Bookmark and Share

“ปี 60 ต้องหาผู้ร่วมทุนให้ได้” คลีนไอแบงก์โยกหนี้เสีย 50,000 ล้าน เพิ่มทุนอีก 18,000 ล้าน



“ปี 60 ต้องหาผู้ร่วมทุนให้ได้” คลีนไอแบงก์โยกหนี้เสีย 50,000 ล้าน เพิ่มทุนอีก 18,000 ล้าน

สถานการณ์ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เริ่มสดใสขึ้น หลังมีปัญหาต้องแบกหนี้เน่า 50,000 กว่าล้านบาทมาเป็นเวลา 3-4 ปี เมื่อกระทรวงการคลังได้ตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ดึงหนี้เน่าที่ไม่ใช่หนี้มุสลิมไปบริหารและจะเพิ่มทุนอีกก 18,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความดึงดูดใจให้ผู้ร่วมทุน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดหาผู้ร่วมทุนมานานกว่า 1 ปี แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากปัญหาหนี้เสียที่สะสมมายาวนานหลายปี จากการเข้ามาบริหารของนักการเมืองในอดีต ทำให้ต้องตัดสินใจโยกหนี้เสียก้อนดังกล่าวออกจากแบงก์ไปและเพิ่มทุนเข้ามา 

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำกัด (Islamic Bank Asset Management Ltd. หรือ IAM) ขึ้นหลังมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2559 และโอนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีเอฟที่ไม่ใช่ของชาวมุสลิม จำนวนประมาณ 100 ราย มูลหนี้ 50,000 ล้านบาทไปบริหาร ทำให้ไอแบงก์ยังคงเหลือหนี้เอ็นพีเอฟ ซึ่งเป็นของชาวมุสลิมประมาณ 10,000 ราย มูลหนี้รวม 3,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ตามนโยบายของรัฐบาลที่เข้าไปช่วยผู้ประสบภัย แต่ชาวบ้านเข้าใจว่า เป็นการให้เปล่า จึงไม่คืนเงิน ซึ่งจะทำให้มีสินเชื่อจัดชั้นปกติประมาณ 46,500 ล้านบาท

หลังจากนั้น ผู้ถือหุ้นเดิมก็จะเพิ่มทุนอีก 18,000 ล้านบาท ได้แก่ กระทรวงการคลัง 48.5% ธนาคารออมสิน 39% ธนาคารกรุงไทย 9% และผู้ถือหุ้นรายย่อยประมาณ 200 ราย 1% จะทำให้กองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) กลับมาอยู่ที่ 0% จากที่ติดลบอยู่ -27% หลังจากนั้น ไอแบงก์ก็จะเจรจาหาพันธมิตรร่วมทุนตั้งแต่ช่วงต้นปี 2560 ซึ่งจะเป็นไปตามจังหวะการเพิ่มทุนดังกล่าว โดยหลังจากที่ได้พันธมิตร กระทรวงการคลังจะขายหุ้นดังกล่าวคืนต่อไป ซึ่งหากดำเนินการได้ดีพออาจจะขายกลับโดยมีส่วนต่างกำไรได้

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า จากนี้ไปไอแบงก์มีแผนกลับไปดำเนินธุรกิจตามปกติ ซึ่งจะหยุดการขาดทุน จากที่ปี 2557 ขาดทุนสุทธิ 9,737 ล้านบาท และลดลงมาเหลือ 4,712 ล้านบาทในปี 2558 และเหลือ 2,186 ล้านบาทใน 9 เดือนแรกของปี 2559 ทั้งนี้ หากไม่ต้องรับภาระตั้งสำรองหนี้ที่มีปัญหาในอดีต ปัจจุบันไอแบงก์มีผลประกอบการที่มีกำไรแล้ว และเชื่อมั่นว่าจะมีกำไรสุทธิได้ในปี 2560

“การเพิ่มรายได้ ไอแบงก์จะหารือกับกระทรวงการคลังให้สามารถปล่อยสินเชื่อรายใหญ่มากกว่า 200 ล้านบาทได้ ภายหลังจากกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งไม่ให้ไอแบงก์ปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ในช่วงปี 2556 ซึ่งมีปัญหาเอ็นพีเอฟจากการปล่อยสินเชื่อจำนวนมาก ถ้าทำได้ก็จะช่วยให้ไอแบงก์ให้บริการแก่ชาวมุสลิมได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นรายย่อย รายใหญ่ หรือเอสเอ็มอี รวมไปถึงสามารถทำธุรกรรมแบบ cross-selling ได้ นอกจากนี้ ไอแบงก์ได้ร่วมมือกับบริษัทประกันภัยเพื่อออกผลิตภัณฑ์ประกันภัยตามหลักศาสนาอิสลาม โดยปัจจุบันมีพนักงานของไอแบงก์ผ่านการอบรมสอบผ่านใบอนุญาตในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 800 ราย ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกันก็จะปรับลดสาขาที่ไม่จำเป็น หรือสาขาที่ไม่สร้างรายได้ รวมทั้งการปรับลดบุคคลากร คาดว่าจะลดประมาณ 30% จาก 1,800 คน และให้เพิ่มประสิทธิภาพของบุคคลากรให้ทำงานได้มากขึ้น อาทิ การช่วยขายประกันเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับธนาคารซึ่งมีผู้ที่สอบได้ใบอนุญาตประกันภัยจำนวนมาก 

“บทบาทของธนาคารอิสลาม จากคำแนะนำของจุฬาราชมนตรีว่าให้เน้นที่สหกรณ์มุสลิม ให้การสนับสนุนการไปทำพิธีฮัจญ์ เป็นต้น โดยไอแบงก์จะเดินสายลงไปหาลูกค้าชาวมุสลิม อธิบายถึงสถานะและบทบาทของธนาคารในระยะต่อไป เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนชาวมุสลิมให้กลับมา” นายชัยวัฒน์กล่าวในที่สุด เรียกว่าไอแบงก์ถอนหายได้เฮือกใหญ่หลังการโอนหนี้เสียออกไป กลายเป็น Good Bank ที่จะสามารถขับเคลื่อนการบริหารได้ต่อไปไม่ต้องตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงเหมือนที่ผ่านมา

หมายเหตุ : จากนิตยสาร 
MTODAY VAREITY ฉบับที่ 60
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 770 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 61 + 57 =
ความคิดเห็น :