มองว่าเกิดจากสาเหตุสำคัญ 3 ประการ โดยตนจะแยกเป็น 3 อ. โดย อ.แรก คือ อวิชชา ที่หมายถึง ความไม่รู้ ไม่รู้จักวิเคราะห์สภาพของปัญหา กล่าวได้ว่าปัญหาในพื้นที่นั้นมีมาตั้งแต่อดีต ทั้งเรื่องยาเสพติดที่เริ่มต้นจากยาแก้ไอผสมโคลาซึ่งขายกันตามโรงแรมต่างๆ ขวดละ 400 บาท จนถึงขณะนี้ที่มียาที่เรียกกันว่ายาหัวสั่น ตกเม็ดละ 600-700 บาท ซึ่งพบได้มากตามเธคต่างๆ ในสุไหงโกลก ในขณะที่การพนันก็มีอยู่เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะการพนันบอล ไล่จากหาดใหญ่จนถึงสุไหงโกลกถือเป็นแหล่งการพนันบอลที่มากกว่าในกรุงเทพฯ เสียอีก เรื่องเหล่านี้ใครก็รู้ว่าเป็นคนทำ

“ฝ่ายเจ้าหน้าที่เราเองก็ทำงานเชิงพัฒนา พูดอย่างเดียว ทำจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่ทำจริงก็มีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่รู้จักพัฒนาจากส่วนที่มีอยู่แล้ว อย่างโครงการพระราชดำริที่มีอยู่เต็มพื้นที่”
ในขณะที่ อ.ที่สอง คือ อคติ ที่บอกว่าปัญหาเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ จึงก่อให้เกิดการอุ้ม ในขณะที่คนที่เคยเกี่ยวข้องกับการอุ้ม ปัจจุบันนี้ได้ดีหมด ถือว่ามีแบ็คหนุนหลัง อย่าให้ต้องบอกว่าเป็นใคร ส่วน อ.สุดท้ายที่ตามมาคือ อธรรม อันเป็นเหตุให้มีการรบราฆ่าฟันอย่างในปัจจุบัน

“ในหลวงท่านทรงให้แนวทางแล้ว คือ เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา เราจึงควรต้องค่อยๆ คิดและค่อยๆ แก้”

ที่มา : ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

หมายเหตุ: จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนตุลาคม 2559

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 470 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 97 + 29 =
ความคิดเห็น :