Bookmark and Share

คัมภีร์ ดิษฐากรณ์ ภารกิจสร้างผู้นำอิสลามยุคใหม่

 
คัมภีร์ ดิษฐากรณ์
ภารกิจสร้างผู้นำอิสลามยุคใหม่


เป็นครั้งแรกที่สังคมมุสลิมมีการจัดตั้ง “สถาบันพัฒนาผู้นำศาสนาอิสลาม” ขึ้นมา เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้นำมุสลิมให้เป็นผู้นำยุคใหม่ ที่มีความรอบรู้ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลนำพาสังคมได้อย่างถูกต้อง และได้มีการอบรมรุ่นแรกไปเรียบร้อยแล้ว ภายใต้การผลักดันของคนที่ชื่อ “คัมภีร์ ดิษฐากรณ์” ผู้อำนวยการสำนักจุฬาราชมนตรี

“คัมภีร์ ดิษฐากรณ์” เป็นอดีตข้าราชการสำนักงานเลขาธิกรสภาผู้แทนราษฎรที่ประสบความสำเร็จสูงคนหนึ่งในสังคมมุสลิม ก่อนลาออกจากราชการได้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ถูกดึงตัวไปทำงานที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระยะหนึ่ง ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็น “ผู้อำนวยการสำนักจุฬาราช มนตรี” จากนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี และเป็นผู้อำนวยการที่เอางานเอาการในการจะสร้างสรรค์สังคมมุสลิม ได้ผลักดันให้เกิด “สถาบันพัฒนาผู้นำศาสนาอิสลาม” เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้นำศาสนาอิสลามอย่างเป็นระบบ

ผู้นำศาสนาอิสลามประกอบด้วย ผู้บริหารมัสยิด อาทิ อิหม่าม คอเต็บ บิหล่าน คณะกรรมการมัสยิด คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 39 จังหวัด คณะกรรมการกลางอิสลามอีก 54 คน ครอบคลุมบุคคล
ที่อยู่ใกล้ชิดกับสังคมมุสลิมตั้งแต่ระดับพื้นฐาน จนถึงระดับบนของสังคม การจัดตั้ง “สถาบันพัฒนาผู้นำศาสนาอิสลาม” ก็เพื่อพัฒนาผู้นำเหล่านี้ให้มีศักยภาพในการทำงาน การขับเคลื่อนองค์กร การเป็นผู้นำทางความคิดของสังคม รวมทั้งการอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกับส่วนอื่นในสังคมได้เป็นอย่างดี 

“คัมภีร์ ดิษฐากรณ์” ได้ผลักดันจนมีการอบรมหลักสูตร “พัฒนาภาวะความเป็นผู้นำศาสนายุคใหม่” หลักสูตร ที่ 1 ประจำปี 2560 ขึ้นมา โดยมีอิหม่าม กรรมการมัสยิด กรรมการอิสลามประจำจังหวัด สมัครเข้าอบรม 39 คน จากทั่วประเทศเปิดอบรมตั้งแต่วันที่ 17-27 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา หลักสูตร “พัฒนาภาวะความเป็นผู้นำศาสนายุคใหม่” หลักสูตรที่ 1 รุ่นที่ 1 ประจำปี 2560 เป็นดำริของจุฬาราชมนตรี ที่ต้องการพัฒนาผู้นำศาสนาอิสลามมีการพัฒนาในหลายๆ ด้าน นอกจากความรู้ด้านศาสนาแต่รวมถึงด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และหลักการบริหาร ประกอบกับคสช.ได้มีคำสั่งที่ 49/2559 เรื่องมาตรการคุ้มครองและป้องกันศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย จึงได้จัดตั้งสถาบันพัฒนาผู้นำศาสนาอิสลามขึ้นมาเพื่อร่วมมือกับภาครัฐในการนำพาและรักษาเอกราชของชาติไทย ในการพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจการปกครอง และให้ศาสนามีความสำคัญในการดำเนินการต่างๆ เหมือนในอดีต” กล่าวถึงที่มาและความสำคัญของการจัดทำหลักสูตรพัฒนาภาวะผู้นำศาสนาอิสลามยุคใหม่


หลักสูตรการอบรม ได้นำบรรดาผู้นำศาสนาอิสลามาทำกิจกรรมร่วมกันเป็นเวลา 10 วัน ที่สำนักจุฬาราชมนตรี นำบรรดาผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แต่ละแขนงมาให้ความรู้ อาทิ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการมาให้ความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ผู้รู้ทางศาสนา อาทิ อ.ประสาน ศรีเจริญ รองประธานผู้ทรงคุณวุฒิสำนักจุฬาราชมนตรี และส่วนราชการ อาทิ อธิบดีกรมการปกครอง รวมทั้งมีการนำไปศึกษาดูงานนอกพื้นที่ อาทิ การเข้าดูแลการทำงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นต้น  

ภายหลังเสร็จสิ้นหลักสูตร นักศึกษาทั้ง 
39 คน ได้เข้ารับประกาศณียบัติจากพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล “โครงการพัฒนาพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำศาสนาอิสลามรุ่นที่ 1 หลักสูตรที่ 1 มีผู้เข้าร่วมอบรม 39 คน มีการอบรม 60 ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งด้านศาสนา เศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งวิถีเศรษฐกิจพอเพียง” ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้นำศาสนาอิสลาม กล่าว 

พล.อ.ธนศักดิ์ ได้กล่าวให้โอวาทสรุปว่า เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่มีการจัดตั้งหลักสูตรขึ้นมา พัฒนาบุคคลากรให้มีความรู้ มีศักยภาพ“ศาสนาอิสลามถือเป็นศาสนาที่เข้มแข็งศาสนาหนึ่ง การสอน การแนะนำให้เป็นคนดี มีความเข้มแข็ง ถือว่ามีพลัง ผมมีเพื่อนที่เป็นมุสลิมมากในต่างประเทศ เวลาไปเยี่ยมเยือนก็จะอยู่ในมัสยิด จนเห็นว่ามัสยิดทุกแห่งมีความสำคัญ และที่ประทับใจมากคือ คัมภีร์อัลกุรอ่าน บอกให้ผู้นำศาสนาจำแล้วสอน เพื่อนที่เป็นผู้นำศาสนา บอกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ต้องทดลอง แต่แสดงให้ดู สามารถท่องจำได้หมด และไม่ว่าโลกนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรศาสนาอิสลามจะไม่มีวันล่มสลาย เพราะคัมภีร์อยู่ในใจของทุกคนหมดแล้ว” พล.อ.ธนศักดิ์ กล่าวและว่า สิ่งที่ประทับใจอีกสิ่งหนึ่ง เวลามีงานบุญอิสลามจะสวดให้กับประเทศ ศาสนาอื่นจะไม่ค่อยมีรองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอให้คณะนักศึกษาได้มีการนำองค์ความรู้ ด้านการบริหารจัดการองค์กรไปต่อยอดให้เป็นผู้นำยุคใหม่ที่มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรและชุมชนให้มีศักยภาพ

“ขอบคุณสำนักจุฬาราชมนตรีที่ได้สนองตอบมาตรการดังกล่าวตามนโยบายของ คสช. และรัฐบาล จึงได้จัดตั้งสถาบันพัฒนาผู้นำศาสนาอิสลาม พร้อมได้รับการสนับสนุนจากกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และสำนักจุฬาราชมนตรี รวมทั้งได้นำหลักการเศรษฐกิจพอเพียง มาผสมผสานกับหลักการศาสนาได้อย่างลงตัว และที่สำคัญได้สร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีการเอื้ออาทรต่อกัน ถ้าชุมชนมีความสุข ส่วนรวม ประเทศ โลก ก็มีความสุขด้วย”

“ผู้นำที่มีความรู้ความเข้าใจ ในสิทธิและหน้าที่ของการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้นำพาประเทศชาติไปสู่ความก้าวหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และน้อมนำพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไปปรับใช้ใน
ชีวิตประจำวัน ตามเจตนารมณ์ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”

พล.อ.ธนศักดิ์ ได้กล่าวสนับสนุนให้มีโครงการอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐพร้อมให้การสนับสนุน และได้ให้เกียรติถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกับคณะนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาอย่างเป็นกันเอง และเห็นชอบให้มีการจัดสรรงบประมาณให้มีการจัดหลักสูตรอบรมผู้นำศาสนาอิสลามรุ่นต่อไปและหลักสูตรต่อไป

“เป็นมิมิตรหมายที่ดีที่มีหลักสูตรนี้ เพื่อพวกเราจะได้พัฒนาตัวเอง พัฒนาความเป็นผู้นำ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาชุมชน สังคมและประเทศไทยโดยรวมต่อไป สนช.กำลังจะออกกฎหมายกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อกำหนดทิศทางของประเทศ เมื่อประกาศใช้แล้วพวกท่านจะได้เข้ามาร่วมทำงานตามยุทธศาสตร์ให้ชุมชน และประเทศมีความก้าวหหน้าต่อไป” นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวสนับสนุนการมีหลักสูตรพัฒนาภาวะผู้นำศาสนาอิสลาม เพื่อร่วมกันพัฒนาชาติไทย การจัดตั้งสถาบันเพื่อพัฒนาบุคคลากรของสังคมมุสลิม และการจัดการให้มีหลักสูตร มีการอบรมผู้นำอิสลามให้เกิดขึ้นแล้ว 1 รุ่น และจะมีอีกในรุ่นต่อไป นับเป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของ “คัมภีร์ ดิษฐากรณ์” ผู้อำนวยการสำนักจุฬาราชมนตรี ที่ต้องการสร้างบุคคลากรในสังคมมุสลิมที่เป็นผู้นำที่มีคุณภาพ 

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับที่ 65 ประจำเดือนพฤษภาคม 2560




บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 341 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 2 + 30 =
ความคิดเห็น :